เมื่อสิบปีที่แล้ว ทุกแรงใจที่มาร่วมกันก่อตั้งโรงเรียนเพลินพัฒนามีความฝันว่า “เด็กเพลินพัฒนาจะมีความรัก ความผูกพันกับครอบครัว  โรงเรียน  ดูแลตัวเองได้ดี และมีความสุขได้แม้อยู่ท่ามกลางสังคมที่วุ่นวายสับสน  เห็นคุณค่าของตนเอง คุณค่าของผู้อื่น และเติบโตอย่างมีสำนึกในการร่วมดูแลสังคมไทย”


เมื่อวันที่  ๙  พ.ค. ๕๖  ซึ่งตรงกับวันครบรอบ ๑๐ ปีของโรงเรียน  มีตัวแทนของนักเรียนรุ่นแรก (ปัจจุบันเรียนอยู่ชั้น ๑๑) และนักเรียนรุ่น ๑ – รุ่น ๔ ที่เรียนจบจากชั้น ๑๒ ของโรงเรียนเพลินพัฒนากว่า ๓๐ คนกลับมาที่โรงเรียนของพวกเขา เพื่อบอกเล่าให้เราฟังว่า “เพลินพัฒนาให้อะไร”


ตัวแทนนักเรียนรุ่น ๑

ศุภณัฐ  ทองอยู่เรือน (ณัฐ) นิสิตชั้นปีที่ ๔  คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์   มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

สิ่งที่โรงเรียนให้ คือวิธีการได้มาซึ่งความรู้ และกระบวนการได้มาซึ่งความรู้ ก่อนที่ความรู้จะเป็นของเราจะต้องมีกระบวนการคิดวิเคราะห์ว่าความรู้นั้นเราจะเชื่อได้หรือเปล่า เมื่อยังมีเรื่องที่ยังไม่รู้เราแล้วเราก็ต้องการคำตอบ สิ่งสำคัญก็คือกระบวนการให้ได้มาซึ่งคำตอบนั้น สิ่งที่โรงเรียนให้คือกระบวนการหรือวิธีการดังกล่าว  ยกตัวอย่าง เช่น ตอนที่เรียนในห้องเรียน เป็นการเรียนเพื่อพิสูจน์ว่าความรู้เป็นจริงแค่ไหน แต่ที่จริงเราก็ไม่ได้สนใจว่าเป็นจริงแค่ไหน แต่สนใจว่าเราได้เรียนรู้อะไรไปบ้าง




การทำสมุดประมวลความรู้ทำให้เราเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีความเกี่ยวข้องกัน และ ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่อยู่ได้ด้วยศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งเพียงอย่างเดียว ทำให้เราเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมีความเกี่ยวข้องกัน  ช่วยให้เราเชื่อมโยงความเข้าใจที่เกิดขึ้นทั้งหมดเข้าหากันได้


ต่อไปการเรียนรู้จากภาคสนาม เป็นวิธีการที่ได้มาซึ่งความรู้จริงๆ  เพราะการอ่านหนังสือกับความจริงนั้นเป็นคนละเรื่องกัน การไปภาคสนามทำให้เราได้คำตอบของชีวิตจริงขึ้นมา นั่นคือกระบวนการที่เราได้


สิ่งที่โรงเรียนให้เป็นอย่างที่สองก็คือให้เครื่องมือ เครื่องมือที่ว่านี้คือทักษะ  โครงงาน “ชื่นใจ...ได้เรียนรู้” ทำให้เกิดทักษะที่ได้จากกระบวนการทำงาน ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าผลลัพธ์  เมื่อได้ความรู้มาแล้ว ก็มาถึงการนำเอาความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ไปใช้จริง ซึ่งการประยุกต์ใช้ เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน


สิ่งที่ยากที่สุด คือการทำงานกับคน ที่นี่เราได้ฝึกการทำงานกลุ่มที่ฝึกให้เราทำงานกับคน  การทำงานกับคนที่เราไม่รู้จักเป็นทักษะที่สำคัญมาก  ต่อไปก็คือเรื่องการแก้ปัญหา เพราะในการทำงานจริงไม่เหมือนการเรียนหนังสือที่ปัญหาเป็นของเราคนเดียว  สิ่งที่โรงเรียนให้ไม่ใช่แค่ความรู้แต่คือการ "สร้างคน” ขึ้นมา ด้วยกระบวนเรียนรู้ที่หลากหลายโรงเรียนไม่ได้มองเฉพาะในแง่เนื้อหาความรู้ แต่คือการสอดแทรกให้เรารู้จักตัวเอง และเป็นคนดี


ผมขอเป็นตัวแทนขอบคุณโรงเรียนว่า ถึงแม้เราไม่ใช่ครอบครัวเดียวกัน สายเลือดเดียวกัน  แต่สิ่งสำคัญที่พวกเราได้มาอย่างหนึ่งคือความรัก และความรักนั้นช่วยสร้างครอบครัวได้  ขอขอบคุณสำหรับความเป็นครอบครัวที่ผ่านมาครับ


สุธามาศ  ชยุตสาหกิจ (พอ)  นิสิตชั้นปีที่ ๔ คณะครุศาสตร์  วิชาเอกศิลปศึกษา  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


เรามีข้อดีในแง่การทำงาน ความรับผิดชอบ ระบบในการคิดค่อนข้างจะดี ที่ค่อยๆ บ่มเพาะมาเรื่อยๆ มีความกระตือรือร้นในการเรียน โดยเฉพาะในสิ่งที่ตัวเองสนใจและอยากจะรู้ เมื่ออยากรู้ก็มีวิธีรู้ แต่ถ้าไม่อยากรู้ก็จะไม่สนใจ การทำโครงงาน “ชื่นใจ...ได้เรียนรู้” ช่วยปลูกฝังความกระตือรือร้นในการเรียน


โดยทั่วไปการเรียนในระบบต้องการบรรลุเป้าหมายคือการสอบได้  แต่ที่โรงเรียนเรียนเพื่อปลูกฝังลักษณะนิสัยของการเรียนรู้  เพื่อให้เราตอบโจทย์ได้ว่าเรียนไปเพื่ออะไร เรียนแล้วได้อะไร  เราทำอะไรได้บ้าง การออกแบบการเรียนรู้ของโรงเรียน มีความเคารพในตัวผู้เรียน ทำให้เรียนรู้ได้อย่างหลากหลาย ได้ลงมือปฏิบัติจริง มีความทรงจำที่ดีต่อการเรียนรู้  เกิดจิตสำนึกที่ดี เช่น การได้ไปเรียนรู้เรื่องขยะ เรื่องโบราณคดี และการมีกิจกรรมที่ช่วยสร้างให้เรามีจิตอาสา


ธเนศพล  สุขสาคร (แทม) นักศึกษาชั้นปีที่ ๔  วิทยาลัยดุริยางคศิลป์   มหาวิทยาลัยมหิดล 


ได้วิธีการคิด ที่นี่สอนให้ผมคิดเป็นระบบมากขึ้น เรามองจุดที่เราต้องการหาคำตอบ เรามีภาพว่าเราจะหาคำตอบนั้นอย่างไร สอนให้ทำทีละขั้นจนสำเร็จ การทำงานร่วมกับผู้อื่น ที่นี่มีงานกลุ่มค่อนข้างเยอะ เราจึงทำงานกับคนอื่นได้ดี อย่างที่สอง คือให้กระบวนการทำงาน ทำให้เรามีวิธีแก้ปัญหาที่รวดเร็วกว่าคนอื่น เวลามีปัญหาเข้ามาเราจะไม่รน คิดก่อนแก้ปัญหา และแก้ปัญหาได้ตรงจุด  ทำงานกับคนอื่นได้ดี  มีความสัมพันธ์ที่ดี


ขอบคุณโรงเรียนที่ให้ผมได้เป็นตัวของผมเอง เพลินพัฒนาเป็นเบื้องหลังของความสำเร็จ มอบความทรงจำที่ดีของชีวิตให้ สร้างรากฐาน  สร้างความมั่นคงให้  และสิ่งที่ได้ไปจากโรงเรียนได้เข้าไปอยู่ในทุกๆ การงาน ทุกๆ การเล่าเรียน  ผมมีความสุขที่ได้เรียนที่นี่


ฉันทพัฒน์  ไคยฤทธิ์ (เบนซ์) นักศึกษาชั้นปีทิ่ ๔  คณะนิเทศศาสตร์  สาขาวิชาโฆษณาเชิงสร้างสรรค์  มหาวิทยาลัยกรุงเทพ


ตอนนี้ผมศึกษาอยู่สาขาการโฆษณา ซึ่งต้องใช้ความกล้าแสดงออก ความคิดสร้างสรรค์อย่างมาก  ผมมองว่าผมได้รับจุดนี้ค่อนข้างมากจากโรงเรียนเพลินพัฒนา ตอนมัธยมต้น ที่ต้องทำสมุดประมวลความรู้ ผมจะใส่ใจในเรื่องการออกแบบ การวาดรูปมากกว่าเนื้อหา พยายามจะออกแบบให้ดูสวย ไม่ให้เหมือนของคนอื่น ผมมองว่างานนั้นเชื่อมโยงกันกับที่ผมเรียนในตอนนี้  ทำให้ผมใช้ความคิดสร้างสรรค์ออกมาได้อย่างเต็มที่  การที่ผมจะคิดชิ้นงานโฆษณาอะไรออกมาสักชิ้นมันมีความหมายมาก  ตอนมัธยมปลายผมคิดอยากจะทำอาชีพอะไรที่เราสามารถเอาความคิดสร้างสรรค์ที่อยู่ในหัวของเราออกมาเป็นความจริงได้ คิดว่าเป็นอะไรที่น่าภูมิใจ ก็เลยเลือกเรียนโฆษณา แล้วพอเราได้ทำชิ้นโฆษณาออกมาจริงๆ  รู้สึกมีความสุขมากครับ  โรงเรียนเพลินพัฒนาทำให้ผมกล้าคิดอะไรที่แปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร


กมลลักษณ์  มานพสิทธิ์ (ปลา)  นักศึกษาชั้นปีทิ่ ๔  คณะทันตแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยรังสิต

ที่ได้จากโรงเรียนน่าจะเป็นการทำสมุดประมวลความรู้  ทำให้ตอนนี้เวลาเรียนสามารถสรุปอะไรทุกอย่างได้ในเวลาที่เร็วขึ้น   มีบางวิชาที่คนอื่นทำไม่ได้เลย เช่น วิชาEthics ที่เคยเรียนที่โรงเรียนมาแล้ว เลยไม่เข้าไปเรียนแต่ก็ยังได้  A


จินต์จุฑา  ลีละศุภสกุล (แจน) นักศึกษาชั้นปีทิ่ ๔  คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชนมหามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


ตอนปี ๑ ที่เข้าไปเรียนวิชาพื้นฐานของธรรมศาสตร์ เอาบันทึกเล็คเชอร์ที่เคยเรียนที่โรงเรียนมาอ่านหมดเลย อย่างวิชาสังคม จิตวิทยา แล้วก็วิชานักวิทยาศาสตร์ นักคิด นักปรัชญาของโลก เอาที่เคยสรุปไว้มาอ่านหมดเลย 


ที่ได้จากเพลินพัฒนาคือได้เป็นตัวของตัวเอง ไม่ว่าจะไปที่ไหน หนูก็เป็นของหนูอย่างนี้ แต่งตัวแบบนี้ สะพายกล้องไปทุกที่ ตั้งแต่เรียนอยู่ที่โรงเรียน เวลารุ่นพี่รุ่นน้องเห็นหนูทำตัวประหลาดกว่าคนอื่นก็จะบอกว่า "เนี่ย.. เด็กเพลิน" เวลาที่คณะมีงานก็จะชวนเพื่อนๆ ที่เพลินฯ ไปด้วย พอแนะนำให้เพื่อนที่คณะฯ รู้จัก เขาก็จะพูดว่า "เนี่ย.. เด็กเพลิน" เรามีความไม่เหมือนใครตรงมีแนวคิดจิตอาสา อนุรักษ์ของไทยๆ  แล้วก็เป็นพวก “รักโลก...ให้โลกรัก” ที่เป็นโครงงานที่เคยทำที่โรงเรียน ที่เราได้ไปกองขยะ ทำปุ๋ย ทุกวันนี้หนูก็ยังเอากลับมาใช้ในชีวิตประจำวัน แล้วก็ทำอยู่ตลอด


วรรณรัตน์ สำราญสุขรัตน์ (ป่าน) นักศึกษาชั้นปีทิ่ ๔  คณะสถาปัตยกรรม  สาขาวิชาสถาปัตยกรรมภายใน สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 


ที่ได้จากเพลินไม่รู้ว่าจะพูดเรื่องอะไรก่อน เพราะจริงๆ แล้วมีหลายอย่าง  ตอนเรียนจบชั้น ๙ ป่านออกไปไปเรียนชั้นมัธยมปลายในระบบปกติมาค่ะ  เลยค่อนข้างเห็นความแตกต่าง แต่ว่า ๓ ปี ที่ป่านอยู่ที่เพลินคุ้มค่าที่สุดแล้ว เพราะว่าคุณครูที่นี่สอนป่านว่าป่านควรเคารพตัวเอง เชื่อในตัวเอง ลองทำในสิ่งที่คนอื่นคิดว่าทำไม่ได้สิจะทำได้ไหม  ถ้าเราเคารพตัวเองมากขึ้นสิ่งที่ตามมาก็เป็นการพิสูจน์ตัวเองแล้วว่าจุดๆ หนึ่งเราก็ประสบความสำเร็จในสิ่งที่เราอยากได้  คุณครูที่นี่ผลักดันหลายๆ อย่างให้ป่านประสบความสำเร็จ ถึงจะไม่ได้มากอะไรเท่าไร แต่ก็คิดว่าคุ้มค่าที่ป่านได้มาใช้เวลา ๓ ปีที่นี่


ตัวแทนนักเรียนรุ่น ๒


ปฐมธาร  อาศัยธรรมกุล (ต้นน้ำ)  นักศึกษาชั้นปีทิ่ ๓  คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม  ภาควิชาเทคโนโลยีอาหาร มหาวิทยาลัยศิลปากร


เรื่องวิชาการหลายๆ คนบอกว่าที่นี่อ่อน แต่จากประสบการณ์ของผม ตอนที่อยู่ปี ๑ มหาวิทยาลัยมีเรียนปรับพื้นฐาน  ผมเข้าไปเรียนแค่คาบแรกเท่านั้น จากนั้นก็ไม่ได้เข้าเรียนอีกเลย แล้วก็สอบได้ด้วย เล็คเชอร์ผมไม่เข้า ผมเข้าแต่ห้องทดลอง


เรียนที่นี่ทำให้ได้วิธีการเรียนรู้ ผมเรียนไปหลับไปแต่ก็เรียนรู้เรื่องด้วยครูท่านหนึ่งบอกว่าเป็น sleep learning เสียดายชีวิตมัธยมว่าไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรมากมายเหมือนตอนที่อยู่มหาวิทยาลัย ตอนนั้นสถานที่อาจจะยังไม่พร้อม บุคลากร และอุปกรณ์ก็อาจจะยังไม่พร้อม เพราะผมเป็นรุ่นแรกๆ ใช่ไหมครับ ตอนนั้นโรงเรียนให้เสนอว่าอยากทำอะไร ถ้าทำให้ได้ก็จะทำให้ ผมชอบ ขอให้รักษาไว้ ตอนนี้ผมมาเห็นอะไรๆ ก็มีเต็มไปหมด ก็น่าจะตอบรับความต้องการของเด็กได้มากขึ้น


นาวิน  วงศ์พันธุ์ (ป๊อป) นักศึกษาชั้นปีทิ่ ๓  คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


ที่ได้จากโรงเรียนนี้ที่สำคัญมากๆ เลยคือ...บางทีที่อื่นอาจจะเรียกว่าเถียงอาจารย์ ผมเรียนสาขาสถาปัตยกรรมซึ่งจะมีการวิจารณ์  การโต้เถียงที่เยอะมาก มีเรียนดีไซน์ทุกอาทิตย์คือต้องเถียงอาจารย์ทุกอาทิตย์ ไม่อย่างนั้นงานที่เราอดหลับอดนอนทำมาจะกลายเป็นแค่กองกระดาษติดกาวอะไรก็ไม่รู้  นี่แหละครับที่ผมได้จากที่นี่ครับ