ประวัติกำเนิด (และการล่มสลาย) ของบ้านวังสะบ้า อ.กบินทร์บุรี จ. ปราจีนบุรี
พ่อของแม่ของตาของผม มีฉาญานามว่า หมื่นหาญประจญศึก เป็นผู้ก่อตั้งบ้านวังสะบ้า และวัดวังบัวทอง ต.หาดสูง อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี คุณแม่ผมเล่าให้ฟังถึงวีรกรรมของท่าน ที่เล่าสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ว่าแท้จริงแล้วท่านอพยพมาแต่บ้านบางระจัน สิงห์บุรี
คนทั่วไปเรียกกันสั้นๆ ว่า “หมื่นหาญ” ท่านคงกรำศึกมานาน สมัยเด็กน้อย นอนฟังแม่เล่าว่า กรมศิลปากร มาขออีดาบโง้งยาวของท่านที่ประดับอยู่หัวเตียงที่บ้านแม่ เพื่อเอาไปเข้าพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ...เรานี้เนื้อเต้น แสนภูมิใจในบรรพบุรุษของเรา
สมัยเรียนมัธยมต้น ด้วยแรงดลใจอันนี้ ผมก็เข้าห้องสมุดไปค้นประวัติศาสตร์ใหญ่เลยว่าจะเจอปู่ทวดเราบ้างไหมหนอ ปรากฏว่าเจอเข้าจริงๆ ...เรื่องมีอยู่ว่าพระยาตากตีฝ่าวงล้อมพม่าออกมาจากอยุธยา เดินทัพผ่านมายังเมืองปราจีนฯ พลันก็มีกองทัพน้อยคุมไพร่พลราวสัก 100 คน นำโดย “หมื่นหาญประจญศึก” เข้ามาร่วมด้วย ...ต่อมาหมื่นหาญฯคนนี้แหละที่เป็นขุนพลร่วมใจที่เคียงคู่พระยาตากมาโดยตลอด
อ๊ะ...ใช่เลย นี่แหละต้นตระกูลเรา โห...ความภูมิใจพรั่งพรู
พอโตมาสักหน่อย ผมไปเยี่ยมวังสะบ้า สถานที่เกิดของแม่ผม ที่วัดวังบัวทองที่หมื่นหาญเป็นผู้ก่อตั้ง ก็มีเจดีย์กระดูกของท่านตั้งอยู่หน้าวัด ได้อ่านเจอจารึกว่า ท่านเกิดพศ.ใด มรณะพศ.ใด แล้วคำนวณว่าตอนที่ท่านอายุ ๓๐ นั้นเป็นยุคใด ปรากฏว่า ตกอยู่ในยุครัชกาลที่สาม ดังนั้นแสดงว่า “หมื่นหาญ” ในพงศาวดาร ที่นำพลไปสมทบร่วมกับพระยาตากนั้น หาใช่ปู่ทวดเราไม่ ...จ๋อยไปเลยเรา
พอมีโอกาส.. ก็ไปรบเร้าถามแม่ต่อ เผอิญคุณแม่ผมท่านก็เป็นนักซักถามและจดจำเรื่องราวตัวยง ในบรรดาลูกหลานทวดหมื่นหาญ เห็นจะมีแต่แม่ผมนี่แหละที่จดจำสืบทอดประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ไว้ได้ ซึ่งผมขอเอามาบันทึกไว้ในที่นี้ ให้เป็นปัจจัยเสริมประวัติศาสตร์ชาติไทย
คุณแม่เล่าว่าทวดหมื่นหาญท่านอพยพคนทั้งเมืองหนีภัยพม่าจากบางระจัน สิงห์บุรี มาอยู่ที่บ้านวังสะบ้า ปราจีนบุรี ริมต้นน้ำบางปะกง เพราะท่านทนเห็นปชช.ถูกทหารพม่าเข้าย่ำยี หัวปีท้ายปีไม่ไหว เพราะทุกปีทหารพม่ามันต้องส่งกองกำลังเข้ามาสอดแนม หาลู่ทางเข้ามาโจมตีกรุงเทพ ถ้าไม่เห็นช่องทางใดมันก็เข้ามาปล้นฆ่าข่มขืนชาวบ้านเล่นเป็นงานอดิเรก เป็นดังนี้ปีแล้วปีเล่า หมื่นหาญฯส่งม้าเร็วไปขอทหารหลวงให้ส่งกำลังมาช่วยก็เงียบหาย หรือมาไม่ทัน
ท่านสงสารประชาชนมาก ที่ทุกข์ยากจากภัยสงครามมานานปี ก็เลยพาอพยพออกจากพื้นที่ หนีมาให้ไกลพรมแดน โดยต่อเรือใหญ่หลายลำล่องเรือมาตามแม่น้ำ ต้องเตรียมการณ์กันเป็นเดือน คั่วข้าวตากเป็นเสบียงเพื่อเดินทางไกล ต้องปิดเป็นความลับสุดยอด เพราะหากความทราบถึงเมืองหลวง จะโดนตัดหัวเจ็ดชั่วโคตรทันที
ระหว่างล่องเรือหนีมาตามแม่น้ำ (ไม่ทราบแม่น้ำอะไร) ก็ต้องผ่านด่านตำรวจ ท่านก็ให้มีกองเรือเล็กระวังหน้า พายไปก่อน ทำทีว่าเป็นเรือหาปลา ..พอเห็นว่ามีด่านตำรวจ ก็ให้เรืออีกลำหนึ่งแจวกลับมาบอก ส่วนอีกลำหนึ่งก็เข้าไปที่ด่านทำทีไปชวนคุย เลี้ยงเหล้าให้เมา หลับ พอตกดึก ก็ให้คนไปบอกว่าปลอดภัยแล้ว ให้ล่องเรือผ่านด่านไปได้
พอมาถึงปากแม่น้ำ ก็เลี้ยวซ้าย แล้วแล่นเลาะฝั่งทะเลมาเรื่อย จนเจอปากน้ำบางปะกง ก็เลี้ยวเข้า แล้ววิ่งมาอีกสองวันสองคืน ก็มาพบฝั่งที่วังสะบ้า เป็นวังคุ้งน้ำ สงบ ทำเลดี ก็ลงหลักปักฐานตรงนั้นแล แล้วตั้งชื่อว่าวังสะบ้า (คงเพราะมีลูกสะบ้าชุกชุมกระมัง)
จ๋อยเลยผม ตอนแรกนึกว่าเป็นวีรบุรุษบางระจัน กลายมาเป็นคนหนีพม่าไปซะงั้น แต่ลึกๆ แล้วก็มีรางวัลปลอบใจว่า ท่านรักประชาชนของท่าน สงสารมากๆ ที่ต้องกรำศึก ถูกปล้น ฆ่า ข่มขืน ทุกปี น่าคิดว่าทำไมทหารหลวงไม่ไปตั้งกองกำลังถาวรอยู่แถวนั้นเสียเลย เพื่อปกป้องประชาชน เพราะรู้ก็ทั้งรู้ว่ามันเป็นเมืองหน้าด่าน ที่พม่ามันมีนิสัยชอบรังควาญเราแบบนั้นเป็นประจำอยู่แล้ว
ยศถาท่านเป็นถึง “หมื่นหาญประจญศึก” ก็แสดงว่าท่านคงประจญศึกมามากหลายอย่างกล้าหาญนั่นเอง ไอ้พม่านั้นท่านคงหากลัวไม่ สงสารแต่ประชาชนที่ต้องมารับกรรมโดยไม่มีกำลังทหารอาชีพมาคอยช่วยปกป้องเลย
เมืองวังสะบ้ายุคก่อตั้งเจริญพอควร เศรษฐกิจสะพัด มีห้องแถวร้านค้า หลายคูหา (ส่วนใหญ่เป็นของลูกหลานหมื่นหาญทั้งสิ้น) มีเรือมาค้าขายขึ้นท่าเรือเป็นประจำ มีคนจีนอพยพมาอยู่เป็นลูกบ้านก็มาก ลูกหลานหมื่นหาญหลายคนก็แต่งงานกับคนจีน บางสายก็เรียนเก่งไปเข้าม.ชั้นนำได้หลายคน หมอ วิศว เภสัช มีหมด คุณตาผมเองก็ไปสอบเข้า รร. นายร้อยตำรวจได้
พอมีการสร้างทางรถไฟสายตะวันออก ผ่านอ.กบินทร์บุรี การค้าขายที่เคยรุ่งเรือง (ผ่านแม่น้ำ) ก็ซบเซาลงเรื่อยๆ เพราะทำการค้าทางรถไฟแทน ลูกหลานหมื่นหาญ หลายต่อหลายคน รวมทั้งตาผม ก็ขายนาขายร้านทิ้ง แล้วอพยพเข้าไปอยู่ในตัวอำเภอ สำหรับตาผมท่านมาไกลหน่อย มาตั้งรกรากที่ อ.วัฒนานคร จ.ปราจีนบุรี (กลายเป็น อ.สระแก้ว ในพศ. ๒๕๕๖ นี้)
ปู่ทวดหมื่นหาญคงจะมีนาเป็นหมื่นไร่กระมัง เพราะตกมาถึงรุ่นตาผมได้รับแบ่งมรดกร้อยกว่าไร่ แถมยังมีทาสอีกนับสิบ แม่เล่าว่าทาสพวกนี้เขาเลิกทาสแล้วก็ไม่ยอมไป ขออยู่เป็นทาสต่อ อ๊ะ....ทำให้เราภุมิใจอีกแล้วว่าบรรพบุรุษเราใจดี มีคุณธรรมต่อพวกทาส ไม่ทารุณกรรม คงอยู่กันแบบเกื้อกูลกันน่ะ เลิกทาสแล้วจะให้ไปทำอะไรกินล่ะ ก็อยู่กับนายใจบุญต่อไปละกัน นี่แหละสภาพสังคมไทยเรายุคโบราณ
...คนถางทาง (๑๗ เมษายน ๒๕๕๖)
ปล. ตำนานเรื่องนี้สนุกนะ มีคติสอนใจหลายอย่างมาก
๑. ความโหดเหี้ยมของการสงครามสมัยก่อน
๒. การสร้างเมือง (รายละเอียดอีกมาก ป่าทั้งนั้น เอาอะไรถางให้เป็นนาเป็นหมื่นๆ ไร่)
๓. การล่มสลายของเมืองจากความเจริญเปลี่ยนทางด้วยกระแสเทคโนโลยี
๔. การเลิกทาส แล้วทาสไม่ยอมเลิก
เอามาสร้างทำเป็นหนังได้เลยนะ
สวัสดีครับอาจารย์
ผมชอบคำที่อาจารย์ กล่าวถึง ...คุณธรรมและการเกื้อกูลกัน
บรรพบุรุษของอาจารย์..มีความงามในจิตใจมากเลยนะครับ
ผมจึงไม่แปลกใจเลยครับว่า..ใจของอาจารย์ที่ผมรับรู้ได้นั้นเป็นเช่นไร?
ขอเป็นกำลังใจให้อาจารย์นะครับ
"...ระหว่างล่องเรือหนีมาตามแม่น้ำ (ไม่ทราบแม่น้ำอะไร) ก็ต้องผ่านด่านตำรวจ ท่านก็ให้มีกองเรือเล็กระวังหน้า พายไปก่อน ทำทีว่าเป็นเรือหาปลา ..พอเห็นว่ามีด่านตำรวจ ก็ให้เรืออีกลำหนึ่งแจวกลับมาบอก ส่วนอีกลำหนึ่งก็เข้าไปที่ด่านทำทีไปชวนคุย เลี้ยงเหล้าให้เมา หลับ พอตกดึก ก็ให้คนไปบอกว่าปลอดภัยแล้ว ให้ล่องเรือผ่านด่านไปได้..."
And history still repeats itself today ;-)
ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย pattern ยังเหมือนเดิม ครับ
ขอบคุณนะคะทึ่เล่าประวัติบ้านวังสะบ้าให้ฟัง ดิฉันเกิดที่บ้านวังสะบ้าค่ะ เป็นหลานตาชวดเชย ญาติได้ย้ายไปอยู่ตลาดกบินทร์ ท่าเกษม วัฒนานคร ก็มีค่ะ ตลาดวังสะบ้า ตอนนี้เป็นสวนค่ะ มาเที่ยวได้นะคะ