บันทึกที่แล้วผมได้เสนอแนวความคิดเรื่อง "แนวคิดเรื่องค่าสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม " ซึ่งเป็นแนวความคิดใหม่สำหรับการสนับสนุนการพัฒนาซอฟท์แวร์ที่ผมนำเสนอแก่ทุกท่าน ซึ่งหลายท่านเข้าใจในแนวคิดแต่หลายท่านอาจจะยังสับสนกับแนวความคิดว่าผมหมายถึงอะไร ผมกำลังจะขายซอฟท์แวร์หรืออย่างไร หลายท่านอาจสงสัย

เพื่อให้ท่านเข้าใจถึงแนวความคิด เราคงต้องย้อนกลับไปหาปรัชญาของ open-source software กับ commercial software ก่อน

สำหรับ commercial software นั้น ทุกท่านก็คงคุ้นเคยอยู่แล้ว เมื่อท่านจะใช้ ท่านต้องจ่ายเงินซื้อให้แก่ผู้ผลิต ผู้ผลิตมี "รุ่น" ที่ต่างกันไปที่จะปิดหรือจะเปิดความสามารถตามจำนวนเงินที่จะจ่าย จ่ายมากใช้มาก จ่ายน้อยใช้น้อย เมื่อไม่จ่ายก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้ ผมขอเปรียบเทียบ commercial software กับ "โรงแรม" ครับ โรงแรมจะมีห้องพักหลายขนาดตามแต่ผู้ใช้บริการจะเลือกซื้อ และบริการเสริมต่างๆ ก็จะคิดราคาพิเศษออกไป

ส่วน open-source software นั้น หลายๆ ท่านเคยใช้ แต่ความเข้าใจของคนไทยโดยส่วนใหญ่ก็คือ open-source software เป็น "ของฟรี" ครับ เรื่องนี้เป็นความเข้าใจที่ไม่ตรงประเด็นของปรัชญา open-source ผมจึงขออธิบายโดยเปรียบเทียบ open-source software กับ "ศาลา" ครับ

คนรุ่นใหม่ปัจจุบันอาจจะไม่เคยใช้ "ศาลา" แต่สำหรับผมยังทันที่จะนอน "ศาลาวัด" อยู่เวลาจับกลุ่มกันไปเที่ยวต่างจังหวัดสมัยวัยรุ่น สำหรับคนที่ไม่รู้จัก "ศาลา" อาจจะต้องถามผู้ที่รู้จักนะครับว่าเป็นอย่างไร เพราะปัจจุบัน "ศาลา" อย่างที่ผมเคยใช้บริการนั้น ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีให้เห็นแล้ว

"ศาลา" นั้นมีขนาดเดียว คนผ่านทางทุกคนมีสิทธิ์ที่จะใช้อย่างเท่าเทียมกันไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไร ทุกคนสามารถใช้ศาลาได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องจ่ายเงิน และไม่มีใครอ้างกรรมสิทธิ์ใน "ศาลา" เพื่อจะห้ามคนอื่นไม่ให้ใช้

แต่เมื่อเราใช้ "ศาลา" แล้ว เราก็มีหน้าที่ร่วมกันที่จะเก็บกวาดพื้นที่ที่เราใช้ ถือเป็นหน้าที่ร่วมกันของผู้ใช้บริการโดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ ถ้าเราใช้ห้องน้ำ เราก็ต้องหาบน้ำจากบ่อมาเติมให้เต็ม กวาดพื้นและเทขยะก่อนที่เราจะจากไป ถ้าหน้าศาลามีตู้รับบริจาค เราก็อาจบริจาคไปตามกำลังทรัพย์ เพื่อให้ศาลานี้ยังอยู่และมีประโยชน์กับคนอื่นๆ ต่อไป และในโอกาสหน้าหากเราเดินทางมาในพื้นที่นี้อีก เราก็จะได้ใช้บริการพักผ่อนอีกเช่นกัน

open-source software เป็นเหมือน "ศาลา" ครับ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะใช้ได้เต็มที่ แต่ทุกคนก็มีหน้าที่ที่ต้องดูแล "ซอฟท์แวร์สาธารณะ" ตามกำลังที่มีเช่นเดียวกัน

ผมขอให้ทุกท่านที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ ไปอ่าน GNU.org และ FSF.org อย่างคร่าวๆ ก่อนที่จะอ่านต่อไปครับ

(โปรดอ่าน GNU.org และ FSF.org ก่อน)

จาก GNU.org ท่านจะเห็นว่าใจความหลักจะอยู่ที่

“Free software” is a matter of liberty, not price. To understand the concept, you should think of “free” as in “free speech”, not as in “free ice cream”.

แต่เราคนไทยในประเทศไทยยังไม่ได้อยู่ในจุดที่เข้าถึง open-source software ในระดับชั้นของการค้นหา "liberty" ของ "software" ครับ เรายังอยู่ในกลุ่มเป้าหมายประเภท "ผู้ที่จะได้รับอิสรภาพ" (to be freed) ยังไม่ได้ไปเป็นกลุ่ม "ผู้ที่จะไปให้อิสรภาพผู้อื่น" (to free others) ดังนั้นแนวความคิดของ open-source software ที่มีหน่วยงานต่างๆ (อาทิเช่น SIPA) ที่บอกกับคนไทยคือ open-source software คือ "ของฟรี ใช้ได้เลย ไม่ต้องจ่ายเงิน ไม่ต้องซื้อ"

แนวความคิดนี้ดีในแง่ว่าช่วยให้ผู้คนหันมาใช้ open-source software ได้มากขึ้น แต่เมื่อถึงจุดที่เราจะก้าวไปสู่ "ผู้ให้อิสรภาพแก่ผู้อื่น" แล้ว เราจะต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นในการให้แนวความคิดของการเป็น "ผู้ให้" นอกจากการเป็น "ผู้รับ" อย่างเดียวด้วย (You shall give back what you take.)

ในบันทึก "แนวคิดเรื่องค่าสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม" นั้น ผมเสนอแนวความคิดเรื่อง "ค่าสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม" ที่จริงแล้วคำว่า "ค่าสนับสนุน" น่าจะใช้คำว่า "ค่าบริจาค" น่าจะตรงแนวความคิดมากกว่า

ในอีกประเด็นคือเป็นเรื่องของ open-source software ที่ผมผลิตแล้วจะนำมาใช้ใน ม.สงขลานครินทร์ ที่ผมทำงานอยู่ ดังนั้นจึงมีประเด็นที่ "เฉพาะ" อยู่ที่จะชวนให้หลุดจากประเด็นหลักไปได้

ผมจึงขอชวนให้มามองข้ามประเด็น "เฉพาะ" เหล่านั้นแล้วมามองประเด็น "องค์รวม" ในลักษณะของ open-source software "x" ผลิตโดยหน่วยงาน "A" แล้วจะมีประโยชน์ต่อหน่วยงาน "B..Z" โดยที่ "B..Z" มีการนำไปใช้งานที่ต่างกัน โดยแต่ละหน่วยงานมีงบประมาณที่แตกต่างกัน

ทำอย่างไรเราจะให้ open-souce software "x" มีการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อ "liberate" องค์กรเหล่านั้นและองค์กรอื่นๆ จากการใช้ commercial software "y" ครับ เรื่องนี้เป็นโจทย์ที่น่าสนใจครับ เราลองมาช่วยคิด "ต้นแบบ" ที่สามารถประยุกต์ใช้ได้ในโครงการพัฒนาซอฟท์แวร์ต่างๆ ในอนาคตกัน

ผมเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่ยากครับ เพราะประเทศไทยเราอยู่บนพื้นฐานวัฒนธรรมของ "การแบ่งปัน" มาก่อน "การซื้อขาย" ใช่แล้วครับ วัฒนธรรมเรามี "ศาลา" มาก่อนที่เราจะมี "โรงแรม" ครับ