นายอรุณ วิไลรัตน์ อดีตนายอำเภอหนองบัว กับผลงานด้านการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

                 

ผลงานด้านการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

          ได้กล่าวมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า สมัยที่นายอำเภออรุณมาดำรงตำแหน่งนายอำเภอหนองบัวนั้น อำเภอหนองบัวยังเป็นท้องที่ทุรกันดารมาก สภาพการศึกษาในขณะนั้น ยังไม่มีโรงเรียนมัธยมศึกษาแม้แต่โรงเรียนประถมศึกษา (ประชาบาล) ก็มีเพียงไม่กี่โรง โอกาสที่เด็กจะเรียนต่อจากชั้นประถมปีที่ 4 สมัยนั้นจึงมีน้อยอย่างยิ่ง เพราะจะต้องไปเรียนต่อที่ตัวจังหวัดนครสวรรค์ การไปมาไม่สะดวกค่าใช้จ่ายสูง คนจึงมีการศึกษาน้อย อย่างมากแค่ประถมปีที่ 4
เท่านั้น

           นายอำเภออรุณ ได้รับการศึกษาสูงมาจากในเมืองหลวงประสบความสำเร็จในการศึกษา เรียนเก่งจึงเห็นความสำคัญของการศึกษา ประชาชนชาวหนองบัว  สมัยก่อนท่านมาดำรงตำแหน่งนายอำเภอในปี 2502 ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเห็นความสำคัญของการศึกษา กล่าวกันว่าเมื่อหลวงบังคับก็ให้ลูกเรียนกันไปจนกว่าจะพ้นเกณฑ์บังคับจะจบหรือไม่ก็ช่าง  แล้วก็เอาลูกออกมาช่วยทำนา ทำไร่ ใช้แรงงานเลี้ยงวัวควายหาของป่า ที่ดินยังพอมีบุกเบิกหาเพิ่มเติมได้ ป่าหนองบัวยังพอมีบุกรุก ที่พอจะขวนขวายเรียนต่อสูงขึ้นไปก็มีแต่ลูกข้าราชการ

          ท่านมาเป็นนายอำเภอ ได้แนะนำ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและประชาชนให้เห็นคุณค่าของการศึกษาแนะนำให้ส่งบุตรหลานเรียนต่อสูงขึ้น

          ท่านกล่าวว่า “คนจีนเขาหากินกับคน เขารวย คนไทยหากินกับดินถึงจน”

          ท่านกล่าวเชิงแนะว่า การหากินกับคน ต้องมีความรู้ ฉลาด จึงหากินกับคนได้ คนเราจะฉลาดมีความรู้
ต้องเรียนให้มากหรือเรียนให้สูงไว้”

           เวลามีการประชุมราษฎรท่านจะถามเสมอว่า ครอบครัวขอท่านมีบุตรกี่คน มีนากี่ไร่” แล้วท่านให้เอาจำนวนบุตรของผู้ถูกถามหารจำนวนที่ดินดูว่าบุตรได้คนละกี่ไร่

           ท่านก็จะถามต่อไปอีกว่า  หากท่านมีบุตรต่อไปอีกที่ดินจะเหลือแบ่งคนละกี่ไร่” แล้วจะหวนกลับมาชี้ให้เห็นความสำคัญของการศึกษา สำหรับคนที่ยากจนจะบ่นว่า

           หากจะให้ลูกเรียนสูงก็คงไม่มีเงินส่งเรียนเหมือนคนรวยเขาหรอก” ท่านก็มักจะแนะว่า

           อาศัยวัดก็ได้ คนใหญ่คนโตในหน้าที่ราชการทั้งอดีตและปัจจุบันส่วนมากโตในวัดทั้งนั้น” พร้อมกล่าวต่อว่า “หรือจะบวชพระบวชเณรเรียนทางโลกทางธรรมไปด้วยก็ได้”

            ด้วยเหตุผลและประสบการณ์ในชีวิตสภาพแวดล้อมและมองกาลไกลของนายอำเภออรุณประกอบกับปณิธานอันแน่วแน่ในอันที่จะพัฒนาอำเภอหนองบัวทุกด้านให้เจริญก้าวหน้ารวมทั้งด้านการศึกษาด้วย ท่านจึงเริ่มบุกเบิกให้การศึกษาของอำเภอเจริญกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ดังนี้

     1. การปรับปรุงและการขยับขยายการศึกษา

         1.1โรงเรียนประถมศึกษา (ย้าย-รวมกัน)

              เรื่องแปลกแต่จริง ในด้านการศึกษาพื้นฐานของชุมชนหนองบัว  หนองกลับมีดังนี้  เดิมทีโรงเรียนอนุบาลหนองบัว (เทพวิทยาคม) ก่อนจะเป็นอย่างปัจจุบันนั้น ในอดีตตั้งแต่ก่อนรวมเป็นอำเภอเดียวกัน  จนมารวมเป็นกิ่งอำเภอและอำเภอเดียวกันแล้วก็ตาม เป็นโรงเรียนของแต่ละตำบล มี 2 โรงเรียนแยกกันใช้ศาลาเดียวกันเรียนคือ

              -  โรงเรียนบ้านหนองกลับ ตำบลหนองกลับ อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ใช้ศาลาวัดหนองกลับด้านทิศเหนือเป็นที่เรียน

              -  โรงเรียนหนองบัว ตำบลหนองบัว อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ใช้ศาลาวัดหนองกลับด้านทิศใต้ เป็นที่เรียน

              สรุปว่าอยู่คนละจังหวัด แต่ใช้ศาลาวัดเดียวกันไม่เคยปรากฏว่าครูทะเลาะกันกลับมีครูรักแต่งงานกันนั้นมี เด็กถึงจะมีเด็กชกต่อยกันบ้างก็ด้วยความซุกซน

              ปัญหาการใช้ศาลาวัดมักเกิดอุปสรรคกับการเรียนการสอน โรงเรียนนอกจากหยุดวันโกน วันพระและตามวันหยุดของทางราชการตามปกติแล้วต้องหยุดเพิ่มสำหรับ งานบวชนาค งานศพ ทำให้เป็นปัญหาด้านการเรียน นายอำเภออรุณจึงมีความคิดรวมโรงเรียน 2 โรงเรียน ดังกล่าวเข้าด้วยกัน แล้วสร้างโรงเรียนเป็นเอกเทศด้านทิศตะวันออกของวัด จึงเรียกประชุมข้าราชการครูพ่อค้า ประชาชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้านหารือกัน ชี้แจงวัตถุประสงค์ให้ทราบทุกฝ่ายเห็นดีด้วยทุกประการ ติดขัดที่ชื่อโรงเรียน

               นายอำเภออรุณเสนอว่า จะใช้ชื่อว่าโรงเรียนหนองบัวดีไหม เพราะอยู่ใกล้อำเภอ เสมือนเป็นโรงเรียนประถมประจำอำเภอ”

               ราษฎรตำบลหนองบัวยกมือทุกคน พร้อมกับพ่อค้าบางส่วน ท่านนายอำเภอจึงหันไปถามราษฎรตำบลหนองกลับว่า”มีปัญหาอะไร” ก็มีแต่เสียงซุบซิบกัน ท่านจึงเรียกกำนันตำบลหนองกลับให้ยืนตอบ

               กำนันลุกขึ้นตอบทันใด เดิมที่มีโรงเรียนประชาบาลหนองกลับ พอรวมกับพวกผมขาดทุนชื่อหายไปครับ
ใต้เท้า”

               ท่านนายอำเภออรุณถามว่า    แล้วจะเอาอย่างไร”

               พร้อมกับพูดต่อไปว่า   จะชื่อโรงเรียนหนองบัว – หนองกลับ มันจะยาวไป”

              กำนันจะเอาอย่างไรว่ามาเลยปรึกษากันก่อนก็ได้ " นายอำเภอให้เวลาปรึกษากันครู่ใหญ่

              กำนันหนองกลับเสนอว่า ไม่มีชื่อหนองกลับก็ไม่เป็นไร ก็ขอให้มีชื่อพระชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นถึงเจ้าคณะภาคสงฆ์ใส่ไปด้วย (พระเทพสิทธินายก เจ้าคณะภาค 6 ขณะนั้นชาติภูมิเป็นคนหนองกลับ)”

              นายอำเภอคิดอยู่ครู่ใหญ่แต่ใจมีเป้าหมายรวมกันให้ได้ เกิดความคิดแวบเข้ามาในสมองนักปกครองเรียกว่าลูกไม้นักปกครองก็ว่าได้

             นายอำเภอเอ่ยว่า เอาอย่างนี้ดีไหม ชื่อว่าโรงเรียนหนองบัว (เทพวิทยาคม) ดีไหม”

             เกิดอาการอื้ออึงขึ้นในที่ประชุม

             นายอำเภอจึงถามอีกทีว่า ดี หรือไม่ดี หากดีให้ยกมือขึ้น

             ผลทุกฝ่ายเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ จึงเกิดเป็นชื่อ โรงเรียนหนองบัว (เทพวิทยาคม)” และกลายมาเป็นชื่อ ร.ร.อนุบาลหนองบัว (เทพวิทยาคม) ในปัจจุบัน

            สรุปว่าขณะนั้นโรงเรียนหนองบัว
(เทพวิทยาคม) มีเนื้อที่โรงเรียนอยู่ 24 ไร่ แต่เป็นที่วัด เปิดสอนตั้งแต่เด็กเล็ก ประถมปีที่ 1-4 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 เดิม (เท่าชั้นประถมศึกษาปีที่ 7) นายอำเภออรุณได้ชักชวนพ่อค้าและประชาชนทั้งสองตำบลร่วมกันบริจาคเงินวัสดุก่อสร้างและแรงงาน สร้างอาคารเรือนไม้ถาวร 2 ชั้นมุงสังกะสี ขนาด 6 ห้องเรียน จำนวน 1 หลัง จนเสร็จเรียบร้อย เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2503 เพื่อให้เพียงพอกับจำนวนนักเรียนที่มีอยู่

         1.2  ตั้งโรงเรียนมัธยมศึกษาประจำอำเภอ
เพื่อให้นักเรียนที่เรียนจบชั้นประถมศึกษามีสถานที่เรียนต่อในอำเภอ ท่านได้ประชุมขอความร่วมมือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พ่อค้าและประชาชน ช่วยกันบริจาคเงิน วัสดุก่อสร้าง และแรงงาน สร้างอาคารเรียนชั่วคราวชั้นเดียว 1 หลัง
หลังคามุงสังกะสี ขนาด 4 ห้องเรียน ในโรงเรียนหนองบัว (เทพวิทยาคม) คิดเป็นเงินค่าก่อสร้าง 71,655 บาท ใช้เป็นสถานที่เรียนชั้นมัธยมปีที่ 4-5-6 (เท่าชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในปัจจุบัน) จนเสร็จเรียบร้อย พร้อมทั้งดำเนินการขออนุมัติกรมวิสามัญศึกษา  จัดตั้งโรงเรียนมัธยมศึกษา  ซึ่งกรมก็ได้อนุมัติให้ตั้งได้     เริ่มเปิดเรียนเมื่อวันที่ 1
พฤษภาคม 2503 ใช้ชื่อโรงเรียนนี้ว่า โรงเรียนหนองบัว” และมีนายเขจร เปรมจิตร เป็นครูใหญ่คนแรก

         1.3  ย้ายโรงเรียนหนองบัว (โรงเรียนมัธยมฯ) เมื่อตั้งโรงเรียนหนองบัวในบริเวณโรงเรียนหนองบัว
(เทพวิทยาคม) เสร็จแล้ว อีก 2-3 ปี ต่อมา ท่านนายอำเภออรุณฯ ได้พิจารณาเห็นว่าโรงเรียนหนองบัวจะต้องขยายต่อไปอีกในอนาคต หากยังอาศัยอยู่ในโรงเรียนหนองบัว (เทพวิทยาคม) จะไม่สามารถขยายได้ ท่านจึงได้จัดหาที่ดินสาธารณประโยชน์จำนวน 237 ไร่ 2 งาน 28 ตารางวา ให้เป็นสถานที่สร้างโรงเรียนมัธยมศึกษา และได้รับเงินงบประมาณจากกรมสามัญศึกษาเป็นค่าก่อสร้างอาคารเรียนถาวร แบบอาคารไม้ 2 ชั้น จำนวน 1หลัง เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2508 เป็นเงิน 170,000 บาท จึงให้สร้างอาคารเรียนในสถานที่แห่งใหม่นี้เสร็จเรียบร้อย แล้วย้ายโรงเรียนหนองบัว จากโรงเรียนหนองบัว (เทพวิทยาคม) ไปเปิดสอน ณ หมู่บ้านหนองคอก ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2509 และเจริญก้าวหน้ามาจนถึงปัจจุบัน

        1.4  สร้างอาคารเรียนโรงเรียนวัดห้วยร่วม ท่านนายอำเภออรุณฯ ได้ดำเนินการสร้างอาคารเรียนไม้ 2 ชั้น ขนาด 12 ห้องเรียน จำนวน 1 หลัง ให้แก่โรงเรียนวัดห้วยร่วม (ซึ่งเดิมโรงเรียนนี้ได้อาศัยศาลาวัดเป็นที่เรียนมานาน
มีนักเรียนเป็นจำนวนมาก จึงไม่สะดวกและคับแคบอย่างยิ่ง) โดยใช้งบประมาณทางราชการมากน้อยแค่ใดจำไม่ได้จริง ๆ

         สำหรับการเรียนต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาขึ้นไปนั้น ท่านนายอำเภออรุณฯ ได้ส่งเสริมชักชวน และปลูกฝังแนวความคิดให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชน ส่งบุตรหลานเรียนต่อในชั้นมัธยมศึกษาหรือชั้นที่สูงขึ้นให้มากที่สุด
ซึ่งนับว่าได้ผลดี มีผู้เรียนจบระดับชั้นสูง ๆ เป็นจำนวนมากในปัจจุบัน

   2  การบริหารบุคลากรทางการศึกษาของอำเภอ

      2.1  การพัฒนาสมรรถภาพของครู
ท่านนายอำเภออรุณฯ มีส่วนช่วยกระตุ้นให้ครูเกิดความสำนึกรับผิดชอบ และเอาใจใส่ต่อหน้าที่มากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมาแต่เดิม ท่านได้สร้างคำขวัญเตือนใจข้าราชการว่า เมื่อทุกคนรู้จักหน้าที่ การงานทุกอย่างก็จะเรียบร้อย” ตามปกติ ท่านเป็นคนพูดเร็ว ฟังเข้าใจยาก ฉะนั้น ในการประชุม ชี้แจง หรือบรรยายต่อชุมชนแต่ละครั้งท่านจะใช้อุปกรณ์ เครื่องมือ และวิธีการต่าง ๆ ประกอบการพูดของท่าน ทำให้คำพูดของท่านเข้าใจได้ง่าย ไม่น่าเบื่อหน่าย วิธีการเช่นนี้ คล้ายคลึงกับวิธีการสอนแผนใหม่ของครู และครูอาจารย์จำนวนมากก็ได้ดัดแปลงวิธีการของท่านมาใช้ในการสอนนักเรียน ทำให้การเรียนการสอนในโรงเรียนได้ผลดีขึ้น

      2.2  การแต่งตั้ง-โยกย้ายครู
สมัยนั้นการย้ายครูหรือข้าราชการทั่ว ๆ ไปผู้บังคับบัญชามักไม่ค่อยคำนึงถึงความเดือดร้อนจำเป็นหรือเหตุผลมากนักมักขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้มีอำนาจเสียเป็นส่วนใหญ่  ท่านนายอำเภออรุณฯ คัดค้านและไม่เห็นด้วยกับวิธีการที่ไม่เป็นธรรมเช่นนี้ การพิจารณาแต่งตั้ง โยกย้ายครูของท่าน ท่านจะต้องหาข้อมูล เหตุผล ข้อดี ข้อเสีย มาประกอบการพิจารณาทุกราย นับเป็นวิธีการทันสมัย ครูและข้าราชการสังกัดอำเภอ จึงได้รับความยุติธรรม และมีขวัญกำลังใจดีขึ้นกว่าแต่ก่อน

     2.3  การพิจารณาความดีความชอบของครู ท่านนายอำเภออรุณฯ ท่านยึดหลักความเป็นธรรมและข้อมูลจากผลการปฏิบัติงานเป็นสำคัญ ท่านไม่ใช้ระบบพรรคพวก การประจบประแจงหรือการเสี่ยงแบบอาศัย ดวง” ในการพิจารณาความดีความชอบของครูและข้าราชการในสังกัด ท่านเห็นด้วยกับหลักของพระพุทธศาสนาที่ว่า “ทำดีได้ดี
ทำชั่วได้ชั่ว”

   3  ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับโรงเรียน

        แนวความคิดแต่เดิมๆ มาถือกันว่าครู-อาจารย์เป็นผู้ที่มีหน้าที่สอนนักเรียนในโรงเรียนเท่านั้น ส่วนการปกครองหรือการพัฒนา เห็นว่าเป็นเรื่องของนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แต่เมื่อสภาพของสังคมเปลี่ยนแปลงไป ขอบข่ายของการบริหารงานกว้างขวางขึ้น ข้าราชการทุกฝ่ายหรือแม้แต่ประชาชนย่อมต้องมีส่วนรับผิดชอบด้านพัฒนาชุมชนด้วยท่านจึงได้ชักจูงครูอาจารย์ทุกโรงเรียนให้มีบทบาทในการพัฒนาชุมชนของตน นับว่าท่านได้นำระบบโรงเรียนชุมชนมาใช้โดยไม่รู้ตัว  ครูจึงเป็นที่ยอมรับว่า เป็นทรัพยากรสำคัญของชุมชน แต่ผู้บริหารการศึกษาในปัจจุบันได้พยายามที่จะแยกการศึกษาให้ห่างออกไปจากชุมชนมากขึ้นทุกที

   4. ด้านการศาสนา

       ท่านนายอำเภออรุณฯ นับเป็นพุทธศาสนานิกชนที่แท้จริง ท่านมีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่สูบบุหรี่     ไม่ดื่มสุรา จะกระทำการใด ก็เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นใหญ่ เป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม ถือเป็นตัวอย่างของคนดีคนหนึ่ง ท่านได้เอาใจใส่ ทะนุบำรุงวัดวาอาราม ตัวอย่างเช่น ท่านได้นำชาวบ้านให้ช่วยกันสร้างกุฏิและศาลาการเปรียญของวัดวาอารามตัวอย่างเช่น ท่านได้นำชาวบ้าน ให้ช่วยกันสร้างกุฏิจำนวน 6 หลัง ของวัดเทพสุทธาวาสแล้วเสร็จในวันเดียว นอกจากนี้ มีหลายครั้งที่ท่านได้อาราธนานิมนต์พระภิกษุนักปาฐก เช่น พระปัญญานันทภิกขุ มาอบรมศีลธรรมฟื้นฟูจิตใจให้แก่ข้าราชการและประชาชนชาวอำเภอหนองบัว ซึ่งได้รับความร่วมมือปฏิบัติอย่างแพร่หลาย และตัวของท่านนายอำเภออรุณฯ เอง ยังได้ลาอุปสมบทในขณะที่กำลังดำรงตำแหน่งนายอำเภอนี้ ก่อนหน้านั้นมีหลายคนเข้าใจว่าการที่ท่านติดต่อคลุกคลีกับหมอฝรั่งให้มาตั้งโรงพยาบาลคริสเตียน ท่านคงจะเข้ารีตในศาสนาคริสต์ด้วย แต่ในตอนหลังก็ได้รู้ความจริงว่า ท่านมิได้เป็นตามที่เข้าใจแต่อย่างใด

  5. การส่งเสริมวัฒนธรรมอันดีงาม

        ดังเป็นที่ทราบตั้งแต่แรกแล้วว่า ชุมชนดั้งเดิมของอำเภอหนองบัวเป็นชุมชนใหญ่ มีเอกลักษณ์ของชุมชนดั้งเดิมเป็นของตนเอง ลักษณะเป็นสังคมปิดมานาน ก็แน่นอนเพราะหนทางไปมาไม่สะดวกจะติดต่อกับสังคมหรือชุมชนอื่น ๆ ก็แสนยาก สำเนียงการพูดของผู้เฒ่าผู้แก่ก็แปร่ง ไม่เหมือนใคร

        ดังตัวอย่างการสนทนาเช่น

                เออ มึงไปไหนกันหมาเล้า”

                เอ้อ  ข้าไปบ้านพ่อข้ามาแหน”

                แล้วแกไปไหนหมาเล้า”

                ไปบ้านออมีมาาาาาาา   (ลากเสียงมา)

           ออใช้นำหน้าชื่อไม่หยาบคาย แต่ถ้าใช้ อี” หรือ “ไอ้” เมื่อไรจะมีความรู้สึกหยาบคาย

        เมื่อเป็นสังคมปิดมานาน แม้เมื่อตั้งเป็นอำเภอ คือยกฐานะจากกิ่งอำเภอขึ้นเป็นอำเภอแล้ว ความเคยชินเก่า ๆ
ค่านิยมเก่าย่อมได้รับการปฏิบัติกันต่อ ๆ มา อย่างเรื่องการแต่งกายในขณะนั้น ผู้หญิงจะออกนอกบ้านไปไหนมาไหน จะไปตลาดหรือว่าไปธุระอะไรก็ตาม นิยมใส่เสื้อชั้นใน 5 ตะเข็บ (จะว่าเสื้อยกทรงก็ไม่ผิดแต่เป็นยกทรงที่มีชายยาวลงมา) เวลาก้มลงเห็นของสงวนที่เนินถัน  ดังเหมือนกับว่าอยู่ในบ้านของตัวเองอย่างนั้น   ผู้หญิงใส่เสื้อชั้นใน 5 ตะเข็บตัวเดียวก็ออกนอกบ้านได้แล้ว (หมายถึงนุ่งผ้าถุงด้วยนะ) ถ้าเป็นผู้ชายก็นุ่งกางเกงตัวเดียว ผ้าขาวม้า คาดพุง
ก็ไปไหนต่อไหนได้อย่างสบายไร้กังวล

         ในชุมชนดั้งเดิมของอำเภอหนองบัว เมื่อมีการแต่งกายแบบนั้นไปตลาดกัน ท่านนายอำเภออรุณ นายอำเภอหนุ่มยุคใหม่ของอำเภอหนองบัวขณะนั้น เห็นเข้าก็เกิดความคิดว่า การแต่งกายออกนอกบ้านไปจับจ่ายซื้อของในตลาดหรือไปไหนก็แล้วแต่ น่าจะมีการแต่งตัวให้เหมาะสมหน่อย เกิดแขกบ้านแขกเมืองเขามาเห็นเข้า ก็เป็นเรื่องน่าขายหน้า อาจจะถูกกล่าวขานภายหลังได้ว่า หนองบัวล้าหลัง ยังไม่มีการพัฒนา แน่นอนท่านนายอำเภอท่านยอมให้เหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นไม่ได้ คิดได้ดังนั้นท่านก็ประกาศนโยบายเปลี่ยนแปลงการแต่งกายใหม่ ใครก็ตามที่ออกนอกบ้านจะต้องแต่งกายให้เหมาะสม โดยเฉพาะผู้หญิงห้ามใส่เสื้อชั้นใน 5 ตะเข็บออกนอกบ้านไปจ่ายตลาดหรือไปธุระเป็นอันขาด ตั้งแต่นั้นมาชุมชนหนองบัวก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ผู้ชายผู้หญิงออกนอกบ้านแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสวยงามดูแล้วเป็นที่เจริญตาเจริญใจเป็นยิ่งนัก ชุมชนดั้งเดิมของอำเภอหนองบัวก็พัฒนาขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งโดยฝีมือนายอำเภอหนุ่มยุคใหม่



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สมหมาย ฉัตรทอง

คำสำคัญ (Tags)#ด้านการศึกษา#ศาสนาและวัฒนธรรม#นายอรุณ วิไลรัตน์ กับงาน#ของอำเภอหนองบัว

หมายเลขบันทึก: 535208, เขียน: 08 May 2013 @ 17:46 (), แก้ไข: 08 Jul 2013 @ 10:11 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)