ในการทำงานของกลุ่ม ชมรม เครือข่าย ในตอนเริ่มแรกของคณะกรรมการ มักพบบรรยากาศของการประชุมแบบ NATO (No Action TalK Only) เช่น

  • การประชุมครั้งหนึ่งๆ มีโครงการมากมาย แต่หาคนทำไม่ค่อยได้
  • แย่งกันพูด จนคนที่มีไอเดียดีๆ ไม่ได้พูด 
  • บางครั้ง จุดยืนขององค์กรก็ไม่ชัดเจน
  • บางครั้ง การกลัวว่าจะไม่มีคนทำงาน หรือ กลัวว่าจะไม่มีคนรับรู้ก็มีมาก จึงมีการทำให้กลุ่มใหญ่ขึ้นโดยที่เป้าหมายก็ยังไม่ชัด
  • พอกลุ่มใหญ่ คนไม่เข้าใจซึ่งกันและกันยิ่งมีมากขึ้น เพราะแต่ละคนมีฐานการคิดที่ไม่เหมือนกัน
  • การทำงานจึงอาจเหมือนกับการพายเรืออยู่ในอ่าง
  • หรือเหมือนเรือลำใหญ่ การเคลื่อนไหว การปรับตัว ไม่คล่องตัว
  • มีคนมาก แต่งานไม่เดิน
  • การออกแบบลักษณะงาน คิดถึงตัวเองก่อนส่วนรวม
  • ไม่มีลักษณะของการมอบหมายงาน ทำให้การจะทำงานแต่ละครั้งต้องขออนุมัติ ขออนุญาตในที่ประชุม

    ผมมี Case Study อยู่เรื่องหนึ่ง น่าสนใจสำหรับตัวผมพอสมควร คือผมได้เข้าไปอยู่ในคณะกรรมการคณะหนึ่ง ซึ่งเป็นกรรมการที่ไม่ค่อยได้รู้จักกันมาก่อน

   กรรมการชุดนี้ เกิดการจัดตั้งเสร็จภายในวันเดียว แต่การทำงานยังไม่เกิด Synchronization ได้ในระยะเวลาสั้นๆ

   ช่วง 3 เดือนแรก เรามีกรรมการประมาณ 10 กว่าท่าน ประชุมกันทุก 2 สัปดาห์ ดูเหมือนจะมีผลงานมาก แต่ก็เกิดความขัดแย้งเล็กๆ และหาคนทำงานไม่ค่อยได้

   ที่ประชุมอยากให้กลุ่มใหญ่ขึ้น เพื่อหาคนมาช่วยทำงาน จึงเรียกประชุมใหญ่ แต่ก็ได้คนมาช่วยทำงานเพิ่มไม่กี่คน และผลที่ตามมาคือ การประชุมกรรมการจะกลายเป็นเดือนละครั้ง

   ปัญหาของกลุ่มใหญ่ๆ ก็คือการทำงานที่ล่าช้า และหาคนทำงานยาก

    พอดีผมได้รับมอบหมายจากผู้ดำเนินการก่อตั้งกลุ่ม ให้ทำโครงการอันหนึ่ง ซึ่งผมเข้าใจว่ามีระยะเวลาสั้นๆ ในการทำงาน ผมจึงรีบทำและเสนอโครงการ พร้อมทั้งฟอร์มทีมงานไปด้วย (ทีมงานแยกจากกลุ่ม) โดยไม่ได้แจ้งให้กลุ่มทราบ เนื่องจากการประชุมกลุ่มครั้งต่อไปอยู่ในเดือนพฤศจิกายน แต่โครงการที่ผมจะดำเนินการอยู่ในเดือนตุลาคม

    พอเสนอโครงการ และจะทำการประชาสัมพันธ์โครงการ ผมก็ถูกเบรกโครงการ โดยผู้ก่อตั้งกลุ่ม เนื่องจากการทำงานของผมมีลักษณะ Offside คือล้ำหน้าไป ไม่ได้แจ้งให้กลุ่มทราบหรือไม่มีใครในกลุ่มทราบ ทั้งๆ ที่เอาชื่อของกลุ่มไปอ้าง

   แต่ภายใน 1 วัน เรื่องต่างๆ ก็คลี่คลายไปในทางที่ดี ผมสามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยมีการหาทางออกให้ประธานกลุ่มเรียกประชุมด่วน และให้ผมแจ้งให้ที่ประชุมทราบ

   การเกิดปัญหาในครั้งนี้ ทำให้ได้รับบทเรียนหลายเรื่อง เช่น

  • ทราบระบบกลไกการทำงานที่ควรจะเป็น เพราะระบบของที่นี่ ไม่เหมือนระบบของที่อื่นๆ อย่างที่เราเข้าใจ
  • ทราบบทบาทของกลุ่มดียิ่งขึ้น สามารถเขียนเป็นวิสัยทัศน์ ของกลุ่มได้ชัดเจนขึ้น (ถ้าต้องการจะเขียน)
  • ทราบวิธีการบริหารความขัดแย้งได้ โดยที่ทุกฝ่ายต้องมีความจริงใจต่อกัน
  • ทำให้เข้าใจคนมากขึ้น (อย่าลืมพื้นฐานของคนที่ ต้องมีโลภ โกรธ หลง...รวมทั้งตัวเราเองด้วย)
  • บางครั้งต้องมีการโกหกกันบ้าง เพื่อทำให้บรรยากาศไม่เกิดความตึงเครียด (แต่ทำบ่อยไม่ดีจะติดเป็นนิสัย)
  • คนฉลาดต้องรู้จัก(แกล้ง)โง่ในบางสถานการณ์ ต้องทำเป็นไม่รู้เสียบ้าง ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นคนสู่รู้ไป
  • แสดงความเห็นใจกับคนกลาง ซึ่งต้องทำหน้าที่ดังคำอุปมาอุปไมยว่า "เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูกมาแขวนคอ" หรือ "กระโถนท้องพระโรง"

   ในความเห็นของผม นี่คือ "การโยนหินถามทาง" เนื่องจากเราไม่ค่อยทราบวิธีการเดินทางของทีมงานว่าจะเดินทางไปอย่างไรกันดี (โดยเฉพาะผม) ทำให้การเกิดปัญหาครั้งนี้ เป็นผลดีมากกว่าผลเสีย เรียกว่าทะเลาะกันเสียตั้งแต่เริ่มตัน แล้วต่อไปไม่ต้องทะเลาะกันอีกนะอะไรทำนองนี้

   เรื่องก็ควรจบลงแบบ Happy Ending เพราะทุกฝ่ายมีความปรารถนาดีต่อส่วนรวมอยู่แล้ว (คาดว่าจะเป็นเช่นนั้น)

******************************

หมายเหตุ คำ

  • อุปมา=สิ่งที่ยกมาเปรียบเทียบ (เพื่อให้เกิดความเข้าใจ)
  • อุปไมย=สิ่งที่พึงเอาไปเปรียบเทียบกับสิ่งอื่น (ให้เข้าใจ) (ในที่นี้คือคนกลาง)
  • ตัวอย่างคำอุปมาอุปไมย

ลื่นเป็นปลาไหล
งงเป็นไก่ตาแตก
คิ้วโก่งดังคันศร
หน้าบานเป็นใบบัว
ผิวขาวเหมือนไข่ปอก

ใจดำเหมือนกา
คันเหมือนตำแย
ลามเป็นขี้กลาก
เค็มเหมือนเกลือ
ดำเหมือนถ่าน

 ไวอย่างลิง
สวยเหมือนนางฟ้า
รกเป็นรังหนู
พูดเป็นต่อยหอย

ง่เหมือนควาย
ตาโตเท่าไข่ห่าน
ผอมเป็นกุ้งแห้ง
สมกันราวกิ่งทองใบหยก
 

จาก http://edtech.kku.ac.th/
~s47321275001/475050031-6/
AllPage/ContentPart4.html