เมื่อเราลองย้อนกลับมาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาคใต้ของไทยที่ส่อเค้าความรุนแรงเด่นชัดขึ้นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่การปล้นปืนเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2545 เป็นต้นมา อะไรเป็นปัจจัยให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้

  นับแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา อารยธรรมตะวันตกได้ก้าวเข้ามามีบทบาทในโลกเรามากขึ้นตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคม ชาติตะวันตกได้นำพามาซึ่งแนวคิดเกี่ยวกับรัฐชาติสมัยใหม่หรือรัฐประชาชาติ(nation state)   ที่ก่อให้เกิดระบอบประชาธิปไตยแบบทุนนิยม ควบคู่ไปกับกับเศรษฐกิจทุนนิยม  สิ่งเหล่านี้ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงวิถีทางการเมืองของโลกมลายู  [The Malay World  : โลกในคาบสมุทรมลายูซึ่งมีอินโดนีเซีย, มาเลเซีย, บรูไน, สิงคโปร์, ภาคใต้ไทย, ภาคใต้ฟิลิปปินส์, ภาคใต้กัมพูชา, ซึ่งทั้งหมดนั้นพูดภาษามลายูเป็นภาษาหลัก ]ทีละเล็กทีละน้อย     

หากเราลองสังเกตดูจะพบว่า ไม่เพียงแต่ 3 จังหวัดชายแดนของไทยเท่านั้นที่ประสบปัญหานี้   แต่ประเทศใกล้เคียงที่อยู่ในแถบคาบสมุทรมลายูก็ล้วนประสบปัญหาที่ไม่แตกต่างกันมากนัก  แม้จะมีระดับของความรุนแรงที่ต่างกันก็ตาม      

ความไม่เป็นเอกภาพเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากความหลากหลายของวัฒนธรรมที่มีการซ้อนทับกัน เช่น วัฒนธรรมแบบฮินดู   แบบพุทธ   แบบอิสลาม  และแบบคริสต์เตียน ที่เข้ามาทับซ้อนกัน โดยไม่มีอะไรหายไป  ทำให้เกิดเอกลักษณ์ของโลกมุสลิมในอุษาอาคเนย์ที่ตั้งอยู่บนความหลากหลายอันนี้    

เมื่อลัทธิอาณานิคมเข้ามา ก็ทำให้เจ้าอาณานิคมเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบอบโครงสร้างการปกครอง และทัศนคติ ทางการเมืองของชนดั้งเดิม ดังจะเห็นจากโครงสร้างของความเชื่ออิสลามดั้งเดิมนั้นไม่ได้แยก "รัฐ"กับ"ศาสนา"ออกจากกัน [อาจเปรียบได้กับการใช้อำนาจปกครองร่วมกันระหว่างฝ่ายอาณาจักร และฝ่ายศาสนจักร ในโลกตะวันตกเมื่อครั้งที่ฝ่ายศาสนจักรยังเรืองอำนาจ]  และต่อมาแม้รัฐที่เกิดขึ้นมานั้นจะเป็นรัฐอิสลามแล้วก็ตาม แต่ศาสนาอิสลามก็ไม่เคยเป็นศาสนาเดียวจริงๆ ที่ครอบงำหมดทั้งรัฐ  กลับต้องแยก ความเป็น"รัฐ"ออกจาก"ศาสนา"  เพื่อสร้างรัฐประชาชาติที่มีพรมแดนขึ้นมา  ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่ส่งผลทางอ้อมให้คนมุสลิมถูกแยกออกจากศาสนา และได้กลายเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการเคลื่อนไหวทางการเมือง     

เมื่อเราทราบดังนี้แล้ววิธีแก้ไขเยียวยาทางจิตใจที่ดีที่สุดก็คือ การฟื้นฟู และเคารพในความแตกต่าง และยอมรับถึงความหลากหลายของ จารีตประเพณี และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์แบบดั้งเดิม ซึ่งมีความผูกพันกับศาสนา ----แตกต่างแต่ไม่แตกแยก----    

นอกจากนี้ระบบการศึกษาแบบดั้งเดิมก็ถูกเปลี่ยนแปลง โดยการเข้ามาแทนที่ของระบบการศึกษาแบบใหม่  จากเดิมที่    ชีวิตในบ้าน กับ มัสยิด  กับ โรงเรียนปอเนาะ ในวิถีชีวิตวัฒนธรรมแบบมุสลิมนั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน [อาจเทียบได้กับ บ้าน  วัด  โรงเรียนที่มีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างแยกไม่ได้ในวัฒนธรรมไทยดั้งเดิม]  แต่การศึกษาแบบใหม่ของสังคมตะวันตก  กลับทำให้การศึกษากลายเป็นเรื่องทางโลก เป็นความรู้อีกชุดหนึ่งซึ่งแยกจากครอบครัว สังคม และวิถีชีวิตแบบเดิม

ในสยามประเทศเองก็มีความเปลี่ยนแปลงโดยเริ่มจากสมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยการออกพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่เพื่อจัดระเบียบแบบแผนการปกครองหัวเมืองต่างในสยาม โดยได้จัดให้ 3  จังหวัดชายแดนนั้นขึ้นกับมณฑลปัตตานี  และออกข้อบังคับสำหรับการปกครองบริเวณ 7 หัวเมืองภาคใต้ ให้อยู่ในกรอบของจารีตประเพณีสยาม อันเป็นการลดความสำคัญของศาสนา ผู้นำทางศาสนา  และประเพณี ที่มีอยู่เดิม     

สำหรับความเชื่อ ความรู้สึก หรือความเข้าใจนั้นไม่เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนวิธีการ แต่เป็นการถูกทำให้อยู่ภายใต้การปกครองของคนที่ไม่ใช่มุสลิม     

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6  ได้มีการประกาศใช้ พรบ.ประถมศึกษา เพื่อที่จะให้มีการศึกษาแบบเดียวกันทั่วทั้งประเทศ  ซึ่งเป็นการก้าวเข้าไปเปลี่ยนแปลงความเชื่อเกี่ยวกับการศึกษาที่เคยมีมาแต่เดิม และลดความสำคัญของการศึกษาแบบเดิมลงไป  คือ ปอเนาะกับมัสยิด ได้เริ่มถูกทำให้เป็นสถาบันที่อยู่ภายใต้รัฐไทย คือจากปอเนาะเริ่มเปลี่ยนไปเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามใช้หลักสูตรไทย สอนภาษาไทยมากขึ้น กลายเป็นปอเนาะที่อยู่ภายใต้รัฐไทย ซึ่งขัดกับความเชื่อและวิถีปฏิบัติของมุสลิม คือมัสยิดต้องสร้างโดยคนมุสลิม ไม่ใช่คนอื่นไปสร้างให้ปอเนาะก็เช่นเดียวกัน    

และสุดท้าย สิ่งที่จุดชนวนการต่อต้านภาครัฐก็คือเรื่องของภาษี อันเป็นผลสืบเนื่องมาจาก พรบ.การศึกษานี้เมื่อออกมาแล้ว รัฐบาลไม่มีเงินไปสนับสนุนจึงใช้วิธีการเรียกเก็บภาษีจากชาวบ้านเพิ่มขึ้นเพื่อสนับสนุนการศึกษาระดับประถมของท้องถิ่นโดยที่ชาวบ้านเองก็มิได้ต้องการใช้บริการโรงเรียนที่รัฐจัดให้เพราะโดยวัฒนธรรมแล้ว โรงเรียนปอเนาะต่างหากที่เป็นสถานที่ให้ความรู้แก่ลูกหลานของเขา    

ทั้งหมดนี้เราจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจความหมายของการเมืองของคนมลายูมุสลิม ที่มีความ สัมพันธ์กับความเชื่อ, ชีวิต, ศาสนา, และชุมชนด้วย ไม่ควรมองว่าเขาเป็นคนส่วนน้อย  แต่ควรมองว่าเขาก็เป็นพลเมืองคนหนึ่งในรัฐเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ทางความเชื่อ, วิถีชีวิต,  ศาสนา  และนี่ยังถือเป็นคำตอบต่อปัญหาที่ว่า  ทำไมเขาจึงต้องมี 2 สัญชาติ 2 พาสสปอร์ท  นอกเหนือจากเหตุผลทางการเมือง  และความสะดวกในด้านการประกอบอาชีพ  

********************************