.....สวัสดีครับเพื่อน ๆ ครู ผู้สนใจ วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งในรอบ 1 ปีที่ครูใจได้มาเขียนบทความที่เป็นบทความต่อเนื่อง ซึ่งเขียนไว้นานแล้ว วันนี้จะมานำเสนอ ตอนที่ 2 เรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคม
.....จะว่าไปบทความนี้ตอนที่แล้วนำเสนอเรื่องของโอกาสของโรงเรียนที่มีครูน้อย เด็กน้อย อะไรก็ขาดแคลนไปซะหมด ขาดคนใหญ่คนโตมาดูแล งบประมาณที่ได้ก็ตามรายหัวเด็ก ทำให้งบน้อย ไม่รุ้จะเอางบไหนมาพัฒนา พอเราชะงัก อะไร ๆ ก็ดีแย่ไปซะหมด
.....พอมาตอนนี้เข้าสู่ภาคเรียนที่ 1 / 2556 ซึ่งเป็นวันเปิดเรียนที่โรงเรียนมีเด็กมาสมัครแค่ 20 คน ซึ่งในเขตพื้นที่บริการเด็กทั้งหมดประมาณ 150 คน แต่เด็กมาสมัครเข้าเรียนแค่ 20 คน ซึ่งมันก็เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ผมเจอเหตุการณ์แบบนี้ ผมเองก็มาทำการวิเคราะห์ SWOT ของโรงเรียนเพื่อทำแผนปฏิบัติราชการ ซึ่งพบว่าโรงเรียนของเรามีจุดด้อยที่ควรพัฒนาครั้ังยิ่งใหญ่คือ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับชุมชน เพราะสังคมภายนอกเค้ามองว่าโรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนขนาดเล็กไม่มีการพัฒนาอะไรขึ้นมาเลย แต่จริง ๆ ในรอบปีที่ผ่านมาโรงเรียนก็ได้พัฒนาระบบการจัดการเรียนการสอนขึ้นมาดีพอสมควร ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น โอเน็ตสูงขึ้น แต่อาจจะไม่มากแต่ก็เพิ่มขึ้น โรงเรียนผ่านการประเมินภายนอกรอบที่ 3 พัฒนาระบบเทคโนโลยีให้ดีขึ้น อาจจะไม่ใหม่ แต่เราพัฒนาสิ่งที่เรามีให้นักเรียนได้ใช้ให้มากขึ้น เช่นคอมพิวเตอร์ที่มันเก่า ๆ เราก็มาซ่อมแซมให้ใช้งานสืบค้นได้มากยิ่งขึ้น ให้นักเรียนได้สืบค้น มีบริการให้นักเรียนสืบค้นแล้วพริ้นได้เลยแบบไม่ต้องเสียเงิน เยี่ยมบ้านนักเรียนทุกบ้าน โรงเรียนออกแนะแนวทุกโรงเรียนในเขตบริการและนอกเขตบริการ แต่เด็กก็ยังไม่มาเรียน ปีนี้ผมและน้องอีกคนก็จัดกิจกรรมสอนซ่อมเสริมหลังเลิกเรียนเพิ่มอีกอย่าง สอนเด็กที่เรียนไม่ค่อยเข้าใจเพิ่มขึ้นอีก ในขณะที่โรงเรียนเราพยายามทำอะไรที่ให้โรงเรียนดูดีขึ้น โรงเรียนใหญ่ ๆ ก็พากันขยายชั้นเรียนเพิ่มอีก จนเด็กแห่กันไปเรียนที่โรงเรียนนั้นหมดแล้ว ไม่รู้จะเปิดโรงเรียนเล็ก ๆ ไว้ทำไมกันนะ สพม. เองก็อนุญาตให้ขยายเอา ๆ ชั้นละ 10 ห้องไม่พอ ขยายเพิ่ม เป็น 12 ห้อง 12 ห้องไม่พอเพิ่มเป็น 14 ตกลง สพม.เค้ามองเห็นอยู่หรือเปล่า แต่ก็ขอยกนิ้วและกราบขอบพระคุณ ผอ. สพม. ที่กรุณาบรรจุครูวิชาเอกภาษาไทยมาให้ เพราะไม่เคยมีมา 10 ปีแล้ว และขอบคุณโรงเรียนอีกโรงเรียนที่กรุณาสนับสนุนครูศิลปะมาสอนศิลปะให้ แล้วต่อไปนี้จะทำอย่างไรต่อไปละเนี่ย อีกส่วนหนึ่งที่เป็นความเชื่อมั่นของชุมชนนี่ซิจะทำอย่างไร จะให้เด่นเรื่องวิชาการก็ไม่เด่นเพราะส่วนหนึ่งเด็กที่มาเรียนกับเราเองก็เป็นเด็กที่เค้ารู้ตัวเองว่าถ้าเค้าไปในโรงเรียนใหญ่ ๆ เค้าจะเรียนไม่ทันคนอื่น และเค้าเองก็มีฐานะทางบ้านไม่ค่อยดีนัก คงมีนักเรียนประมาณ 2 - 3 คนที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนได้ แต่ให้ชนะเลิศอันดับ 1 คงไม่ได้ เพราะโรงเรียนใหญ่ ๆ เค้ามีเด็กเก่งเยอะ ตัวเลือกเยอะกว่า โรงเรียนใหญ่ เด็ก 2800 โรงเรียนผมเด็ก 80 ต่างกันเยอะมาก แล้วโรงเรียนใน สพม.เดียวกันมีตั้ง 99 โรงเรียนเป็นงานที่ยากมากเอาการเลย แต่ผมเองก็จะพยายาม ผมทำมา 1 ปีแล้วและผมก็จะทำต่อไป ถึงแม้จะสร้างได้ที่ละนิดละหน่อย ผมเชื่อว่ามันต้องดีขึ้น
ตามมาให้กำลังใจครับ ตอนผมเป็น นิสิตที่ มศว สงขลา ผมเคยช่วยทำค่ายที่โรงเรียนเกาะขันธ์ด้วยครับ
สู้ต่อไปนะ ทาเคชิ... !!!!!
เอาใจช่วยด้้วยอีกคนค่ะน้อง เพื่อเกาะขันธ์ฯของเรา
ขอบคุณอาจารย์ขจิตอีกครั้งนะครับ และก็ขอบคุณครับพี่แอน ผมเองไม่รู้ว่าที่แล้วมาตอนที่พี่ ๆ อยู่ก่อนหน้าผมนั้นเกิดอะไรขึ้นกับโรงเรียน เพราะตั้งแต่ตอนผมย้ายมาที่เกาะขันธ์ได้ตอนนี้ก็ 1 ปี 6 เดือน พอดี มันเกิดอาการที่เด็กเริ่มลด ๆๆๆๆ จนผมก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไร พี่ ๆ ก็ช่วยกันวิเคราะห์แล้วและก็พยายามอุดรอยรั่วแล้วแต่มันก็ไม่ดีขึ้น แต่ก็พยายามแก้ไขกันอยู่ และผมเองก็ภาวนาให้มันดีขึ้น แต่ก็ต้องใช้เวลา เพราะการเรียกศรัทธากลับคืนมามันทำยากครับ แต่จะพยายามต่อไป