GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

Dimostrazione สำหรับพ่อแม่และคุณครู

การพัฒนา (ลูก) ศิษย์ด้วยการหลัก Dimostrazione ของ Leonardo Davinci

 หลัก Dimostrazione

         ในหนังสือ  " How to think like Leonardo Davinci"   ที่ว่าด้วย  Dimostrazione  หลักปฏิบัติ  ข้อที่  2    ของ   Leonardo Davinci   นั้น  ได้กล่าวถึงการใช้หลัก  Dimostrazione สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง  และคุณครู โดยเขาได้ตั้งคำถามให้คิดว่า 

-  คุณจะเลี้ยงดูลูก หรือสอนศิษย์ให้เป็นคนที่รู้จักคิดด้วยตัวเขาเอง  ให้เขาได้เรียนรู้จากความผิดพลาด  และความพยายามในการเผชิญกับความยากลำบากได้อย่างไร ?

- สิ่งสำคัญหนึ่งในการอบรมเลี้ยงดูลูกหรือสอนศิษย์ของคุณ คือ  การเสริมสร้างความไว้วางใจในตนเองและความสามารถของตน

- คุณสามารถเสริมสร้างให้ลูกหรือศิษย์ของคุณมีความเชื่อมั่นโดยแนะนำให้เขาประสบความสำเร็จในการเรียนรู้

- แบ่งงานหนักๆ  ยากๆ  ให้ออกเป็นงานเล็กๆ  ง่ายๆ  เพื่อให้ลูกหรือศิษย์ได้พบกับความสำเร็จเล็กๆ  น้อยๆ  หลายๆ  ครั้ง (เป็น series)  ดีกว่าที่จะให้เขาประสบความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่เพียงครั้งเดียว

- ไม่มีอะไรที่จะสร้างความเชื่อมั่นในตนเองของลูกหรือศิษย์ได้ดีเท่ากับการให้ความรักโดยไม่มีเงื่อนไข

- ให้ลูกหรือศิษย์ของคุณได้รู้ว่า  คุณรักเขาในสิ่งที่เขาเป็นอยู่มากกว่าที่เขากระทำ

- เพิ่มเติมความรักที่ไม่มีเงื่อนไขพร้อมกับสนับสนุนเขาอย่างกระตือรือร้น

- ปลอบประโลมลูกหรือศิษย์ของคุณด้วยวลี เช่น  ลูก/นักเรียนสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ลูกตั้งใจไว้ได้  พ่อแม่/ครูเชื่อมั่นในตัวลูก/นักเรียน  และ  พ่อแม่/ครูรู้ว่า ลูกสามารถทำมันได้

- นำความผิดพลาดมาเป็นโอกาสในการเรียนรู้  เมื่อลูกหรือศิษย์ของคุณทำอะไรล้มเหลว

- ให้ feedback กับลูกหรือศิษย์ของคุณด้วยความนุ่มนวล ตามความเป็นจริง และให้กำลังใจหรือสนับสนุนเขาอย่างกระตือรือร้น

- ปัญหาอย่างหนึ่งในการศึกษาเกี่ยวกับ  การยอมรับนับถือตัวเอง  (self-esteem) คือ มันทำให้เกิดความสับสนระหว่างความรักแบบไม่มีเงื่อนไขกับการให้ feedback กับลูกหรือศิษย์ของคุณด้วยความไม่ตรงกับความเป็นจริง

- ให้บอกลูกหรือศิษย์ของคุณถึงการกระทำที่เป็นผลดีหรือถูกต้อง ถ้ามันไม่ทำให้การยอมรับนับถือตัวเองของลูกหรือศิษย์ลดน้อยลงหรือด้อยค่าลงไป

- การให้ feedback กับลูกหรือศิษย์ของคุณตามความเป็นจริง  จะทำให้ลูกหรือศิษย์ของคุณอยู่ในสภาพความเป็นจริงและสื่อสารให้เห็นถึงการเอาใจใส่ของคุณที่มีต่อความสามารถในการเรียนรู้ของเขา

         พ่อแม่ผู้ปกครองและคุณครูสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้นะคะ 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 53285
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 3
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (3)

เปิดใจ "สาวยาโออิ"   
เปิดใจ"สาวยาโออิ"
คลั่งไคล้การ์ตูนเกย์                                               ข่าวสด วันที่ 5 ตุลาคม  2549
จากงานวิจัยเรื่อง "ยาโออิ (YAOI) วัฒนธรรมและการเมืองเรื่องเพศในการ์ตูนเกย์ญี่ปุ่น" โดยน.ส.ญาณาธร เจียรรัตนกุล นิสิตสหสาขาวิชาเพศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงถึงภาพวัยรุ่นหญิงกลุ่มหนึ่งในสังคมไทยที่ชื่นชอบการ์ตูนความสัมพันธ์ของผู้ชายกับผู้ชาย เข้ามาแพร่หลายในไทยไม่ต่ำกว่า 15 ปี และในช่วง 3-4 ปีนี้เป็นที่แพร่หลายหาซื้อง่ายขึ้น
งานชิ้นนี้วิเคราะห์เบื้องหลังความชื่นชอบของผู้อ่านหญิงว่าสะท้อนการต่อสู้ทางวัฒนธรรมและการเมืองเรื่องเพศ ในสังคมปิตาธิปไตยที่ชายเป็นใหญ่
พรรัตน์ วชิราชัย จากสำนักข่าวครอบครัว เขียนบทความเสริมในประเด็นนี้โดยพูดคุยกับแฟนการ์ตูนแนวนี้โดยตรง
ผู้อ่านเรียกตัวเองว่าสาว Y มาจากคำว่า ยาโออิ ซึ่งหมายถึงรสนิยมชื่นชมชายรักชาย เธอกล่าวว่า ผู้อ่านการ์ตูนแนวนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงในช่วงวัยรุ่นถึงวัยทำงานและมักเป็นผู้หญิงที่เรียนหรือเคยเรียนในโรงเรียนหญิงล้วน




สำหรับคนรุ่นตายาย พระเอกหนุ่มที่ได้รับความนิยมเป็นหนุ่มหล่อกล้ามโตอย่างสมบัติ เมทะนี หรือมาดเข้มแบบไพโรจน์ สังวริบุตร แต่ผู้ชายในอุดมคติของเด็กสาวสมัยนี้ก็คงไม่พ้นหนุ่มๆ ดารานักร้องที่หน้าตาสะอาดสอ้าน ถ้าเป็นหนุ่มเอเชียต้องหน้าใส ขาว และหวาน รูปร่างบอบบางมีเสน่ห์ ถ้าเป็นนักดนตรีต้องแสดงดนตรีได้จัดจ้านถึงใจ ปลดปล่อยพลังหนุ่มบนเวทีกับเพื่อนร่วมวงอย่างลึกซึ้งรุนแรงด้วยบทเพลง หรือทำอะไรที่ดูกุ๊กกิ๊กเหมาะกับหน้าตา ซึ่งพระเอกของการ์ตูนแนวนี้จะมีบุคลิกดังกล่าว

เมื่อถามถึงจินตนาการถึงความรักซึ่งไม่ใช่ชายรักหญิง แต่เป็นชายรักชาย เด็กสาวกล่าวว่า พวกที่อ่านหนังสือแนวนี้จะชอบผู้ชายในโลกอุดมคติ อุดมคติแนวนี้ไม่มีนางเอกคนไหนมาช่วงชิงพระเอกในดวงใจไปได้ ยกเว้นพระเอกด้วยกันเอง ครั้นหนุ่มหล่อหน้าสวยสองคนมาเจอกัน อะไรๆ ก็ดูดีไปหมด
นอกจากนี้ ยังเป็นเรื่องความอยากรู้อยากเห็น และแทนที่จะจินตนาการในฐานะที่เธอเป็นนางเอกคนนั้น กลับกลายเป็นว่าจินตนาการเป็นผู้ชายอีกคน ระยะห่างระหว่างเพศนี่เองที่ทำให้เธอสามารถเสพและเขียนถึงมันได้อย่างไม่เก้อเขินนัก อยากรู้อยากเห็นในเรื่องเพศได้อย่างไม่อายแก่ใจ รวมทั้งมีความรู้สึกทางเพศอย่างไม่ผิดบาป


แฟนการ์ตูนยาโออิกล่าวด้วยว่า ทุกวันนี้โลกอินเตอร์เน็ตถือได้ว่าเป็นโลกของสาว Y ทั้งนี้ เนื่องจากนโยบายของรัฐกวาดล้างสื่อเหล่านี้เกือบเรียบ เพราะคิดว่ามันเป็นสื่อลามกอนาจารทั้งหมด อีกทั้งคนภายนอกส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจในเรื่องนี้มากนัก แม้แต่เพื่อนเกย์เองยังไม่เข้าใจและรู้สึกอึดอัดเมื่อมีผู้หญิงมาคอยจับตามองความรักของพวกเขา นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเธอปิดตัวและไม่ยินดีนักหากเรื่องนี้ต้องออกไปสู่สาธารณะอย่างมีอคติ

"หลายครั้งเวลาสื่อไปสื่อเรื่องสาว Y มักกลายเป็นว่าการ์ตูนและหนังสือเหล่านี้เป็นของเถื่อน ลามก หยาบคาย ผู้หญิงพวกนี้จิตไม่ปกติ พ่อแม่ควรต้องกวดขันอย่างหนัก ทั้งๆ ที่การอ่านเรื่องเหล่านี้ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม ทุกครั้งที่มีการกวาดล้างหนังสือ ไม่เคยมีการนำไปสู่การจัดเรตติ้งสื่ออย่างจริงจัง ทุกครั้งเราก็แค่รอให้ตำรวจหรือกระทรวงวัฒนธรรมเหนื่อยจึงได้อ่าน พอสื่อเอาเรื่องนี้มานำเสนออีกก็กลับเข้าสู่วังวนเดิม"

ในตอนท้าย สาวยาโออิกล่าวว่า จากการที่อยู่ในวงการมานาน สิ่งที่ประหลาดใจคือความหลากหลายของเพศในกลุ่มผู้อ่านและผู้เขียน มีเพื่อนกะเทยจำนวนหนึ่งที่ชื่นชอบอ่านนิยาย Y จนเรียกได้ว่ารักจนหัวปักหัวปำ และนิยายแนวนี้แต่งโดยผู้หญิง มีเนื้อหาเกี่ยวกับกะเทยที่รักและปกป้องผู้ชายคนหนึ่ง จนวันหนึ่งเปลี่ยนจากผู้ถูกปกป้องเป็นผู้ปกป้อง ขณะเดียวกันมีนิยายและการ์ตูนยาโออิที่แต่งโดยนักเขียนชาย และแฟนการ์ตูนหญิงที่แต่งงานกับผู้ชายตามปกติ แต่ยังชอบการ์ตูนแนวนี้อยู่
กระท่อมน้อยชวนคุย http://www.iamchild.org/prsection/doc/tom05.htm

เล่านิทานกันดีกว่า อย่าปล่อยให้ลูกติดทีวี

สวัสดีครับ กระท่อมน้อยชวนคุย พอดีได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เห็นว่าน่าสนใจสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองที่กำลังหนักอกหนักใจกับลูกที่ติดทีวีหรือไม่มีเวลาให้กับลูก ชื่อเรื่อง “10 เรื่อง เลี้ยงลูกยอดฮิตพิชิตได้”ของโครงการพัฒนาคลินิคสุขภาพเด็กดี หน่วย PCU กทม. เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพ พัฒนาการ และพฤติกรรมของเด็กวัย 0-5 ปี จึงขออนุญาตินำเรื่อดีๆมาลงให้อ่านสักหนึ่งเรื่อง คือ“เล่านิทานกันดีกว่า อย่าปล่อยให้ลูกติดทีวี” โดย พ.ญ.สุดา เย็นบำรุง

เด็กเล็ก...

  • สมองกำลังเจริญเติบโตอย่างมากที่สุด
  • กำลังเรียนรู้ภาษ..กำลังจำ...กำลังหัดพูด..
  • กำลังอยากรูอยากเห็น 
  • เด็กเรียนรู้จากการเลียนแบบมาก

เด็กเล็กต้องการอะไร...

  • ความรัก ความผูกพัน เวลาใกล้ชิดเอาใจใส่กับพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู
  • ต้องการคนเป็นแม่แบบพูดคุย ถ่ายทอดภาษาแนวคิด กระตุ้นจินตนาการผ่านการเล่นด้วยกัน เล่านิทาน อ่านหนังสือให้ฟัง
  • ต้องการเวลาเล่นเคลื่อนไหวออกกำลังกาย

เล่านิทานดีกว่า.....

ถ่ายทอดภาษาแนวคิด จริยธรรม การเรียนรู้ ส่งเสริมจินตนาการ สร้างความรักความผูกพัน ปูพื้นฐานการเรียนรู้... นิทานหนึ่งเล่มทำได้ตั้งหลายอย่างเชียวนะ...

เล่านิทาน…

  • ที่ไหนก็ได้...บนตักก็ดี
  • เมื่อไหร่ก็ได้...เท่าไหร่ก็ได้...ดูภาพคุยกันก็ได้...ชีวิตวัยเด็กของพ่อก็ได้...เล่าเรื่องหมาที่บ้านก็ได้... อย่างสนุกสนาน...รู้จัก...รู้ใจ...ไปตามวัย...ไปตามลูก
    โลกยุคใหม่....ทีวี คอมพิวเตอร์ เต็มไปหมด
    ทีวีมีอิทธิพลอย่างมากต่อแนวคิดและพฤติกรรมเด็ก ทีวีแย่งเวลา ความสนใจที่เด็กจะ...
  • สร้างความผูกพันกับครอบครัวและเพื่อน
  • เรียนรู้ภาษา อ่านหนังสือ
  • ออกกำลังกาย
    ทีวี...มีความรุนแรง ยิงกัน ฆ่ากัน โฆษณาขายของ ขายอาหาร ขนมมาก...ลูกเป็นโรคอ้วน...ลูกก้าวร้าวได้

ทำอย่างไรดี... เวลาอยู่กับลูกก็มีน้อย...ฉลาดดู...รู้ทัน...

  • จำกัดเวลาในการดูทีวี เด็กอายุน้อยกว่าสองขวบพึงหลีกเลี่ยงทีวี เด็กอายุมากกว่าสองขวบไม่ควรดูทีวีเกินกว่าสองชั่วโมง/วัน
  • คัดกรอง เลือกรายการที่ลูกจะดู รายการดีๆ ก็มี
  • ดูทีวีกับลูก ใช้รายการทีวีเป็นตัวนำคุย...เรียนรู้ด้วยกัน...
     

พยายามให้ทีวีอยู่บริเวณที่พ่อแม่ติดตามได้ หลีกเลี่ยงทีวีในห้องนอนลูก ปิดทีวีกันบ้าง พ่อแม่เล่นกับลูกกันดีกว่า
ครอบครัว พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู...ดีที่สุดเสมอ... สำหรับลูกอย่าฝึกให้ลูกติดทีวีตั้งแต่เด็ก ดูทีวี...ไม่เพิ่มสมาธิ
อ่านนิทานให้ลูกฟังวันละห้านาที ลูกสมองดีตลอดชีวิต เริ่มตั้งแต่ตอนนี้เลย...ยิ่งเล็ก ยิ่งดี

สวัสดีค่ะได้อ่านบทความนี้ก็ขอร่วมแสงความคิดเห็นด้วย

   ปัญหาเด็กในปัจจุบันไม่เพียงสื่อทางทีวี เกมทคอมฯเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มอมเมาเด็กมาก ผู้เขียนมีลูกศิษย์ที่เกมมาก ทั้งที่เป็นเด็กฉลาดก่อผต่อเด็ก...

*  ผลการเรียนไม่ดี 
*  ก้าวร้าว
*  ลักขโมย  (พ่อแม่ยากจนไม่มีเงินเพียงพอกับต้องการของเด็ก)
  ฯลฯ