วัดพังยาง
ที่ตั้ง
ตำบลพังยาง อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา
พิกัดแผนที่
เส้นรุ้ง๐๗ องศา ๑๗ ลิปดา ๐๖ฟิลิปดา เหนือ เส้นแวง ๑๐๐ องศา ๓๐ ลิปดา ๐๖ฟิลิปดา ตะวันออก
พิกัดกริด
47 - 666118E, 0805221N
ประวัติความเป็นมา
วัดพังยางปรากฏชื่อในแผนที่ภาพกัลปนาวัดหัวเมืองพัทลุง[1]ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยอยุธยา ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. ๒๑๙๙–๒๒๓๑) ปรากฏชื่อว่า“วัดพังยางตีนท่า” และ “วัดพังยางขุนคลองพลสาร” และเมื่อพิจารณาหลักฐานจากภาพในแผนที่แล้ว จะเห็นได้ว่าวัดพังยางในปัจจุบันน่าจะเป็นวัดพังยางขุนคลองพลสารมากกว่า เนื่องจากภาพเจดีย์ตรงกับภาพในพระกัลปนาวัด
วัดพังยางได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อพ.ศ. ๒๕๐๑จากรูปแบบศิลปกรรมยืนยันว่า ณ ที่นี้เคยเป็นวัดสำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยาและวัดแห่งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนโบราณคูน้ำคันดินที่เรียกว่า “ชุมชนโบราณพังยาง”
สิ่งสำคัญ
เจดีย์ตั้งอยู่หน้าวิหาร ๒ องค์ เป็นเจดีย์ก่อด้วยอิฐถือปูน ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงระฆังตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างยาวประมาณ ๔เมตร ปัจจุบันปูนปั้นฉาบผิวหลุดกะเทาะจนเกือบหมด
การกำหนดอายุสมัย
พุทธศตวรรษที่ ๒๓ - พุทธศตวรรษที่ ๒๔
การประกาศขึ้นทะเบียน
กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานวัดพังยาง ในราชกิจจานุเบกษา(ฉบับพิเศษ)เล่ม ๑๐๒ ตอนที่ ๑๘๐ วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๒๘หน้า ๑๓๒พื้นที่โบราณสถานประมาณ ๒ งาน ๑๖ ตารางวา
ประวัติการอนุรักษ์
รายละเอียดของการอนุรักษ์โบราณสถาน
พ.ศ. ๒๕๒๘ กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน (วัดพังยาง)
วัดเจดีย์งาม
ที่ตั้ง
ตำบลบ่อตรุ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา
พิกัดแผนที่
เส้นรุ้ง๐๗ องศา ๓๗ ลิปดา ๔๐ ฟิลิปดา เหนือเส้นแวง๑๐๐ องศา ๒๓ ลิปดา ๓๓ ฟิลิปดา ตะวันออก
พิกัดกริด
47 - 653938E , 0844929 N
ประวัติความเป็นมา
วัดเจดีย์งามปรากฏในแผนที่ภาพกัลปนาวัดหัวเมืองพัทลุงในสมัยอยุธยา
เรียกชื่อวัดแห่งนี้ว่า
“วัดพระไจดีงาม”เป็นวัดที่ขึ้นกับวัดเขียนบางแก้ว
คณะป่าแก้ว เมืองพัทลุง[2]แต่เมื่อพิจารณาจากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบภายในวัด
สันนิษฐานว่าวัดเจดีย์งามหรือวัดพระเจดีย์งาม
น่าจะถูกสร้างขึ้นในสมัยศรีวิชัยและมีการบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมาจนถึงสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์
สิ่งสำคัญ
ทะเบียนโบราณวัตถุสถานทั่วราชอาณาจักรบันทึกสิ่งสำคัญภายในวัดไว้ว่ามีเจดีย์
๑ องค์
มีพระพุทธรูปก่อล้อมรอบเจดีย์ เจดีย์ก่อด้วยอิฐถือปูนสูงแต่พื้นดินตลอดยาวประมาณ
๑๘ วา ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยม กว้างด้านละ ๗ วา[3]
สภาพปัจจุบันของวัดเจดีย์งามมีสิ่งสำคัญ ดังนี้
๑. เจดีย์พระมหาธาตุเป็นเจดีย์ที่ก่อด้วยอิฐปะการังทั้งองค์เรียงอิฐแบบไม่สอปูนและไม่มีระบบ
ฐานเจดีย์มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง ๘.๒๐ เมตร ยาว ๑๒.๒๐ เมตร สูง ๒๐
เมตร[4]
๒. วิหารพระโพธิสัตว์ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเจดีย์พระมหาธาตุ ฐานเดิมก่อด้วยอิฐดินเผาและอิฐปะการัง ตามหนังสือกัลปนาวัดหัวเมืองพัทลุงสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถแห่งกรุงศรีอยุธยาระบุว่า พระมหาเถระได้สร้างวิหารขึ้นที่เรียกว่าวัดเจดีย์งาม ภายในวิหารพระโพธิสัตว์ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ ชาวบ้านเรียกกันว่า “พระโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตไตรย”[5]
การกำหนดอายุสมัย
สมัยศรีวิชัย-สมัยอยุธยา
การประกาศขึ้นทะเบียน
กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานวัดเจดีย์งาม ในราชกิจจานุเบกษาเล่ม๕๒ ตอนที่๗๕ วันที่ ๘มีนาคม ๒๔๗๘หน้า ๓๗๑๕
ประกาศขอบเขตโบราณสถานวัดเจดีย์งามเพิ่มเติม ในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๐๒ ตอนที่ ๓๑ วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๒๘ หน้า ๑๒๐๘ พื้นที่โบราณสถานประมาณ ๓ งาน ๒๒ ตารางวา
ประวัติการอนุรักษ์
รายละเอียดของการอนุรักษ์โบราณสถาน
พ.ศ. ๒๔๗๘ กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน (วัดเจดีย์งาม)
พ.ศ. ๒๕๒๘ กรมศิลปากรประกาศขอบเขตโบราณสถานเพิ่มเติม
พ.ศ. ๒๕๕๓ กรมศิลปากรดำเนินการบูรณะเจดีย์ ตามโครงการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา
วัดสีหยัง
ที่ตั้ง
ตำบลบ่อตรุ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา
พิกัดแผนที่
เส้นรุ้ง๐๗ องศา ๓๗ลิปดา ๕๘ ฟิลิปดา เหนือเส้นแวง๑๐๐ องศา ๒๓ ลิปดา ๓๕ ฟิลิปดา ตะวันออก
พิกัดกริด
47 - 654010E, 0843638 N
ประวัติความเป็นมา
วัดสีหยังเป็นพุทธสถานของชุมชนสมัยประวัติศาสตร์รัฐโบราณที่มีร่องรอยว่าเป็นชุมชนคูน้ำคันดินในสมัยนั้น ต่อมาได้กลายเป็นวัดสำคัญในสมัยอยุธยา เดิมวัดสีหยังล้อมรอบด้วยคูเมืองทั้งสี่ด้าน แต่สภาพปัจจุบันคงเหลือร่องรอยคูเมืองไว้เพียงบางส่วน มีคูเมืองด้านทิศใต้และด้านทิศตะวันออกที่อยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์
คูเมืองด้านทิศเหนือ มีร่องรอยคูเมืองกว้างประมาณ ๓๐ เมตร และมีวัชพืชน้ำขึ้นปกคลุมอยู่ทั่วไป
คูเมืองด้านทิศตะวันออกอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ มีวัชพืชขึ้นปกคลุมบ้างเล็กน้อย ขนาดคูเมืองกว้างประมาณ๓๐ เมตร ยาว ๓๕๐ เมตร แต่ไม่ปรากฏคันดินชัดเจน
คูเมืองด้านทิศใต้อยู่ติดด้านหลังอาคารโรงเรียนวัดสีหยังขนาดคูเมืองกว้างประมาณ ๓๐ เมตรมีคันดินสูงประมาณ ๒-๓ เมตร และคงเหลือคูเมืองด้านทิศนี้อยู่ประมาณ ๔๐ เมตรปัจจุบันมีการก่อสร้างอาคารศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชนเทศบาลตำบลบ่อตรุ
คูเมืองด้านทิศตะวันตกปัจจุบันมีทางหลวงสาย ๔๐๘ สงขลา-ระโนด ตัดผ่านไปตามแนวเหนือ-ใต้ จึงทำให้แนวคูเมืองบางส่วนถูกตัดออกและส่วนที่เหลือถูกถมปรับในบางส่วน
บริเวณด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของมุมคูเมือง
ปรากฏสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้างประมาณ
๔๐ เมตร ยาว ๖๐ เมตร
สิ่งสำคัญ
ปรากฏชื่อวัดสีหยังในแผนที่ภาพและกัลปนาวัดว่า “วัดสีกุหยัง”ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในพ.ศ. ๒๓๒๐ โบราณสถานภายในวัดสีหยังนั้น ปรากฏโบราณสถานตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖เป็นต้นมา นอกจากนี้ยังพบโบราณสถานที่อยู่ในสมัยรัตนโกสินทร์อีกด้วย
๑. ซากฐานเจดีย์มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยม
มีเสาติดผนังมีบันไดทางขึ้นอยู่ทางด้านหน้าเพียงด้านเดียว เป็นหลักฐานรูปแบบสถาปัตยกรรมของชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ของภาคใต้ที่หลงเหลืออยู่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีร่องรอยการก่ออิฐถือปูน ปูนที่ใช้ในการก่อสร้างเป็นปูนที่ผสมปะการังฐานเจดีย์มีขนาดกว้าง๗.๖๓
เมตร ยาว ๗.๗๖ เมตร ฐานสูงประมาณ ๑.๘๖ เมตร มีบันไดทางขึ้นด้านทิศเหนือ
อิฐที่ใช้ก่อ
มีขนาดกว้าง ๑๖ เซนติเมตร ยาว ๓๒เซนติเมตร หนา ๖ เซนติเมตร[6]นอกจากนี้
บริเวณฐานเจดีย์ยังสำรวจพบเศษภาชนะดินเผาแบบเนื้อดิน
ภาชนะเคลือบและกระปุกเคลือบด้านขนาดเล็กด้วย[7]
๒. อุโบสถเก่า
ก่ออิฐถือปูน ตั้งอยู่บนฐานปัทม์ที่สูง มีประตูทางเข้าด้านหน้าเพียงด้านเดียว
เจาะช่องหน้าต่างด้านละ ๒ช่อง บริเวณเหนือหน้าต่างมีลายปูนปั้นเป็นวงโค้ง บริเวณหน้าบันเป็นรูปลายก้านขดสี่วง
รูปรามสูรขว้างขวาน และเมขลาล่อแก้ว มีใบเสมาคู่บนฐานก่ออิฐสูงล้อมรอบอุโบสถ
๓. ศาลาไม้หรือวิหารโถงไม้
ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของฐานเจดีย์ หลังคาทรงปั้นหยา มุงด้วยกระเบื้องดินเผา
ยอดหลังคาประดับด้วยรูปครุฑและพญานาคด้วยลักษณะสถาปัตยกรรมของวัดแห่งนี้
นับได้ว่าเป็นวัดที่แสดงรูปแบบสถาปัตยกรรมท้องถิ่นผสมผสานกับรูปแบบศิลปกรรมที่เป็นแบบนิยม
ในสมัยรัตนโกสินทร์ได้เป็นอย่างดี
การกำหนดอายุสมัย
พุทธศตวรรษที่๑๖ - พุทธศตวรรษที่ ๒๕
การประกาศขึ้นทะเบียน
กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานวัดสีหยัง ในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๐๒ ตอนที่ ๑๘๐ วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๒๘ หน้า ๑๒๗ พื้นที่โบราณสถานประมาณ ๒ งาน ๘๕ ตารางวา
ประกาศขอบเขตโบราณสถานวัดสีหยังเพิ่มเติม ในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๔๔ ตอนพิเศษ ๘๑ ง วันที่ ๑๕ กันยายน๒๕๔๐หน้า ๖พื้นที่โบราณสถาน ก. ประมาณ ๒ งาน ๘๕ ตารางวาพื้นที่โบราณสถาน ข. ประมาณ ๑ ไร่ ๕๑ ตารางวาพื้นที่โบราณสถานรวมประมาณ ๑ ไร่ ๓ งาน ๓๖ ตารางวา
ประวัติการอนุรักษ์
รายละเอียดของการอนุรักษ์โบราณสถาน
พ.ศ. ๒๕๒๘กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน (วัดสีหยัง)
พ.ศ. ๒๕๕๑ กรมศิลปากรดำเนินการบูรณะอุโบสถ ตามโครงการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา
[1] ชัยวุฒิ พิยะกุล, “วัดพังยาง” ใน สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ เล่ม ๑๑ (กรุงเทพฯ : ธนาคารไทยพาณิชย์, ๒๕๔๒), ๕๓๔๘.
[2] ชัยวุฒิ พิยะกุล, “วัดเจดีย์งาม” ใน สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ เล่ม ๔ (กรุงเทพฯ : ธนาคารไทยพาณิชย์, ๒๕๔๒), ๑๗๓๑.
[3] กรมศิลปากร, ทะเบียนโบราณวัตถุสถานทั่วราชอาณาจักร (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาพระสุเมรุ, ๒๕๑๖), ๕๓๗.
[4] ชัยวุฒิ พิยะกุล, “วัดเจดีย์งาม” ใน สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ เล่ม ๔, ๑๗๓๑.
[5]เรื่องเดียวกัน.
[6] ชัยวุฒิ พิยะกุล, “วัดสีหยัง” ใน สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้เล่มที่ ๑๖ (กรุงเทพฯ : ธนาคารไทยพาณิชย์, ๒๕๔๒), ๘๐๔๒.
[7] กรมศิลปากร, รายงานวิชาการเรื่องการศึกษาสภาพแวดล้อมแหล่งขุดค้นโบราณคดีสทิงพระและการสำรวจแหล่งโบราณคดีข้างเคียง (กรุงเทพฯ : กองโบราณคดี กรมศิลปากร, ๒๕๒๒), ๕๗ - ๕๘.