บริโภค
ไขมันทรานส์ เสี่ยงเป็นโรคหัวใจสูงกว่าปกติ
3 เท่า
ไขมันทรานส์ เป็นไขมันที่พบได้จากกระบวนการแปรสภาพไขมันอิ่มตัวให้กลายเป็นไขมันอิ่มตัวสูง
โดย การเติมไฮโดรเจน (Hydrogenation) ทำให้น้ำมันที่อยู่ในสภาพของเหลวเปลี่ยนเป็นไขมันที่มีสภาพแข็งขึ้นหรือเป็นของกึ่งเหลว พบในอุตสาหกรรมการผลิตเนยเทียม เนยขาวน้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน
เนื่องจากคนเราไม่สามารถสร้างกรดไขมันทรานส์ได้ ดังนั้นปริมาณของกรดไขมันทรานส์ที่ตรวจพบในเซลล์เม็ดเลือดแดงจึงเป็นตัวดัชนีที่ดีมากสำหรับใช้ตรวจสอบปริมาณกรดไขมันทรานส์ที่รับประทานเข้าไปในร่างกาย
ศูนย์วิจัยเนสท์เล่ สวิตเซอร์แลนด์ แสดงผลการศึกษาวิจัยของ แฟรงค์ ฮูรองศาสตราจารย์ด้านโภชนาการและระบาดวิทยา และ คิ ซันผู้ช่วยนักวิจัยที่คณะสาธารณสุขศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างกรดไขมันทรานส์กับการเกิดโรคหัวใจโดยพบว่าผู้หญิงที่มีระดับของไขมันทรานส์ในเลือดสูงที่สุดมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับคนที่มีระดับไขมันทรานส์ในเลือดต่ำสุด
การศึกษาวิจัยชิ้นนี้ ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติโดยทำการเก็บตัวอย่างเลือดในปี ค.ศ. 1989 และ 1990 จากอาสาสมัครจำนวน 32,826 คน จากโครงการบริกแฮมและโครงการศึกษาสุขภาพของพยาบาลในโรงพยาบาลหญิงทำการติดตามผลเป็นระยะเวลา 6 ปีพบว่ามีจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจจำนวน 166 ราย
ผลทางคลินิก แสดงให้เห็นว่ากรดไขมันทรานส์ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) เพิ่มขึ้น และระดับคอเลสเตอรอล ชนิดดี (HDL) ลดลงซึ่งให้ผลเช่นเดียวกับกรดไขมันอิ่มตัวหลังจากปรับปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่นอายุ การสูบบุหรี่ การบริโภคอาหาร และการใช้ชีวิต
คณะผู้วิจัยพบว่า ระดับกรดไขมันทรานส์ในเลือดที่สูงขึ้นมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้นโดยกลุ่มผู้หญิงที่มีปริมาณกรดไขมันทรานส์ในเม็ดเลือดแดงสูงจะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจเป็น 3 เท่าของผู้หญิงที่มีกรดไขมันทรานส์ในเม็ดเลือดต่ำ
จากหลักฐานผลงานวิจัยต่าง ๆ ส่งผลให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐต่างตื่นตัวในเรื่องสุขภาพเป็นอย่างมากโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐได้กำหนดให้อาหารที่มีปริมาณไขมันทรานส์เกิน 0.8 กรัมต่อการบริโภค 1 ครั้งและอาหารที่มีปริมาณไขมันทรานส์รวมกับไขมันอิ่มตัวเกิน 4 กรัมต่อการบริโภค 1 ครั้ง ต้องระบุปริมาณไขมันไว้ในฉลากโภชนาการ
นอกจากนี้ยังได้มีความพยายามในการที่จะปรับการนำไขมันทรานส์มาใช้กับอาหารให้น้อยลง หรือไม่ใช้เลย โดยเฉพาะในร้านอาหารภัตตาคาร ตลอดจนผู้ประกอบการด้านอาหารรวมถึงการรณรงค์ให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญของการลดหรือเลิกบริโภคไขมันชนิดนี้ด้วย
สำหรับประเทศไทย ถึงแม้จะยังไม่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องระบุปริมาณไขมันทรานส์บนฉลากโภชนาการ แต่การติดฉลากระบุปริมาณไขมันทรานส์ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพได้ดีขึ้น
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ
ควรเพิ่มการรณรงค์ให้ประชาชนเกิดความตระหนักในการอ่านฉลากโภชนาการก่อนเลือกซื้ออาหารสำเร็จรูปทุกครั้งเพื่อความมั่นใจว่าปริมาณไขมันทรานส์และไขมัน ชนิดอื่น ๆที่จะรับประทานไม่สูงเกินปริมาณแนะนำในฐานะผู้บริโภคควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันทรานส์สูง เช่น มาการีนหรือเนยเทียม เนยขาวและ น้ำมันที่มีการทอดซ้ำจนเริ่มหนืด
และควรลดอาหารที่มีความเสี่ยงรองลงมาเช่น
ไก่ทอด คุกกี้ เวเฟอร์ ขนมปัง มันฝรั่งทอด และขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ ด้วย
หากเลี่ยงไม่ได้ก็ควรเลือกทานในปริมาณน้อย และไม่กินซ้ำบ่อย ๆ หรือใน 1 วันควรรับประทานอาหารประเภททอด ผัด หรืออาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันไม่เกิน 1 มื้อ เช่น โดนัท ไม่ควรกินเกิน 1 ชิ้นต่อ 1 วัน อีกทั้งไม่ควรกินซ้ำ ๆบ่อย ๆ หรือทุกวัน
( ขอบคุณไขมันทรานส์เสี่ยงเป็นโรคหัวใจ ฯจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ )
พอจะหลีกเลี่ยงได้ไหม พอจะสังเกตได้ไหมว่าในเมืองไทยเรามีมากเหลือเกิน อาหารที่มีไขมันทรานส์ แต่กับขายดิบขายดีไม่มีใครห้าม หรือผู้ผลิตไม่ทราบว่า เมื่อสำเร็จเป็นอาหารวางขายนั้นมีไขมันทรานส์ ทรานส์ที่อยู่ในอาหารนั้นเข้าไปสะสมในร่างกายของผู้ซื้อทุกๆวันที่เขาซื้อกินนั้น ทำให้เขาเป็นโรคได้ ผู้ผลิตมีความรู้สึกผิดบ้างไหมเพราะมีบางอย่างบางยี่ห้อ ที่เขารู้แน่ว่าเกิดทรานส์แน่นอน เขาจะบาปไหมนะ ทำให้คนเป็นโรค สังเกตคิดไปก็เท่านั้นหรือเปล่าแล้วคิดทำไม จะไม่ให้คิดได้อย่างไรก็สินค้าอาหารที่มีทรานส์นั้น โฆษณาขายกันหลายสื่อ โดยเฉพาะโทรทัศน์ ชวนเชิญซื้อกันอย่างจริงจัง แล้วเด็กๆหรือผู้ใหญ่จะอดใจไหวหรือ ก็มันน่ากิน อร่อยนี่ แล้วใครจะห้ามได้
บางอย่างตื่นเช้ามาก็ซื้อแล้ว อาหารที่หาง่ายราคาไม่แพง ฝากสักนิดดูน้ำมันสักหน่อยนะคะ
ด้วยความปรารถนาดี กานดา แสนมณี
สวัสดีครับ เป็นความรู้ที่ดีมาก ๆ ครับ
น้ำมันทอดซ้ำมีอันตรายมากนะครับ...ทางสาธารณสุขเน้นประเด็นนี้เช่นกันครับ...
ภัยที่แฝงเร้น มากมายในอาหาร ณ ปัจจุบัน
ความฉลาด ของการผลิต เพื่อผลกำไร
อีกมายที่กล่าวไม่จบ นะค่ะพี่ดา
ขอบคุณนะคะ :)
เป็นสาระที่ดีสำหรับการดูแลสุขภาพมากค่ะ พี่ดาคือผู้ดูแลสุขภาพชาวG2K เลยแหละค่ะ
การได้นำความรู้ไปอธิบายให้ประชาชนได้รับทราบอย่างตั้งใจนั้นสำคัญค่ะ
เพราะบางทีเจ้าหน้าที่ก็ขาดตรงนี้ไป
ชาวบ้านไม่รู้ซึ้งว่าทำไมก็เลยแอบใช้กันต่อไป
โดยเฉพาะน้ำมันทอดซ้ำ
ขอบคุณนะคะจะหาโอกาสพูดคุยกับชาวบ้านอย่างลึกซึ้งต่อไปค่ะ
ชีวิตคนปัจจุบัน..ตกอยู่ในห้วงแห่งการจัด สรรค์..ความสดวกสบายกอบโกย..ผลกำไร..ชีวิตจึงตกเป็นทาสแห่งความประมาทไม่มีแม้แต่เวลาจะคิดและไตร่ตรอง..(บนหีบห่อ..อาหารแม้จะมีคำอธิบาย..ก็เล็กเสียจนมองไม่เห็น..และสามารถใช้สิ่งเป็นพิษปนเปื้อนไป..ตามกฏที่กำหนด..เป็นเรื่องแปลกแต่จริง..ลองสังเกตุดู..)...ยายธี
ขอบคุณที่นำมาแบ่งปันค่ะ
หนีอาหารทอดๆมันๆมาหลายปีแล้ว....คิดเสียว่าอร่อยอยู่แค่ปลายลิ้นชิมรส...เข้าง่ายแต่ขจัดออกยากมาก...งดเสียดีกว่าค่ะ...
ด้วยวิถีชีวิตที่รีบเร่ง บางครั้งก็ไม่ได้นึกคิดอะไร
บันทึกนี้ทำให้รู้ว่า เป็นการใช้ชีวิตที่ประมาทโดยแท้....