มกดกความหลากหลายทางวัฒนธรรมใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ชาวไทยเชื้อสายจีน

การเข้ามาสู่ภาคใต้ของคนจีน มีสาเหตุแตกต่างกันในแต่ละยุคสมัย การที่ภาคใต้ของประเทศไทย ตั้งอยู่ระหว่างอารยธรรมจีนและอินเดีย ซึ่งอยู่ในเส้นทางการค้าทางเรือ มาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 5 ประกอบกับภาคใต้ อุดมด้วยสินค้าประเภทเครื่องเทศ ของป่า และแหล่งแร่ดีบุก ทำให้คนจีน เข้ามาแสวงหาโชคลาภ ในภาคใต้เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ครั้นถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ การเกิดภาวะการขาดแคลนแรงงาน ในประเทศและในภาคใต้ก็ดี การเกิดภัยแห้งแล้ง และภัยทางการเมืองในประเทศจีนก็ดี ความเจริญทางเทคโนโลยีการต่อเรือ และการเดินเรือก็ดี เหล่านี้ เป็นปัจจัยให้คนจีน ติดต่อกับโลกภายนอก และอพยพมาสู่ภาคใต้ จำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มคนจีน ที่อพยพมา เพื่อแสวงหา ชีวิตที่ดีกว่า มักอาศัยมากับเรือสำเภาจีน และมักตั้งหลักแหล่ง ในบริเวณภาคใต้ ฝั่งตะวันออก กลุ่มนี้มุ่งประกอบอาชีพโดยสุจริต และพยายามปรับตัว เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น ไม่ฝักใฝ่เรื่องการเมือง ต่างกับคนจีนที่อพยพผ่านทางมาลายู ปีนัง และสิงคโปร์ ที่ส่วนใหญ่ เคยอยู่ในอำนาจของตะวันตก คุ้นเคยกับวัฒนธรรมตะวันตก เมื่อย้ายเข้ามาอยู่ในภาคใต้ ส่วนหนึ่ง ยังสมัตรใจจะอยู่ในปกครอง ของกงสุลชาติตะวันตกที่อยู่ในเมืองไทย เพื่ออภิสิทธิ์ทางการเมือง และทางเศรษฐกิจ บางประการ เป็นกลุ่มที่ผสมผสาน กับความเป็นตะวันตกมากกว่าจีนกลุ่มอื่นๆ และยังต่างกับกลุ่มที่อพยพเข้ามา ในช่วงที่ไทย ขาดแคลนแรงงาน มักมีทั้งผู้ใฝ่ดี และพวกคุณภาพต่ำ มีทั้งช่วยเสริมสร้างความเจริญ และก่อปัญหา

  ชาวจีนในภาคใต้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความวิริยะอุตสาหะ มีคุณภาพ และคุณธรรม มีบทบาทสำคัญ ในการก่อให้วิถีประชา และพลังชุมชนเปลี่ยนแปลง โดยใช้ภูมิปัญญา และวิธีการจัดการ ทำให้เกิดภูมิปัญญาใหม่ ช่วยเพิ่มมูลค่า ให้แก่ทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้ฐานการผลิต และเศรษฐกิจขยายตัว ทั้งยังก่อให้เกิด ความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และเสริมสร้างให้บ้านเมือง เจริญทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมสำหรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจีนที่ปรากฏในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ

1.  ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองที่ตั้งตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

ประวัติความเป็นมา ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสร้างใน พ.ศ. ๒๓๘๕ โดยพระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง)  เพื่อเป็นที่ประดิษฐานเสาไม้ชัยพฤกษ์ ดังปรากฏข้อความในพงศาวดารเมืองสงขลา  กล่าวถึงการสร้างประดิษฐานหลักเมืองสงขลาไว้ว่า “ณปีขาลจัตวาศก (จุลศักราช ๑๒๐๔) โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดแจงฝังหลักเมืองสงขลา โปรดพระราชทานเทียนไชย หลักไชยพฤกษ์กับเครื่องไทยทาน อาราธนาสมเด็จพระเจ้าอุดมปิฏก พระสงฆ์อันดับแปดรูป เป็นประธาน พระครูอัษฎาจารย์ พราหมณ์มีชื่อแปดนาย ออกมาให้พระยาสงขลาฝังหลักเมือง พระยาสงขลาได้จัดแจงทำโรงพิธีกลาง แลโรงพิธีสี่มุมเมืองกับโรงพิธีพราหมณ์ เสร็จแล้ว ณ วัน ๔ ค่ำ ปีขาลจัตวาศก ได้ตั้งกระบวนหลักไชยพฤกษ์เทียนไชยไปเข้าโรงพิธี อาราธนาพระสงฆ์จำเริญพระปริตสามวันเสร็จแล้วได้เชิญหลักไชยพฤกษ์ฝังลงไว้ ณ วัน ๔ ค่ำ เพลาเช้าโมง ๒ บาท ลุศักราช ๑๒๐๔ ปีขาลจัตวาศก แล้วสมโภชหลักไชยพฤกษ์ มีลคร, งิ้ว, หุ่น, ชาตรี ๕ วัน พระยาสงขลาได้ถวายผ้าไตรจีวรเครื่องบริขารแก่พระสงฆ์เสมอทั้ง ๒๒ รูป แลได้ต่อก่อตึกโรงหลักเมืองขึ้นไว้สามหลัง ทำโรงเสื้อเมืองขึ้นๆ ไว้หลังหนึ่ง เสร็จราชการฝังหลักเมืองแล้ว พระยาสงขลาจัดแจงให้ไปส่งสมเด็จเจ้าอุดมปิฏก แลพระครูอัษฏาจารย์ พราหมณ์มีชื่อเจ้าเข้าไปกรุงเทพมหานคร” พระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) ได้ให้ช่างสร้างตึกคร่อมหลักเมืองไว้ ๓ หลัง เป็นตึกจีน และสร้างศาลเจ้าเสื้อเมืองอีกหนึ่งหลัง ครั้น พ.ศ. ๒๔๖๐ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงได้รับการบูรณะใหม่ ดังปรากฏในลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนลพบุรีราเมศวร์ อุปราชมณฑลปักษ์ใต้ทรงมีลายพระหัตถ์แจ้งว่า หลักเมืองจังหวัดสงขลาปลวกกัดชำรุด พ่อค้าและประชาชนจังหวัดสงขลา จะช่วยกันออกเงินทำเสาหลักเมืองด้วยซีเมนต์คอนกรีต เพื่อจะได้อยู่อย่างถาวร อุดมฤกษ์ในการวางเสาหลักเมือง ตรงกับวันศุกร์ที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ ตรงกับเดือน ๔ แรม ๔ ค่ำ เวลา ๗ นาฬิกา ๒๒ นาที ๓๖ วินาทีก่อนเที่ยง โหรสี่คนถือก้อนดินยืนประจำทั้ง ๔ ทิศ แล้ววางก้อนดินลงในหลุมหลักเมือง จากนั้นจึงเชิญเสาหลักลงหลุมแล้วกลบดินเป็นปฐมฤกษ์ จนถึงเวลา ๘ นาฬิกา กับ ๔๑ นาที ๓๖ วินาที ก่อนเที่ยง ถือเป็นฤกษ์ดีที่สุด (กองจดหมายเหตุแห่งชาติ, ๒๔๖๐ : ม. ๑๒/๑๙) เสาหลักเมืองนี้จึงอยู่คู่เมืองสงขลา และเป็นที่เคารพสักการะของชาวเมืองสงขลาตราบจนทุกวันนี้ 

สิ่งสำคัญ

  อาคารศาลหลักเมือง  ลักษณะเป็นอาคารรูปแบบสถาปัตยกรรมอิทธิพลศิลปะจีน แผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก่ออิฐถือปูนผนังทึบ ๓ ส่วน ขนาดกว้างประมาณ ๑๒ เมตร ยาวประมาณ ๒๑ เมตร ด้านทิศเหนือเปิดโล่งเป็นทางเข้า - ออก ใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรม โครงสร้างหลังคาใช้ไม้ขนาดใหญ่เป็นคานฝังกับผนังต่อรับโครงหลังคาไม้ หลังคาหน้าจั่วแฝดแบบจีน มุงด้วยกระเบื้องกาบกล้วย สันหลังคาประดับตกแต่งอย่างสวยงามด้วยลายมังกรปูนปั้นและลูกแก้ว ส่วนหัวเสาอาคารตกแต่งด้วยลายมงคลของจีนและภาพจิตรกรรมรูปเทพเจ้าจีน บริเวณส่วนต่างๆ ของอาคาร เช่น บานประตู เป็นต้น ตกแต่งด้วยลายมงคลจีน ภายในศาลหลักเมืองนอกจากประดิษฐานศาลหลักเมืองแล้ว ยังประดิษฐานเทพเจ้าชั้นสูงที่มีคุณธรรมเป็นเลิศที่ชาวจีนในสงขลานับถือ ได้แก่ เจ้าพ่อหลักเมือง เจ้าแม่กวนอิม เจ้าแม่ทับทิม พระเสื้อเมือง พระครูหมอ เป็นต้นทะเบียนโบราณวัตถุสถานทั่วราชอาณาจักรบันทึกสิ่งสำคัญไว้ว่า นอกจากอาคารศาลหลักเมืองแล้วยังมีเทวรูปพระนารายณ์สวมหมวกแขกทำด้วยศิลาปัจจุบันจัดแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลาการกำหนดอายุสมัยพุทธศตวรรษที่  ๒๔ – ๒๕

ชาวไทยมุสลิม

ที่ฝังศพพระยาแขก (มรหุ่ม)ที่ตั้งตำบลหัวเขา  อำเภอสิงหนคร  จังหวัดสงขลา

ประวัติความเป็นมาโบราณสถานที่ผังศพพระยาแขก (มรหุ่ม) ตั้งอยู่ริมทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๒๒๒ (สายเขาแดง – ระโนด)  ตัวโบราณสถานมีคูน้ำล้อมรอบ ๓ ด้าน พระยาแขก (มรหุ่ม) มีชื่อปรากฏอยู่ในแผ่นจารึก ณ ที่ฝังศพของท่านดังคำอ่านว่า (อักษรไทย) “อัล - มัรหุม  สุลฏอน  สูลัยมาน  ปือมือรินตัฮนือฆือรี  มือลายู  สงโฆรา” เข้าใจว่าเป็นบุตรของดาโต๊ะโมกอล ข้าหลวงในรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถ ได้เป็นเจ้าเมืองสงขลาในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม  พงศาวดารเมืองสงขลา ฉบับพระยาวิเชียรคีรี (ชม) กล่าวถึงเมืองสงขลาตอนต้นว่า “....เดิมครั้งหนึ่งเมืองสงขลาเป็นเมืองแขก ตั้งอยู่ริมเขาแดง เจ้าเมืองชื่อ สุลต่านสุลัยมาน สุลต่านสุลัยมานได้สร้างป้อม ขุดคูเมืองและจัดแจงบ้านเมืองเสร็จแล้วยอมขึ้นกับกรุงศรีอยุธยาโบราณ ครั้นสุลต่านสุเลมันถึงแก่อนิจกรรมแล้ว บุตรและหลานคนหนึ่งคนใดก็ไม่ได้เป็นผู้ครองเมืองสืบตระกูลต่อไป เมื่อสุลต่านสุลัยมานสร้างบ้านเรือนขึ้นนั้น ไม่ปรากฏว่าศักราชเท่าใด ตั้งแต่สุลต่านสุลัยมานถึงอนิจกรรมแล้ว เมืองก็รกร้างอยู่ช้านาน แต่ป้อมที่ฝังศพสุลต่านนั้น ชาวท้องถิ่นเรียกว่า ทวดหุม หรือที่ฝังศพพระยาแขกมรหุ่ม ต่อมาจนทุกวันนี้...” ที่ฝังศพพระยาแขกหรือมรหุ่มแห่งนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เคยเสด็จทอดพระเนตรเมื่อวันอังคาร เดือน ๙ แรม ๑๓ ค่ำ ดังปรากฏในเอกสารคราวเสด็จประพาสแหลมมลายูความว่า “...เวลาบ่าย ๔ โมง เสด็จไปขึ้นที่หาดหัวเขาแดง ทอดพระเนตรมรหุ่มที่ฝังศพแขกโบราณ แล้วเสด็จมาประทับเรือพระที่นั่งได้ใช้จักรจากเมืองสงขลาเกือบทุ่ม..” ในเอกสารชีวิวัฒน์เที่ยวที่ต่าง ๆ ภาคที่ ๗ กล่าวถึงมรหุ่มไว้ว่า “...ตรงศาลาเข้าไปมีถนนกว้างประมาณ ๓ วา พื้นทรายถนนยาวเข้าไปประมาณ ๔ - ๕ เส้น ถึงที่เรียกว่ามรหุ่มเปนที่ฝังศพเจ้าแขกซึ่งมาตั้งอยู่ ณ เมืองสงขลาแต่ก่อนนั้น ที่นั้นมีศาลามุงกระเบื้องไทยอยู่ ๒ หลัง หลังหนึ่งใหญ่กว้างประมาณ ๔ วา ในศาลานั้นเปนที่ฝังศพเจ้าแขกก่ออิฐถือปูนสูงขึ้นมาประมาณศอกคืบ กว้างประมาณศอกคืบยาวประมาณ ๔ ศอก ข้างบนเปนรางลึกลงไปมีทรายถมเต็มบนนั้น มีหลักภาษาแขกเรียกว่าอาซันปักอยู่หัวท้าย ๒ ข้าง ที่ด้านกว้างฝังศพ ทิศเหนือมีศาลาแดงจารึกอักษรแขกเปนชื่อ ต่อศาลาใหญ่มาด้านเหนือนั้น เปนศาลาเล็กกว้างยาวประมาณ ๕ - ๖ ศอก ในศาลานั้นมีที่ฝังศพก่ออิฐถือปูนเหมือนกัน ว่าเปนศพที่เลี้ยงเจ้า ข้างศาลาใหญ่ด้านตะวันออกเฉียงใต้ มีที่ฝังศพก่ออิฐถือปูนอยู่กลางแจ้ง ว่าเปนศพนายทหาร และบริเวณใกล้ศาลานั้น มีหลักศิลาแลหลักไม้ปักเรี่ยรายอยู่เปนอันมาก เปนที่ฝังศพของพวกทหารของเจ้าแขกนั้น ที่ตำบลมรหุ่มนั้นเปนที่นับถือของพวกแขกชาวเมืองสงขลา ถึงฤดูเทศกาลเดือน ๑๐ พวกแขกพร้อมกันมาทำบุญสมะยังที่มรหุ่มนั้น ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาต้องเปนธุระช่วยการนี้ด้วย ผู้สำเร็จราชการแลกรมการราษฎรคนไทยได้พากันมาพร้อมกันเปนอันมาก ผู้สำเร็จราชการต้องออกเงินแจกให้กับโต๊ะด่วนที่มาทำการพิธีนั้น คนละครึ่งเหรียญ ๕๐ คน แลต้องล้มสัตว์ ๔ เท้า ๒ เท้าบูชาเลี้ยงแขกนั้นด้วยในเทศกาลนี้ ฝ่ายไทยผู้สำเร็จราชการกรมการต้องมีการทำบุญเหมือนกันได้ปลูกโรงที่ริมหาดทรายตรงปลายถนนนั้น นิมนต์พระสงฆ์ ๕๐ รูป มาถวายจังหันแล้วพากันก่อพระเจดีย์ทราย แลเลี้ยงดูกัน บางทีก็มีการฉลองมีละคอน งิ้วเปนต้น การพิธีเทศบาลนี้ต้องติดต่อกันมาเสมอทุกปีจนท้าวทุกวันนี้อนึ่ง ในลานมรหุ่มนั้นเป็นพื้นทรายขาว มีต้นไม้เปนละเมาะเตี้ย ๆ เสมอไป เปนที่เที่ยวเดินได้สบายสะดวกได้ชมป่าละเมาะมีนกปล้าวเป็นอันมาก ถ้าจะเดินไปตามพื้นทรายแลป่าละเมาะลัดเลี้ยวไปตามทางนั้นกับไปทางทิศใต้ทางเขานกรำ ทางไกลประมาณ ๓๐ เส้น ถึงที่ดอนแห่งหนึ่งเปนดงมะพร้าว มะม่วง มีโรงราษฎรอยู่แห่งหนึ่งเปนที่ทำมะพร้าว และทำปลาชายทะเลในที่ใกล้ดงมะพร้าวนั้น มีลำคลองเล็กยาวไปทางทิศตะวันตกกว้างประมาณ ๔ - ๕ ศอก เปนคูเมืองแล้วมีป้อมโบราณ ก่อด้วยหินอยู่ป้อมหนึ่งกว้างประมาณ ๕ วาแต่ชำรุดทรุดโทรม ต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกปิดอยู่ถัดป้อมเข้าไปทางตะวันตกทางประมาณ ๓ - ๔ เส้นมีป้อมอีกป้อมหนึ่งคล้าย ๆ กัน แลมีป้อมอีกป้อมหนึ่งจมอยู่ที่หาดทรายชายทะเลตรงไปตะวันออกป้อม ๓ ป้อมนี้ แลป้อมบนยอดเขาแหลมแดงด้วย เปนของเจ้ามรหุ่มนี้สร้างทำนองเป็นตั้งเมืองสงขลาครั้งก่อน ถ้าจะตัดเดินไปหลังมรหุ่มเดินไปทะเลสาป ทางประมาณวันครึ่ง ต่อฝั่งต่อมรหุ่มไปทางเหนือนั้นเปนที่เรียวออกไปฝั่งตะวันออกตกทะเล ฝั่งตะวันตก ๆ ทะเลสาบเมืองสงขลาตลอดไป...”

สิ่งสำคัญ

  โบราณสถานที่ฝังศพพระยาแขก (มรหุ่ม) ประกอบด้วยอาคาร ๒ หลัง ได้แก่ อาคารที่ฝังศพสุลต่านสุลัยมาน และอาคารที่ฝังศพหะยี (เชื่อกันว่าเป็นพี่เลี้ยงของสุลต่านสุลัยมาน) ปัจจุบันอาคารทั้งสองหลังยังอยู่ในสภาพดีเนื่องจากได้รับการบูรณะโดยตลอด โดยอาคารที่ฝังศพสุลต่านสุลัยมาน เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างประมาณ ๗ เมตร ยาว ๙ เมตร วางตัวตามแนวทิศตะวันออก – ตะวันตก ก่ออิฐถือปูน มีทางเข้าทางทิศตะวันตก ๑ ช่องทาง หลังคาเป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้อง ภายในมีแท่นที่ฝังศพสุลต่านสุลัยมานขนาดกว้างประมาณ ๗๐ - ๘๐ เซนติเมตร บริเวณขอบแท่นด้านบนมีแผ่นโลหะจารึกเป็นตัวอักษรอาหรับ ด้านหัว - ท้ายของที่ฝังศพปักหลักหินบอกอาณาเขต ปัจจุบันได้มีการนำตู้กระจกครอบแท่นที่ฝังศพ

ข้อความที่จารึกอ่านได้ว่า

คำอ่าน (อักษรไทย)อัล - มัรหุม  สุลฏอน  สูลัยมาน  ปือมือรินตัฮนือฆือรี  มือลายู  สงโฆรา

คำอ่าน (อักษรโรมัน)al-mar-hum sultan sulaimanpamarintahnagarimalayusongora

คำแปลผู้ไปสู่พระผู้เป็นเจ้า – สุลต่านสุลัยมาน  ผู้ครองนครีมลายูสงโฆรา

ส่วนอาคารที่เชื่อกันว่าเป็นอาคารที่ฝังศพหะยีนั้น ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของที่ฝังศพสุลต่านสุลัยมาน เป็นอาคารขนาดเล็กลักษณะคล้ายศาลาครอบที่ฝังศพ หลังคาไม้มุงกระเบื้อง ไม่มีฝาผนัง ภายในมีการยกแท่นที่ฝังศพขึ้นสูงเหมือนกับแท่นที่ฝังศพของสุลต่านสุลัยมานการกำหนดอายุสมัยต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๒ 

ที่ตั้งตำบลตันหยงลุโละ  อำเภอเมือง  จังหวัดปัตตานี

ประวัติความเป็นมามัสยิดกรือเซะตั้งอยู่ในเขตตำบลตันหยงลุโละอำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี นับเป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของประเทศไทย เนื่องจากเป็นมัสยิดที่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยอยุธยาที่มีความสัมพันธ์กับการนับถือศาสนาอิสลามในยุคแรก ๆ ในดินแดนประเทศไทย

เนื่องจากมัสยิดกรือเซะไม่ปรากฏข้อมูลเอกสารที่บันทึกประวัติการสร้างที่ชัดเจน มีเพียงข้อมูลจากพงศาวดาร ตำนานที่ปรากฏอยู่ในเอกสารบางเล่มและจากคำบอกเล่าเท่านั้นเช่น

  พงศาวดารเมืองปัตตานี ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับมัสยิดกรือเซะไว้ว่า

“...เวลานั้น บ้านเมืองหรือเรียกกันว่าเมืองปัตตานีนั้น  ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านมะนา ติดต่อกับบ้านโตะโสม บ้านกะเสะฝ่ายตะวันออก  แต่บ้านพะยาปัตตานีเดี๋ยวนี้ห่างกันทางประมาณสี่สิบเส้นริมทางที่จะไปเมืองยิริง

ในระหว่างภรรยาเจ้าเมืองปัตตานีว่าการเปนเจ้าเมืองอยู่นั้น... นางพะยาปัตตานีได้จัดแจงหล่อปืนทองเหลืองใหญ่ไว้สามกระบอก ตำบลที่หล่อปืนนั้นริมบ้านกะเสะก่อด้วยอิฐเปนรูปโบสถขึ้นหลังหนึ่งสามห้องเฉลียงรอบ  แม่ปะธานกว้างประมาณหกศอก ยาวสิ้นตัวเฉลียสี่วาเสศ เครื่องบนและพื้นเวลานี้ชำรุดหมดยังเหลือแต่ฝาผนังและฝาผนังเฉลียงนั้นก่อเปนโค้งทั้งสี่ด้าน พื้นแม่ปะทานสูงประมาณสองศอกเสศ พื้นเฉลียงสูงประมาณสองศอก โรงหรือโบสถที่ก่อด้วยอิฐนี้ มลายูในแหลมปัตตานีเรียกว่า สับเฆ็ด...” 

  หนังสือสยาเราะห์ปัตตานี ของหะยีหวันหะซัน กล่าวว่า มัสยิดกรือเซะสร้างโดยสุลต่านลองยุนุสใน พ.ศ. ๒๒๖๕ แต่ยังไม่แล้วเสร็จก็เกิดสงครามแย่งชิงราชสมบัติกัน และได้มีการย้ายศูนย์กลางการปกครองของเมืองปัตตานีไปอยู่ที่บ้านปูยุด (ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลปูยุด อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี) จึงทำให้การก่อสร้างมัสยิดกรือเซะต้องหยุดชะงักลงจนกระทั่งร้างไปในที่สุด

  สิ่งสำคัญ

  สภาพเดิมของมัสยิดกรือเซะถูกบันทึกไว้ว่าเป็นฐานตึกสี่เหลี่ยม ก่อด้วยอิฐ แต่ไม่ถือปูน ข้างนอกมี

๓ ห้อง และมีเฉลียงโดยรอบ กว้าง ๔ วา ๓ ศอก มีเฉลียงโดยรอบกว้าง ๙.๕๐ เมตร (๔ วา ๓ ศอก)

จากการขุดแต่งทางโบราณคดี พบว่าฐานมัสยิดกรือเซะมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีขนาดกว้างประมาณ ๑๕ เมตร ยาวประมาณ ๒๙.๖๐ เมตร มีลักษณะเป็นฐานแอ่นโค้งสำเภาที่เป็นชุดฐานบัวลูกแก้วลักษณะของฐานบางส่วนพบร่องรอยของการเรียงอิฐและร่องรอยการสอปูนซีเมนต์ในสมัยหลัง ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นการซ่อมแซมบูรณะใน พ.ศ. ๒๕๒๕ ฐานมัสยิดกรือเซะสร้างด้วยอิฐสอปูน ส่วนตัวอาคารมัสยิดชั้นเดียวขนาด ๕ ห้อง ก่ออิฐถือปูน ตัวอาคารหันหน้าไปทางทิศตะวันออก หน้าอาคารเป็นลานอิฐยกพื้น ภายในอาคารมีระเบียงล้อมรอบห้องประกอบพิธีทางศาสนา ประตูและหน้าต่างเป็นทรงโค้งแหลมและโค้งมน รองรับน้ำหนักเครื่องบนด้วยเสากลมขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นรูปแบบศิลปกรรมที่นิยมสร้างในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๒ – ๒๓

ชาวไทยพุทธ

วัดชลธาราสิงเห (วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย)

ที่ตั้งบ้านท่าพรุ ตำบลเจ๊ะเห  อำเภอตากใบ  จังหวัดนราธิวาส

ข้อมูลจากประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร ระบุว่า วัดชลธาราสิงเหสร้างขึ้นเป็นวัดเมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๔๐๓ (ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔) โดยมีพระครูโอภาสพุทธคุณ (พุฒ)

เจ้าอาวาสวัดสุนันทาราม (วัดบางเตย) ริเริ่มดำเนินการ ที่ดินได้รับอนุญาตจากพระยารัฐกลันตัน เมื่อสร้างวัดขึ้นมาแล้วขนานนามว่า “วัดท่าพรุ” บางคนเรียกว่า “วัดเจ๊ะเห” ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น “วัดชลธาราสิงเห” และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อประมาณ  พ.ศ. ๒๔๒๖ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ รัฐบาลไทย – อังกฤษ ได้ทำสนธิสัญญาที่เรียกว่า “สนธิสัญญาแลกเปลี่ยนสิทธิสภาพนอกอาณาเขต” เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๒ ซึ่งทำให้คนไทยต้องเสียดินแดนของไทย ๔ รัฐในแหลมมลายูให้กับอังกฤษ (ปะลิศ ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู) เพื่อแลกกับการยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขต เพื่อให้ชาวอังกฤษและคนไทยในบังคับบัญชาของอังกฤษขึ้นศาลไทยยามที่ได้กระทำความผิด ซึ่งอำเภอตากใบเป็นส่วนหนึ่งของรัฐกลันตัน และอังกฤษก็ได้เข้ามาปักปันเขตแดนถึงบ้านปลักเล็ก (เลยวัดชลธาราสิงเหเข้ามาทางฝั่งประเทศไทยประมาณ ๒๕ กิโลเมตร) ในการปักปันเขตแดนตามสนธิสัญญาดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้หยิบยกเอาพุทธศาสนสถาน โดยอ้างโบราณสถานวัดชลธาราสิงเห ซึ่งเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมอันล้ำค่าของไทยมาช้านาน หากอยู่ภายใต้การปกครองของมลายูซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม มรดกทางศิลปวัฒนธรรมเหล่านั้นย่อมถูกทอดทิ้งหรือทำลายจนสูญสิ้นไป ดังนั้นจึงควรอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศไทยเป็นข้อต่อรอง รัฐบาลอังกฤษยอมรับเหตุผลในข้อนี้ จึงเลื่อนการปักปันเขตแดนถอยลงไปทางใต้จนถึงแม่น้ำโกลก ทำให้พื้นที่แถบอำเภอตากใบ อำเภอสุไหงโก-ลก และอำเภอแว้งบางส่วนซึ่งเคยอยู่ในการปกครองของรัฐกลันตัน มิต้องตกเป็นของอังกฤษ จึงนับได้ว่าวัดชลธาราสิงเหเป็นวัดที่มีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ไทย และประชาชนร่วมกันขนานนามวัดนี้ว่า “วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย” มาจนถึงทุกวันนี้

สิ่งสำคัญ 

๑. อุโบสถ สร้างขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๑๖ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ ๕ ตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางของวัด หันหน้าไปทางแม่น้ำตากใบซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือ โครงสร้างก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้องดินเผา หลังคาเป็นชั้นซ้อนทางด้านหน้าและหลังของอุโบสถ มีชายคาปีกนกลดหลั่นกันลงมา ๓ ชั้น มีเสานางเรียงสี่เหลี่ยมไม่มีบัวหัวเสารับเชิงชายเครื่องบน ประดับช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ หน้าบันประดับด้วยปูนปั้นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ประตูและหน้าต่างก่อเป็นซุ้มมงกุฎ มีกำแพงแก้วและใบเสมาล้อมรอบจำนวน ๘ ซุ้มภายในอุโบสถประดิษฐานพระประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยภายในซุ้มเรือนแก้ว นอกจากนี้ยังปรากฏภาพจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องไตรภูมิ  พุทธประวัติตอนต่าง ๆ เช่น เสด็จลงจากดาวดึงส์ เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ พระพุทธเจ้าโปรดพระพุทธบิดา เป็นต้น และภาพเทพชุมนุมด้วย ซึ่งภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในอุโบสถวัดชลธาราสิงเห ยังแสดงออกถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนท้องถิ่นในอำเภอตากใบได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น รูปชาวจีนไว้ผมเปียที่กำลังหาบสินค้าออกขาย ภาพกองเกวียนคาราวานค้าขายสินค้า และภาพเรือแพชนิดต่าง ๆ เป็นต้น

พระอุโบสถวัดชลธาราสิงเห ตำบลเจ๊ะเห อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส

๒. เจดีย์และพระพุทธไสยาสน์ เป็นเจดีย์ประธานของวัดชลธาราสิงเห ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของวัดเริ่มสร้างในราว พ.ศ. ๒๔๕๖ – ๒๔๖๒ สร้างเสร็จใน พ.ศ. ๒๔๘๔ ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงลังกา ก่ออิฐถือปูนบนฐานสี่เหลี่ยมทรงสูงและกว้างแบบฐานประทักษิณ ซึ่งเป็นลานรอบเจดีย์มีพนักกั้นเป็นขอบ องค์ระฆังค่อนข้างสูง ต่อจากคอระฆังขึ้นไปเป็นบัลลังก์แล้วจึงเป็นก้านฉัตร ไม่มีเสาหานรองรับ แล้วเป็นแผ่นปล้องไฉนลดหลั่นขึ้นไปเป็นรูปกรวยจนถึงปลียอดที่มีลูกแก้วอยู่ตรงปลายบริเวณฐานเจดีย์ทางด้านทิศใต้ มีหอประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ สร้างขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๘๔ สมัยของพระครูสิทธิสารวัตร ภายหลังจากที่สร้างเจดีย์เสร็จเรียบร้อยแล้ว วิหารมีขนาดกว้าง ๕.๙๐ เมตร ยาว ๙.๙๐ เมตร ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้น หันพระเศียรไปด้านทิศใต้ พระพักตร์ลงรักปิดทอง องค์พระประดับด้วยกระจก องค์พระมีขนาดยาว ๗.๔๐ เมตร กว้าง  ๒ เมตร ที่พื้นหลังพระกร มีอักษรจารึกว่า “พระครู  สิททิสารวิหาร....... พ.ศ. ๒๔๘๔ ม....... รัตมพริขวัต” บริเวณฐานและฝาผนังประดับด้วยเครื่องถ้วยยุโรป จีน และญี่ปุ่น แสดงฝีมือช่างท้องถิ่นที่สวยงาม

๓. กุฏิอดีตเจ้าอาวาส สร้างแล้วเสร็จใน พ.ศ. ๒๔๗๕ โครงสร้างเป็นอาคารไม้ ๒ ชั้นยกพื้นสูง หลังคาเป็นทรงปั้นหยาซ้อนชั้นบน ๒ ชั้น เดิมมุงกระเบื้องดินเผา ลดลงมามีฝาไม้กั้นโดยรอบแล้วเป็นหลังคาอีกชั้นที่ยื่นออกโดยรอบ เฉพาะด้านหน้าทำเป็นมุข ๓ มุข ระหว่างมุขกลางกับมุขซ้าย - ขวา ทำเป็นซุ้มและบันไดขึ้นแคบๆ ขึ้นไปเป็นชานก่ออิฐฉาบปูน ทางซ้ายเป็นชานและบ่อน้ำ มุขกลางเป็นพื้นไม้เสมอกับกุฏิ ซุ้มประตูระหว่างมุขทำเป็นหลังคาซ้อนกัน ๓ ชั้น คล้ายยอดซุ้มมงกุฎ หน้าบันของกุฏิปรากฏจิตรกรรมรูปครุฑยุดนาค ภายในกุฏิมีภาพจิตรกรรมบนเพดานเป็นรูปพระอาทิตย์ทรงราชรถเทียมสิงห์ พระจันทร์ทรงราชรถเทียมม้าและดวงดารา โดยมีพื้นหลังเป็นภาพนก, ผีเสื้อ, หงส์ และลายดอกไม้ร่วง 

กุฏิอดีตเจ้าอาวาส  วัดชลธาราสิงเห 

๔. กุฏิพระครูวิมลถาปนกิจ หรือกุฏิวัดท่านคง เป็นกุฏิไม้ยกพื้นสูง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของกุฏิสิทธิสารประดิษฐ์ หลังคาทรงปั้นหยามุงกระเบื้องดินเผา มีไม้ฉลุประดับหลังคา ตอนหน้าเป็นมุข หลังคามุขประดับช่อฟ้าและหางหงส์ หน้าบันมุขเป็นปูนปั้นรูปพระพุทธรูปปางสมาธิ มีพระอัครสาวกนั่งประคองอัญชลีอยู่ ๒ ข้าง มีอักษรจารึกปีสร้าง พ.ศ. ๒๔๘๒ ภายในปรากฏจิตรกรรมรูปพระจันทร์ทรงราชรถเทียมม้า และ พระอาทิตย์ทรงราชรถเทียมราชสีห์ มีพื้นหลังเป็นลายช่อดอกไม้ร่วง ที่มุมเป็นลายค้างคาว บนคานเขียนลายประจำยามกรวยเชิง และที่ไม้คอสองทั้ง ๔ ด้านเขียนลายประจำยามก้านขดและเฟื่องอุบะ

๕. กุฏิสิทธิสารประดิษฐ์ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๘ เป็นอาคารไม้ยกพื้นสูง หลังคาทรงปั้นหยามุงกระเบื้องดินเผา ด้านหน้ากุฏิเป็นบันไดคอนกรีต พนักบันไดทำเป็นรูปนาคปลายหางโค้งงอนรับกับหลังคามุข หลังคากุฏิเป็นหลังคาซ้อนกันหลาย ๆ ชั้น ตรงยอดหลังคาและปลายมุมหลังคาทำเป็นรูปหัวนาคหรือหางหงส์ บนยอดหลังคาทำลายเครือเถา ภายในปรากฏภาพจิตรกรรมฝาผนังหลายภาพด้วยกัน เช่น บริเวณหน้าบันเป็นภาพพุทธประวัติตอนปรินิพพาน, บานประตูเป็นภาพทวารบาล ภายในเป็นรูปพระอาทิตย์ พระจันทร์ เทวดา รามสูรและเมขลาอยู่บนเพดาน, บนไม้คอสองมีภาพต้นนารีผลที่มีฤๅษี วิทยาธร นักสิทธิ์ และคนธรรพ์คอยเก็บลูกนารีผล, ภาพพุทธประวัติตอนพระอินทร์ทรงพิณสามสาย เป็นต้น ปัจจุบันใช้เป็นสถานที่จัดแสดงพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นวัดชลธาราสิงเหนอกจากกุฏิที่กล่าวมาข้างต้นแล้วนั้น ภายในวัดชลธาราสิงเห ยังมีกุฏิที่แสดงถึงฝีมือช่างท้องถิ่นตากใบได้ดีอีก ๒ หลัง ลักษณะเป็นกุฏิไม้ หลังคาทรงปั้นหยามุงกระเบื้องดินเผา หน้าบันไดเป็นชานก่ออิฐฉาบปูน ภายในกุฏิปรากฏภาพจิตรกรรมและประดับด้วยไม้ฉลุลวดลายต่าง ๆ ที่สวยงาม 

๖. หอระฆัง ภายในวัดชลธาราสิงเหมีหอระฆัง ๒ หลัง โดยหอระฆังทางด้านตะวันออกของกุฏิเจ้าอาวาส มีลักษณะเป็นหอระฆัง ๓ ชั้น หลังคาทรงมณฑป ฝาผนังหอระฆังชั้นบนเป็นฝาไม้ มีช่องหน้าต่างขนาดเล็ก มีลวดลายประดับคล้ายฝาผนังกุฏิเจ้าอาวาส ภายในหอระฆังมีระฆัง ๒ ใบ มีจารึกบอกปีสร้าง ใบหนึ่งสร้าง พ.ศ. ๒๔๖๐ อีกใบสร้าง พ.ศ. ๒๕๓๓ ส่วนอีกหลังหนึ่งคือ หอระฆังจัตุรมุข เดิมเป็นหอไตรกลางน้ำตั้งอยู่ทางหมู่กุฏิสิทธิสารประดิษฐ์ ลักษณะเป็นอาคารไม้สูง ๒ ชั้น ยอดมณฑปประดับช่อฟ้า หางหงส์ มุงกระเบื้องดินเผา

๗. หอพระนารายณ์ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนมีมุขด้านหน้าและมีประตูทางเข้า ๓ บาน หลังคาทรงมณฑป ๔ ชั้นมุงด้วยกระเบื้องดินเผา ส่วนยอดของหลังคาก่อด้วยปูนซีเมนต์ บริเวณหน้าบันมีจารึกว่า “ปฏิสังขรณ์ พ.ศ. ๒๔๙๙” ภายในมีรูปพระนารายณ์ ๔ กรอยู่หนึ่งองค์ ด้านหลังเป็นฐานชุกชีที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยจำนวน ๓ องค์ บนเพดานบริเวณมุขด้านหน้าปรากฏภาพจิตรกรรมฝาผนังรูปดวงดารา พื้นหลังเป็นสีขาว มีรูปผีเสื้อ หงส์ ช่อดอกไม้ และดาวเล็ก ๆ กระจายอยู่โดยทั่วไป การมีหอพระนารายณ์ภายในวัดชลธาราสิงเห ไม่ได้หมายความถึงการนับถือศาสนาฮินดูร่วมกับศาสนาพุทธแต่อย่างใด แต่เป็นสถานที่บรรจุอัฐิของโนรากอ (นายกอ) ที่สร้างเอาไว้ เนื่องจากเมื่อสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น โนรากอมักจะแสดงเป็นพระนารายณ์  จึงได้สร้างหอพระนารายณ์ไว้บรรจุอัฐิของตนเอง

๘. ศาลาริมน้ำ ตั้งอยู่ด้านหน้าอุโบสถ เป็นศาลาโถงทรงมณฑปที่มีลักษณะงดงาม เมื่อวันที่

ศาลาริมน้ำวัดชลธาราสิงเห 

๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๘ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคถึงอำเภอตากใบ แล้วเสด็จขึ้นประทับ ณ ศาลาริมน้ำหลังนี้ เพื่อทอดพระเนตรการแข่งเรือและถวายจตุปัจจัยบำรุงวัด

  สรุปได้ว่า วัฒนธรรมสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน มีการผสมผสาน 3 วัฒนธรรม 2 ศาสนาหลัก คือ ศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม โครงสร้างทางสังคมของชุมชนจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายการบริหารประเทศของรัฐบาล การเปลี่ยนแปลงนโยบายการบริหารประเทศแต่ละครั้งนำมาใช้ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะส่งผลกระทบต่อระบบโครงสร้างสังคมของชุมชนมุสลิมส่วนใหญ่อาศัยอยู่ “เพราะโครงสร้างของชุมชนมุสลิม เชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกันกับหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม ระดับชุมชนจะมีความผูกพันกับผู้นำศาสนา มีโต๊ะอิหม่าม โต๊ะบิลา โต๊ะกอเต็บ และกรรมการมัสยิด มีบทบาทหน้าที่ในการสร้างความสัมพันธ์ ปกครอง แนะนำ และการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในชุมชน แต่จะมีวัฒนธรรมแสดงความเป็นอัตลักษณ์ของตนเองออกมาอย่างชัดเจนตามรูปแบบวิถีการดำเนินชีวิต ด้านการประกอบอาชีพและการทำมาหากิน ที่อยู่อาศัย การแต่งกาย อาหารการกิน ขนบธรรมเนียมประเพณีและพิธีกรรม  ศิลปะการแสดง การละเล่นพื้นบ้าน และภูมิปัญญาท้องถิ่น