..ในการเปรียบเทียบเรื่องจิต กับการฝึกศิลปะการต่อสู้ขั้นสูง ที่นำเอากระบวนการทางจิตมาใช้..การฝึกวิธีการต่อสู้ขั้นสูง..ก็ยังถือว่า เป็นกระบวนวิธีขั้นต่ำของจิต ครับ (ถ้าจำไม่ผิด จิตมี8ระดับ..ซึ่งยังไม่ถึง นิพพาน..พระพุทธเจ้าบรมศาสดา ท่านเคยไปฝึกกับ พระอาจารย์อุทกดาบส..ผู้ได้แค่ระดับ7..พระพุทธองค์ฝึกแล้วได้ ระดับ8  จึงได้รับเชิญให้เป็นครูสอนในสำนัก..แต่ก็ต้องลาสำนักไปจนได้สำเร็จ โพธิญาน..(บางคนว่า นิพพานถือเป็นระดับ9  อันนี้ที่ผมฝึกอยู่อาจจะได้แค่ระดับ1หรือ2)..ความจริงน่าจะพูดว่า เอา วิธีการต่อสู้ มาฝึกจิต มากกว่า การเอาจิตไปฝึกการต่อสู้...ปีนี้ผมอายุ59แล้ว(เกิด2497)..เคยมีประสบการณ์การต่อสู้มาบ้างรวมกับความชอบศึกษาศิลปะการต่อสู้ต่างๆ..โดยคิดว่า อยากเก่ง อยากทำได้ อยากชนะ โดยไม่สนใจว่า คืออะไร?..จนเมื่ออายุมากขึ้น ก็กลับมาทบทวนดู..เอ..นี่เราบ้ารึป่าว?..สิ่งดีๆที่มีอยู่แล้ว มันเหมือนขาดหายไปจาก มวยไทย..ศิลปศาสตร์ดีๆ ทำไม?ยิ่งฝึก ยิ่งแย่..ยิ่งบอบช้ำ ยิ่งใจแคบ..ก็เลยพยายามค้นหาคำตอบว่า จริงๆแล้ว มวยไทย คืออะไร?..จนพอได้เค้าลาง ก็เริ่มลองผิด ลองถูก ฝึกปฏิบัติเอาตามตำราเก่าบ้าง คำบอกเล่าบ้าง วิเคราะห์เปรียบเทียบตีความเองบ้าง ไปพบหาพูดคุยกับคนที่ชำนาญบาลี ชำนาญวิชาการ แต่ละแขนงที่เกี่ยวข้องบ้าง จึงพอจะสร้างแบบฝึก ขึ้นได้ พอฝึกไปสักพัก ก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงแปลกๆ..ครับ..หุ หุ เอาเข้าแล้ว โบราณ ครูเค้าบอกไว้ว่า เราฝึกมวยไทยแล้ว มวยไทยจะฝึกเรา..เป๊ะเลยครับ..ผมเลยคิดจะสอน มวยไทยที่รวมเอาวิธีฝึกจิต ตามแบบเค้าที่มีมาแต่เดิม ที่เป็น รำหมัดรำมวย ครับ..เปิดเป็นศูนย์ฝึกเล็กๆ สอนอยู่ที่ราชบุรี ครับ..สอนที่บ้าน ครับ..สอนให้แก่คนที่อยากศึกษา สิ่งที่ผมศึกษามา เพื่อหาผู้รับภาระศึกษาต่อ..ก่อนตายไป ครับ.. วิธีฝึกจิตแบบนี้ บางท่านว่า คล้ายกับใน ยิวยิตสู และ คาราเต้ของญี่ปุ่น..อันที่จริงคาราเต้ ไปจากเกาะริวกิว ไปจากจีน ไปจากเส้าหลิน จึงถือเป็นรุ่นหลาน นะครับ แต่ยังมีของเดิมอยู่ คือ ซาโตริ หรือ ฌาน หรือ ปราณะ แต่ในมวยไทย ถูกตัดตอนสูญหาย..น่าเสียดาย ครับ..หลักการเหล่านี้มีเหมือนกัน แต่เราไม่เข้าใจ..เหมือนเรื่อง พาหุยุทธ์ ที่แปลว่า มวยพระยาครุฑ..กลับไปตีความว่า พหุยุทธ์ รวมยุทธ์ หรือ พาหุยุทธ์ ใช้แขนปล้ำแบก..เป็นมวยปล้ำ เพราะเห็นคำ ปล้ำมวย ตีมวย..ซึ่งแค่ เปรียบเทียบกับคำว่า ปล้ำไก่ ตีไก่ ก็จะเข้าใจแล้ว(แต่คนแปลไม่เคยเล่นไก่ชน หรือ ชกมวยมาก่อน)..จริงๆเป็นท่าฝึกของครุฑกางปีก..ที่พอฝึกแล้วเกิดความกล้าหาญและความจงรักภักดี เป็นเรื่องราวสอดคล้องกันกับ พระนารายณ์ทรงครุฑ..น่าแปลกไหมที่ตราครุฑ ที่ใช้ในราชสำนัก มีทั้งสยามและชะวา..สมัยโบราณคงรวมกันเป็น ชาวะ สะยาม..ไม่ใช่ ชะวา สยาม..เพราะดูไปๆศิลปศาสตร์ของการต่อสู้ และนาฏศิลป์ของชาวอุษาคะเนย์ คล้ายคลึงกัน มีรากฐานเดียวกัน..แต่ในมวยไทย ปัจจุบัน กลับหาย..หรือกลายเป็นไสยเวทไปซะงั้น..เหมือนความเชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ เป็นแบบ เชื่อวัตถุ เชื่อไสยศาสตร์ ไม่เข้าใจ พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ..ที่แท้จริง..ในทุกศาสนา มีเรื่องของพลังจิต..เช่นมีกล่าวถึง พระโมคคัลนะมีอิทธิฤทธิ์ นึกว่า เพราะเป็นพราหมณ์มาก่อน แต่พระอรหันต์บางรูปมาจากการได้ฌานสมาบัติ..ฌาน หรือ ปราณ นี่รู้จักกันมาก่อนจากการฝึกจิตของโยคี..ดาบส(ตาปะสะ) ฤษี โยคี เป็นลักษณะนักบวชจำพวกนึง..เลยมีพระของศาสนาพุทธเราในยุคหนึ่งมีลักษณะคล้าย ฤาษี เนื่องจากสืบทอดการฝึกพุทธะ จากพระมหากัสสปะ กลายเป็นวัชรญานตันตระญานในธิเบต เนปาล ภูถาน เข้าไปในจีนก็มี มายังสุวรรณภูมิ ก็มี กลายเป็นปู่ครู พ่อแก่..เรามาคิดว่าเป็นพวกบวชเองไม่ใช่พระ..ในพระพุทธศาสนา สมัยที่ยังมีพระพุทธองค์อยู่พระภิกษุสามารถถึงนิพพานได้ง่ายเพราะมีบรมศาสดาเป็นผู้คอยตรวจสอบชี้แนะ(ถือเป็นปาฏิหาริย์สูงสุดของพระบรมศาสดา)..คนในสมัยไหน ก็ชอบทางลัด ชอบอิทธิปาฏิหาริย์..ไสยเวท..ก็เป็นวิธีของจิตวิธีนึงแต่ นำพาไปสู่ทางต่ำ..เป็นของอันตราย..ไม่เหมือนในทางพุทธที่ยึดมั่นความดีงาม ความบริสุทธิ์และความเมตตา ..ครับ.ผม ทิ้ง ไอกิโด ยูโด มวยสากล มาศึกษารำหมัดรำมวย(ไทย)และค้นคว้าจากพระอาจารย์ที่เป็นพระภิกษุผู้ทรงคุณของไทย..จึงเข้าใจว่า อันเดียวกัน..มีคนรู้จักวิชาฝึกจิต พลังจักรวาล อย่างหนึ่ง เรียกกันว่า โคเอ็นก้า กล่าวว่า มาจาก อียิปต์โบราณเมื่อ3000ปีก่อน..แต่ พุท โธ + พอง ยุบ +สมถะ วิปัสสนา +จงกลม..ของพระอาจารย์ ก็เข้าถึงได้เช่นกัน..ครับ...และถ้าจะบอกเป็นนัยเพื่อ..(อันนี้ไม่แน่ใจว่าถูกผิดเพราะยังไม่ได้มีการทดสอบพิสูจน์)เปรียบเทียบกับความรู้ทางวิทย์..ขณะฝึกจิต จะสามารถควบคุมการหลั่งของสารบางชนิด(อะดินาริน และเอ็นโดฟิน?)..อันทำให้ประสิทธิภาพของการเคลื่อนไหว เพิ่มขึ้น ดีขึ้น..รวมทั้งมีการหมุนเวียนของธาตุบางอย่างในร่างกาย(แคลเซี่ยม?) จากภายใน สู่ภายนอก..ครับ..ตามหลักเวียนธาตุ4...แต่ที่เจอกับตัวเอง คือ ไปตรวจวัดมวลกระดูกกลับพบว่าแคลเซี่ยมในกระดูกหายไปมาก..ทั้งที่เป็นคนแข็งแรง แต่ตามผิวหนังกลับมีความแข็งแรงขึ้น (อันนี้ก็แปลกน่าศึกษาไปถึง วิชาที่เรียกว่า คงกระพันชาตรี)..จนมาสรุปได้ว่า ภาวะของจิต ที่จะเกิดกระบวนการควบคุมให้พัฒนาไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวของร่างกายและจิตใจ อันเกิดจาก วิธี ฝึกรำหมัดรำมวย คือ การทรง นั่นเองครับ..เหมือนหรือคล้ายกับ วิธีทรงเจ้าเข้าผีที่ยังมีอยู่ในสังคมของชาวบ้าน..แต่นี้เป็นการผนวกเอากายขณะเคลื่อนไหว กับจิตที่สงบ เข้าด้วยกัน กับ ท่ารำมวย ที่สอดคล้องกับแม่ไม้ ลูกไม้ ของ มวยพระยาครุฑ..จิตที่ประกอบด้วย ศรัทธา คุณธรรม ความกล้าหาญ ความบริสุทธ์ และความเมตตา..จิตที่ละเอียดอ่อนแต่เข้มแข็ง..ครับ..สาธุ..ขอเคารพต่อภูมิปัญญาของบรรพชนชาวสยามนี้ที่ได้ตกผลึกและถ่ายทอดกันมาหลายร้อยปี โดยชนชาวสยามหลายเชื้อชาติพงศ์พันธุ์..(แต่มีใจเดียวกัน คือ ความรักในแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง..จึงพร้อมใจกันเรียกตัวเองว่า ชาวสยาม ผู้รักษาแผ่นดินโดยดี)..ครับผม..ถ้าชอบการต่อสู้..ความเป็นหนึ่ง ที่ นักสู้ ต้องการ..และถูกถ่ายทอดออกไปด้วยความประณีต..เหมาะสม นั้น..จึง ถึงพร้อม ด้วย กาย จิตและศิลปศาสตร์ ที่ผ่านการประเมินค่าแล้ว..ประดุจสายน้ำที่เลาะลัดไหลไปอย่างสวยงามท่ามกลางป่าใหญ่..แต่ นั้น ต้องหมายความว่า มีความเข้าใจใน พุทธะ อันมีโพชฌงค์7 เป้น สื่อนำ..ซึ่ง นักสู้ที่จิตใจเร่าร้อนด้วยกิเลศส่วนใหญ่ หลงติดกับเสมอ..กาลเวลาและบุญบารมีแห่งจิตเดิมแท้แลความผูกพันของแรงกรรม จึงมีบทบาทเติมเต็ม ตามประสงค์ของบรมครูผู้เมตตา..บรมครูผู้สร้างศิลปศาสตร์ผู้ยอมเสียสละรับเอาทุกข์ของศิษย์ไว้เสมอ..