สรุปการเสวนาเชิงวิชาการเรื่องจริยธรรมของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ครั้งที่ ๒ ณ ห้องประชุม ๑ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ วันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๙

    หลังจากมีการเสวนาเชิงวิชาการเพื่อสำรวจสถานการณ์ของปัญหาเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารเทศและการสื่อสารในครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่  ๒๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๙ (http://gotoknow.org/blog/ethics4ict/48752) ที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันให้มีการประชุมเพื่อสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับการแสวงหาความรู้ในการสร้างจริยธรรมในเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยโจทย์ของการเสวนาในครั้งนี้ มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนเพื่อนำไปสู่แนวคิดและวิธีการในการสร้างจริยธรรม อีกทั้ง ยังมีโจทย์ในการสร้างกลไกในการทำงาน รวมทั้ง การประมวลรูปแบบของการแก้ไขปัญหาด้านจริยธรรม เพื่อนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เน้นทั้งแนวคิดและวิธีการทำงานต่อสังคม

เสวนาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อการสังเคราะห์ความรู้และสร้างยุทธศาสตร์

      เวทีเริมต้นด้วย นพ.สมศักด์ ชุณหรัศมิ์ เปิดเวทีการแลกเปลี่ยน คุณหมอได้เล่าถึงความเป็นมาของการจัดเวทีวิชาการในครั้งนี้ ว่าได้รับการจุดประกายในการแสวงหาแนวคิดเกี่ยวกับจริยธรรม ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการที่เรียกว่า world commision on Ethics in Sciences and Technology มีชื่อเรียกย่อๆว่า COMEST ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ( ตามไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://gotoknow.org/blog/learningsociety/36625) หลังจากนั้น มีการหารือผ่านทาง www.gotoknow.org จนกระทั่งได้มีการจัดเวทีเสวนา โดยตั้งใจจัดเวทีวิชาการจำนวน ๓ ครั้ง เพื่อสำรวจสถานการณ์ แสวงหาแนวคิดในการสร้างจริยธรรม และการจัดทำข้อเสนอแนะในเชิงกลไก ซึ่งในการแลกเปลี่ยนแนวคิดนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องประมวลและสังเคราะห์ "ความรู้" ในการจัดการปัญหาเรื่องจริยธรรมรวมทั้งการกระตุ้นจริยธรรมไปสู่ กลไกในการทำงานที่เป็นรูปธรรม

       ในการเสวนาแลกเปลี่ยน ทุกคนคาดหวังที่จะเห็นการทำงานในเชิงรูปธรรม เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเรื่องจริยธรรม รวมทั้ง การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อนำไปสู่การสร้างจริยธรรมที่ดี ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ การเล่าซำถึงปัญหาที่มีอยู่เท่านั้น

ชุดความรู้ที่เกิดขึ้น

       หลังจากที่มีการแลกเปลี่ยนไปมา ประเด็นแรกที่มีความสำคัญอย่างยิ่งการแสวงหาความรู้ ในการเสวนาในครั้งที่แล้ว เป็นการแสวงหาแนวคิดในการสร้างจริยธรรม  ซึ่งแนวคิดพื้นฐานในการสร้างจริยธรรมในเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สามารถพิจารณาได้ใน ๒ ทิศทาง กล่าวคือ

       การสร้างจริยธรรมจากตัวบุคคลที่อยู่ในวงจรของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพราะจริยธรรมนั้นจะมีผลถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในการกระทำของตน ทั้งในส่วนของผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ประกอบการต้นทาง (หมายถึง เจ้าของเว็บไซต์ ผู้บริหารเว็บไซต์ หรือ เว็บมาสเตอร์) ผู้ประกอบการเชื่อมต่อ (หมายถึง ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หรือ ISP ผู้ให้บริการโทรศัพท์ ผู้ให้บริการเครือข่าย หรือ Webhosting WebServer) ผู้ประกอบการปลายทาง (หมายถึง เจ้าของร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่) อีกทั้ง ผู้ใช้ ก็จำเป็นที่จะต้องมีแนวจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเช่นกัน

    หรือ การสร้างจริยธรรมโดยพิจารณาจากรูปแบบของการใช้ หรือหมายถึง รูปแบบของการกระทำ เพราะในการใข้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของมนุษย์นั้นปรากฏในหลายลักษณะ เช่น ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ กระดานข่าว แช็ต เว็บไซต์ บล๊อก โทรศัพท์เคลื่อนที่ และการกระทำเหล่านั้นเอง นำมาซึ่ง สื่อลามกอนาจาร หมิ่นประมาท ฉ้อโกง ล่อลวง ดังนั้น การสร้างจริยธรรมเพื่อนไปใช้กับลักษณะของกระทำเพื่อคุ้มครองมนุษย์บนอิน เทอร์เน็ต จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งของการสร้างจริยธรรม

        สิ่งสำคัญนอกจากการแสวงหาความรู้ในสถานการณ์และความรู้ในการจัดการแล้ว การพัฒนาความรู้ในชุดดังกล่าวให้สามารถนำไปใช้ได้จริงในสังคมเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำอย่างยิ่ง การนำข้อเสนอแนะที่เป็นผลมาจากการวิจัยมาสู่กระบวนการสังเคราะห์ความรู้ที่เป็นระบบและนำเสนอเป็นยุทธศาตร์ในการจัดการต่อสังคม

      ในชุดองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับการจัดการปัญหาการกระทำ พฤติกรรมของมนุษย์ในอินเทอร์เน็ต แนวคิดพื้นฐานในส่วนของ "มนุษย์" บนอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องที่เป็นพื้นฐานของการจัดการ เพราะปัจจัยที่ทำให้เกิดการกระทำที่เป็นภัยในโลกไซเบอร์ ก็คือ การที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเชื่อว่า ความเป็นบุคคลนิรนาม หรือ Virtual Man ทำให้ตนเองหลุดพ้นจากความรับผิด ดังนั้น จุดเร่มต้นของการสังเคราะห์องค์ความรู้ "พื้นฐาน" จึงตกอยู่ที่การสร้างระบบการพิสูจน์ตัวบุคคลผู้กระทำบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

    ในส่วนของการปฏิบัติการที่เกิดขึ้น หากศึกษากรณีของเว็บไซต์พันธุ์ทิพย์ ใน www.pantip.com การสร้างแนวปฏิบัติของผู้ใช้บริการกระดานข่าวของเว็บไซต์นี้จะต้องลงทะเบียนเพื่อเชื่อมต่อระหว่างตัวตนจริงและตัวตนนิรนาม ทำให้เห็นถึงความพยายามในการจัดการจริยธรรมของการใช้โดยความรับผิดชอบต่อสังคมของเจ้าของเว็บไซต์

     ประเด็นของการยืนยันตัวบุคคลในระบบ IPV6 ซึ่งในที่ประชุมอธิบายว่าเป็นการสร้าง IP Address ที่มีจำนวนถึง 2 ยกกำลง 32 ชุด นั่นหมายถึง เราสามารถระบุตัวตนของผู้ใช้ได้อย่างแน่นอน แต่ปัญหาที่ทุกคนสนใจก็คือ เรื่อง IPV6 จะเกิดขึ้นอย่างเร็วภายในอีก ๕ ปี ดังนั้น วันนี้ เราจะต้องทำอย่างไรกับการศึกษาเรื่องนี้ ??? โดยมีการเสนอให้ประชุมร่วมกับคณะกรรมการโทรทคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.ในประเด็นดังกล่าว

การต่อเติมชุดองค์ความรู้

        ในการเสวนาทั้งสองครั้งที่ผ่านมา พบว่าอุปสรรคของการจัดการปัญหาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารนอกจากจะอยู่ที่ความอ่อนแอของสังคมแล้ว ยังพบว่า ปัญหาอันเป็นอุปสรรคที่สำคัญก็คือ การบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จาก ปัญหาของการใช้เทคโนโลสารสนเทศและการสื่อสารที่ทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น

       ไม่เพียงเท่านั้น กฎหมายในการส่งเสริมให้เกิดการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในเชิงสร้างสรรค์ เช่น ร้านอินเทอรเน็ตคาเฟ่สีขาว กลับถูกมองข้ามไป อีกทั้ง การไม่ร่วมประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การกล่าวอ้างถึง งบประมาณและบุคลากรน้อย (แต่เมื่อรวมกันในทุกหน่วยงานก็เพียงพอที่จะเข้าไปจัดการ) เป็นกำแพงที่ทำให้การจัดการปัญหาจึงอยู่ในภาวะ "ย่ำอยู่กับที่"

ในส่วนของการขับเคลื่อนความรู้

      การสื่อสารความรูสู่สังคมเพื่อกระตุ้นจริยธรรม     ความอ่อนแอของสังคมทำให้ปัญหายังคงอยู่ ดังนั้น การสร้างกลไกในการกระตุ้นจริยธรรม(ที่มีอยู่แล้วในตัวมนุษย์และในสังคม) ให้เกิดขึ้น ดังนั้น การสร้างการกระตุ้นให้มนุษย์ในสังคมไทยเกิดความตระหนักในจริยธรรมผ่านสื่อทั้งในสื่อกระดาษ สื่อโทรทัศน์ (เช่น รายการสถานีเกม ทางยูบีซี 22 ของคุณจอห์น รัตนเวโรจน์ หรือ รายการย้อนรอย-ถอดรหัส ในฐานะตำรวสจภาคประชาสังคม) สื่อวิทยุ สืออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้สังคมได้รับรู้และเข้าใจถึงปัญหาและร่วมกันสร้างจริยธรรมในสังคม

     นอกจากนั้นแล้ว การสร้างประชาคมวิจัยที่หลากหลายเพื่อใหเกิดรูปแบบของการทำงานที่เป็นเอกภาพ ทั้งในส่วนของนักวิชาการ นักปฎิบัติการ จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการจัดการที่ใช้บังคับได้จริง

    สิ่งสำคัญในการสร้างยุทธศาสตร์ ก็คือ การเลือกประเด็นความสำคัญของการจัดการปัญหา เพื่อให้การจัดการปัญหาเกิดผลในทางปฏิบัติและสร้างความชัดเจนต่อสังคม การเลือกปัญหาเฉพาะหน้าที่มีความสำคัญขึ้นมาจากผังของการจัดการในภาพรวมทีละจุดเป็นยุทธศาสตร์ที่ที่ประชุมให้ความสนใจ ดังนั้น การสร้างระบบพิสูจน์ตัวบุคคล จึงเป็นประเด็นแรกที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือ

  รูปแบบของการทำงานเพื่อสนองตอบต่อการจัดการ

     การจัดเวทีวิชาการเพื่อประเมินสถานการณ์ของปัญหา อันจะนำไปสู่ การจัดทำข้อเสนอแนะในการจัดการ เป็นกระบวนการที่จะช่วยให้ภาพของปัญหามีความชัดเจน และนำไปสู่การแสวงหการจัดการที่มีประสิทธิภาพ

  เพื่อให้การทำงานลุล่วง การสร้างรูปแบบในการทำงานที่ชัดเจน ทั้งในเรื่องของการประชุมกลุ่มย่อย การประชุมเพื่อหารือทุกเดือนในรูปของคณะกรรมการวิชาการและปฎิบัติ  เป็นส่วนที่จะช่วยให้เกิดความคืบหน้าในทำงาน