กว่าจะเริ่มบรรทัดแรกของบทนี้ได้ ขอบอกค่ะว่า ส.ศรัณ ลิ้นแทบพาดบ่าเลยที่เดียวเชียว ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่เด่น ที่ดีอะไรมากมายคะ แต่ไม่รู้จะเขียนอะไร ก็เลยเริ่มคำแรกว่า แรงบันดาลใจในการเขียน เพราะว่าหลายปีที่ผ่านมา ส.ศรัณ ได้นำเรื่องราวต่าง ๆ ที่เป็นประสบการณ์จากการทำงานมาเล่าสู่ผู้อ่านทั้งหลาย เป็นระยะ ๆ มาปีนี้บองตง (ยืมคำวัยรุ่นมาใช้) ว่ายากจุงเบย กว่าจะเริ่มแต่ละครั้งในหนึ่งบท

มานั่งนึกย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ที่มาทั้งหลายของเรื่องราวที่ข้าพเจ้านำมาสื่อผ่านเป็นภาษาเขียน มาจากประสบการณ์ของพี่น้องเครือข่ายที่บอกเล่าให้ข้าพเจ้าได้ฟังผ่านเวทีการประชุม การพูดคุยแบบพี่แบบน้องและ เพื่อน แล้วข้าพเจ้าก็จับจุดเด่นที่สะดุดหูมาเปลี่ยนเป็นความประทับใจสู่การเล่าเรื่องผ่านตัวหนังสือ ซึ่งข้าพเจ้าเคยอ่านทฤษฎีการเรียนรู้ผู้รู้หลาย ๆ ท่านที่เชื่อว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในตัวของผู้เรียนที่เน้นวิธีการเรียนรู้ด้วยตนเอง ช่วยให้ผู้เรียนสามารถคิดไตร่ตรองได้อย่างสร้างสรรค์ และคิดอย่างมีวิจารณญาณ สามารถพึ่งพาตนเองได้ รู้จักร่วมมือกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ ช่วยพัฒนาสังคม และสิ่งแวดล้อม และนำความรู้ที่ได้รับไปบูรณาการในการดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข

เรื่องราวที่พี่น้องเครือข่ายนำมาแลกเปลี่ยนในวงเสวนาแต่ครั้ง ล้วนแล้วแต่เป็นประสบการณ์ตรง ที่เขาพบเจอ บางเรื่องที่เกิดขึ้นเกินความคาดหวัง และบางเรื่องก็น้อยกว่าคาดหวัง เรียกว่ามีทั้งสมหวังและผิดหวัง ในกรณีของข้าพเจ้า คือ การนำความรู้ที่ได้เหล่านั้นมาเล่าต่อ ด้วยความรู้สึกประทับใจผ่านภาษาเขียน อาจจะเรียกได้ว่า มันคือ แรงบันดาลใจให้ฉันเขียนได้ว่างั้นเถอะ  ความรู้จากพี่น้องเครือข่ายมันทำให้ข้าพเจ้าอยากบอกต่อ เพราะมันคือความรู้หลาย ๆ ท่าน้ฟัง แล้วจับจุดเด่นที่สะดุดหูมาเปลี่ยนเป็นความประทับใจสู่การเล่าเรื่องผ่านตัวหนังสือ ซึ่งข้าพเจ้าตามหลักการของทฤษฎีที่ว่าผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้จากความสัมพันธ์ระหว่าง สิ่งที่พบเห็นกับความรู้ความเข้าใจเดิมที่มีมาก่อน นำความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ และปรากฎการณ์ที่พบเห็นมาสร้างเป็นโครงสร้างใหม่ทางสติปัญญา  (Kemil.1991); (Noddings.1990); (Von Glasserfeld.1991); (Henderson.1992) (สุรางค์ โค้วตระกูล.2544)  หรืออาจจะเรียกว่า “ประสบการณ์โดยตรง”

ตอนนั้นมีเรื่องราวมากมายที่นำมาเรียงร้อย เพื่อบอกต่อความรู้ที่ได้ แต่มาสองปีหลังมานี้ภายหลังการทำงานในรูปแบบที่ว่านั้นหายไป การเรียนรู้จากเรื่องเล่า ประสบการณ์ต่าง ๆ จากพี่น้องมันหายไป ทำให้การเขียนงานของข้าพเจ้าเริ่มน้อยลง ในมุมของความรู้ใหม่ของข้าพเจ้า ส่งผลให้ในแต่ละครั้งก่อนที่จะเริ่มบรรทัดแรกของบทความรู้สึกมันอยากเหลือเกิน เพราะสองปีมานี้ข้าพเจ้าทำงานประจำ แรงบันดาลใจจากความประทับใจอย่างเคยไม่เกิดขึ้น มันเป็นเพียงการทำงาน Routine ปัจจัยที่จะทำให้เกิดความประทับใจหรือแรงบันดาลใจในการเขียนงานย่อมมีน้อยมาก  แต่การทำงานประจำก็ใช่ว่าจะหาแรงบันดาลใจไม่ได้นะคะ ได้ค่ะแต่น้อยมากอย่างที่บอกข้าพเจ้าจึงได้บองตงว่า กว่าจะเริ่มได้แต่ละครั้งยากเหลือเกิน แต่ทุกครั้งก็มีเรื่องให้เขียนจนได้ รวมทั้งครั้งนี้

ข้าพเจ้ามองว่าการเรียนรู้แบบเดิมมันสามารถสร้างความรู้สึกใหม่ ประสบการณ์ใหม่ และปรับเปลี่ยนมาเป็นความรู้ใหม่ ให้ข้าพเจ้าได้บอกเล่าต่อได้ง่ายกว่าการทำงานประจำ อย่างที่ (Collaborative Constructivism) (สุรางค์ โค้วตระกูล.2544) ได้กล่าวไว้อกข้าพเจ้าจึงได้บองตงว่า กว่าจะเริ่ากากพี่น้องมันหายไป ทำให้การเขียนงานของข้าพเจ้าเริ่มน้อยลง ในมุว่า สิ่งที่พบเห็น บวกกับ ความรู้ความเข้าใจเดิม แล้วนำความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ และปรากฎการณ์ที่พบเห็นมาสร้างเป็นโครงสร้างใหม่ทางสติปัญญา  เป็นการพัฒนาทางปัญญาที่เกิดจากการเรียนรู้ร่วมกันในสังคม ซึ่งเป็นการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้วิธีการแก้ปัญหา (Collaborative Constructivism) (สุรางค์ โค้วตระกูล.2544) ซึ่งแต่ละบุคคลจะมีวิธีคิดในการแก้ปัญหาไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ต้องเกิดจากความกระตือรือร้นที่จะแก้ปัญหาของตนเอง

.......... ดังนั้นแรงบันดาลใจในการเขียนย่อมน่าจะต้องการสิ่งใหม่ ๆ เพื่อการเรียนรู้ตลอดเวลา หรือการเรียนรู้ตลอดเวลาทำให้เกิดแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ได้เสมอ คุณละมีแรงบันดาลใจในการเขียนแต่ละครั้งเหมือนข้าพเจ้าหรือไม่???