วันนี้มู๊ดแตกกรณีพระวิหาร เลยขอสานต่อว่า ปี ๒๕๐๕ ศาลโลกตัดสินให้ปราสาทฯ ตกเป็นของเขมร โดยหลักฐานสำคัญอันหนึ่งคือ “การปิดปาก” ของ ฯกรมฯดำรง (สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ) ของไทยเราที่เสด็จเยี่ยมปราสาทฯในการยึดครองของฝรั่งเศสเมื่อปีพศ. ๒๔๗๓ แต่ก็ไม่ทรงตรัสโต้แย้งใดๆ ซึ่งศาลโลกถือว่าเป็นการยอมรับว่าเป็นดินแดนของฝรั่งเศส
ต่อมาผมเขียนในเฟสบุคว่า ฯกรมฯดำรง มิได้เป็น head of state การปิดปากของท่าน แม้จริง ก็ไม่น่ามีผลผูกพันต่อประเทศไทย
เพื่อนในเฟสบุค (ท่าน Conductor Logos ขออนุญาตให้เครดิท) เม้นท์ต่อท้ายว่าปีที่ท่าน ฯดำรง เสด็จนั้นท่านพระชนมายุ ๖๘ แล้ว และมีตำแหน่งเป็น นายกสมาคมราชบัณฑิตยสถาน ลองดูตำแหน่งท่านนะ
• พ.ศ. 2458 ดำรงตำแหน่งนายกหอพระสมุดสำหรับ พระนคร
• พ.ศ. 2466 ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมุรธาธร และเป็นนายพลเอก
• พ.ศ. 2468 ดำรงตำแหน่งอภิรัฐมนตรี
• พ.ศ. 2469 ดำรงตำแหน่งนายก ราชบัณฑิตยสภา
• พ.ศ. 2472 โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อน พระอิสริยยศเป็น "สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ"
(ที่มา...วิกีพีเดียไทย)
จริงอยู่สมัย ร ๕ ท่านเป็นถึง เสนาบดีมหาดไทย แต่น่าสังเกตว่า พอเข้ารัชสมัย ร ๖ ท่านตกต่ำมาก (สงสัยมีอะไรไม่ลงรอยกัน) เลยถูกลดมาเป็น นายกหอพระสมุด กระทรวงมุรธาธร (เดาว่าคือ กระทรวงศิลปกร) อภิรัฐมนตรีคงคือตำแหน่งกำนัล เป็นตำแหน่งลอย แบบว่าให้เกียรติ แต่ไม่มีอำนาจใดๆ (ประมาณที่ปรึกษาพิเศษ) สุดท้าย นายกราชบัณฑิตฯ ก็เหมาะแล้ว ...การตกต่ำทางหน้าที่ราชการของท่านนี่กระมังที่ทำให้หันเหชีวิตมาทางวิชาการ มาศึกษาประวัติศาสตร์ โบราณคดี แทนการปกครองบ้านเมือง จนชำระประวัติศาสตร์ไทยไว้มากหลาย
ดังนั้นจึงอนุมานได้ว่าการเสด็จไปเยี่ยมปราสาทพระวิหารในพศ. ๒๔๗๓ ของท่านนั้น เป็นการเยี่ยมทางวิชาการ ในฐานะนายกราชบัณฑิต ที่มิใช่การเยี่ยมทางการเมือง ดังนั้น “การปิดปาก” ของท่าน แม้จริง ก็ไม่น่ามีผลผูกมัดประเทศไทยแต่อย่างใด แต่อนิจจา ศาลโลก เมื่อปี ๒๕๐๕ ก็ยังอุตส่าห์เอาประเด็นนี้มาเป็นข้อผูกมัดในการยกปราสาทพระวิหารให้เขมรจนได้ เพราะศาลโลกในขณะนั้นยังอยู่ใต้อำนาจของฝรั่งเศสมาก
แต่สมเด็จสีหนุนั้น เป็น head of state มีอำนาจการเมืองเต็มที่ ไปเยี่ยมปราสาทปี ๒๕๐๖ แล้ว”เปิดปาก”ว่า “เพียงสองสามเมตร ไม่เป็นไร” อีกทั้งตระหนักดีในกฎหมายปิดปากแล้วด้วย เพราะคดีความเขาพระวิหารเพิ่งเสร็จ ก็แสดงว่ายอมรับว่า รั้วไทยดีแล้ว ควรกำหนดเป็นเส้นเขตแดนระหว่างกัน ซึ่งทำให้เส้นเขตแดนในแผนที่ในผนวก ๑ นั้น ไม่มีผลอีกต่อไปโดยปริยาย ดังนั้นดินแดน ๔.๖ ตร.กม. เป็นของไทย ...ใช่ไหม.??
ประเด็นนี้เราเปิดคดีใหม่ ฟ้องศาลโลกขอวินิจฉัยดินแดน ๔.๖ ตร.กม. เป็นของไทยได้ไหม โดยใช้หลักฐานเปิดปากของฯสีหนุนี้เป็นข้อผูกมัด ...คดีนี้ไม่ใช่การอุทธรณ์คดีเขาพระวิหาร (ซึ่งทำไม่ได้อยู่แล้ว) แต่เป็นคดีฟ้องใหม่ ที่ไปพาดพิงคดีเขาพระวิหารโดยบังเอิญ
...คนถางทาง (๒๐ เมย ๒๕๕๖)
ปล. อ้อ..ลืมไป เราไม่ได้เป็นสมาชิกศาลโลกแล้ว คงฟ้องไมได้ แต่อย่างน้อยก็ตระหนักกันไว้ในใจนะ สักวันเราจะแก้เผ็ดไอ้เศษฝรั่งให้จงได้ ตามที่กรมหลวงชุมพรฯ ท่านฝากไว้
ปัญหามันเกิดจากสฤษดิ์ครับ
ดร.โกร่งเขียนไว้อย่างนี้ครับ
"อาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ท่านเล่าให้พวกเราลูกศิษย์ฟังว่า ท่านรู้แต่แรกแล้วว่าเราคงจะแพ้คดี แต่โดยหน้าที่ที่เป็น คนไทยและจรรยาบรรณของทนายความก็ต้องทำหน้าที่ปกป้องผล ประโยชน์ของประเทศชาติอย่างถึงที่สุด
ท่านเล่าว่าทางที่ถูกเราไม่ควรตกลงให้กัมพูชานำคดีขึ้นศาลโลก เพราะคดีที่จะขึ้นสู่ศาลโลกได้ทั้งสองฝ่ายต้องยินยอมให้ศาลโลกพิจารณา
แต่ จอมพลสฤษดิ์ท่านต้องการรักษาเกียรติภูมิของชาติว่าเราเป็นชาติอารยะ เป็นสมาชิกที่ดีขององค์การสหประชาชาติ และทนายฝรั่งเชื่อว่าฝ่ายเราจะเป็นฝ่ายชนะ อาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ท่านเป็นเสียงข้างน้อย เมื่อนายกรัฐมนตรีตัดสินใจแล้วท่านก็ต้องทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ในฐานะที่มีอาชีพทนายความและเป็นคนไทย
เมื่อ ฝ่ายเราแพ้คดีแล้ว ก็แปลว่าเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับว่า แผนที่แนบท้ายสนธิสัญญาเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญา มีผลบังคับใช้เหมือนกับกรณีเจดีย์สามองค์ ที่ด่านเจดีย์สามองค์ที่อังกฤษขีดวกเข้ามาทางฝ่ายไทยเป็นปากนกแก้วให้เป็น ของพม่า
เห็นที่เขียนไว้ว่า เราทำไมไม่พูดไทย พูดเขมร เหมือนเป็นอาณานิคม
ต้องไปถามสฤษดิ์ครับ ถ้าตอนนั้นไม่ไป ศาลโลกก็ทำอะไรไม่ได้ เราไปเข้าไปอยู่ในเกมส์ของฝรั่งเอง