๒๕๔๐ ปีแห่งต้มยำ(กุ้งฝอย) ..เรียกน้ำย่อย ๒๕๗๐

 สังคมไทยเราขณะนี้ (พศ. ๒๕๕๖)  อยู่ในสภาพล่อแหลมต่อการสิ้นชาติเป็นอย่างยิ่ง เฉพาะเพียงแค่รายได้คนต่างชาติต่อคนในชาติ คือ 7 ส่วน 3 ก็นับว่าสูงที่สุดในโลก ทิ้งอันดับสองไม่เห็นฝุ่น  ......ซึ่งเรื่องแบบนี้นักเศรษฐศาสตร์  พวก think tank ทั้งหลายก็ไม่ตระหนัก แม้ฝรั่งเองก็ยังไม่มีการจัดลำดับโลกในเรื่องนี้

 สภาพเศรษฐกิจที่ว่าเลวร้ายแล้วนั้น ก็เสริมด้วยสังคม การเมือง ที่เลวร้ายพอกัน กล่าวคือ สังคมก็ฟอนเฟะ เละเทะ บ้าบริโภคสินค้ากันเกินตัว โดยเฉพาะเรื่องไม่จำเป็นที่เหลวไหล ฟุ้งเฟ้อ เห่อเหิม

การเมืองก็สุดแสนโหลยโท่ย ๕๐๐ บาท ต่อหัว ก็ซื้อประเทศนี้ได้แล้ว ....๒๐ ล้านเสียงก็เป็นเจ้าของประเทศนี้ได้แล้ว ..... ก็เพียง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่านั้นเอง ขนหน้าแข้งเส้นเดียวก็ซื้อประเทศนี้ได้แล้ว บงการผ่าน skype ได้ฟรีๆ 

 ขณะนี้ได้ข่าวว่าเมืองไทยเรามีรถ “ลัมบอกินี”  ประมาณหนึ่งพันคัน  คันละ ๓๐ ล้านบาท ก็ราคารวม   ๓๐,๐๐๐ ล้านเข้าไปแล้ว ซึ่งเป็นรถโง่ๆที่วิ่งตามถนนอีสานกลาดเกลื่อนด้วยซ้ำไป  ผมถูกไอ้พวกนี้แซงซ้ายป่ายขวาบ่อยๆบนถนนมิตรภาพ   แต่ไอ้รถโง่ๆ เหล่านี้ราคารวมมันซื้อประเทศไทยได้สามต่อเลยนะ  ...บ้าไปแล้วประเทศกรู

 เศรษฐกิจ สังคม การเมือง โหลยโท่ยหมด ..แล้วถามว่าประเทศไทยจะรอดพ้นจากการล่มสลายได้หรือ  ในสภาวะ การล่าอาณานิคมจากระบบสากลในยุค “โลภาภิวัฒน์”  เช่นนี้

 

ต้มยำกุ้ง ๒๕๔๐ มันเป็นเพียงกุ้งฝอย แต่ ๒๕๗๐ มันจะเป็นกุ้งก้ามกราม

 ผม...โหรห่วยๆ ผู้อยากช่วยชาติ ขอควันธง  ว่า “ไม่รอด”  แน่ๆ  หากไม่แก้กรรม ให้ทันกาล

สรุปคือกรรมใครกรรมมันก็แล้วกัน

กำมะลอ หรือ กรรมมารอ ก็ชั่งหัวมัน

สัตว์จะทำ เสียอย่างก็ย่อมได้...สัจจธรรม ผ ไม่สนอยู่แล้ว

เรื่องคุณธรรม คุณนั่นแหละทำ 

ผมคิดดังๆผ่าน skype ไปแล้ว คุณก็ธรรมไปสิ อิอิ 


 ...คนถางทาง (๒๓ เมษายน ๒๕๕๖)