ท่านพุทธทาสภิกขุถึงกับพูดว่า แม้ท่านไม่มีบุตรสืบพันธุ์เป็นเนื้อหนัง (เพราะไม่มีเมีย) แต่ท่านขอมีบุตรทางวิญญาณเป็นแสนเป็นล้านคนจะดีกว่า (คือการสืบทอดความคิดนั่นเอง ) ซึ่งวันนี้ข้าพเจ้าเองก็เท่ากับว่าเป็นบุตรนอกสมรสของท่านไปด้วยแล้วอีกคน


ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud)  ชาวออสเตรีย ต้นตำรับแห่งจิตวิเคราะห์ (psycho analysis)  กล่าวว่า ความต้องการทางเพศคือแรงผลักดันหลักในการกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์  ซึ่งท่านพุทธทาสภิกขุก็ให้การรับรองในเรื่องนี้

ส่วนท่าน มาสโลว์ (Maslow)  นักจิตวิทยาร่วมสมัยชาวอเมริกัน ที่นักวิชาการไทยเราอ้างอิงมากที่สุดก็ตั้งทฤษฎี  “ปิรามิดแห่งความต้องการ” (pyramid of human’s needs)  ของมนุษย์ขึ้นมา ตั้งแต่พื้นฐานหยาบๆ  จนถึงสูงสุด 

...ซึ่งข้าพเจ้าเองก็ได้วิจารณ์ไว้ว่า  ท่านลดบทบาทความต้องการทางเพศลงไปมากเลยนะ  เอาไปซุกๆ ไว้ในระดับกลางๆ เท่านั้นเอง

สำหรับข้าพเจ้า  ทฤษฎีมาสโลว์นั้นเป็นเพียงการประมวลสามัญสำนึกให้เป็นระบบเท่านั้นเอง  (systematic commonsense) แถมบกพร่องในหลายส่วนอีกต่างหาก  ส่วนฟรอยด์นั้นง่ายๆ  แต่ว่าลึกมากกว่า

ข้าพเจ้าจึงนิยมฟรอยด์มากกว่ามาสโลว์

ทฤษฎีของทั้งสองท่านนั้น แม้ยิ่งใหญ่ก้องโลก  แต่ข้าพเจ้าว่ายังพร่องซึ่งความต้องการในสิ่งที่ข้าพเจ้าขอเรียกว่า  “ความต้องการดำรงอยู่นิรันดร์”   หรืออาจเรียกเป็นภาษาฝรั่งให้โก้ได้ว่า Need for self preservation  ซึ่งท่าน Walpola Rahula ผู้รจนา What the Buddha taught ได้วิเคราะห์เอาไว้ว่าเป็นหนึ่งในความต้องการหลักของมนุษย์  ซึ่งข้าพเจ้าขอเอามาขยายความว่า แท้จริงแล้ว นี่แหละคือเสาหลักที่สำคัญสุดของมนุษย์ ที่เชื่อมโยงได้กับทฤษฎีเพศอุปาทานของฟรอยด์

น่าสังเกตว่าศาสนาทุกศาสนา แม้จะมีรายละเอียดคำสอนต่างกันอย่างไร แต่สุดท้ายมุ่งหมายอย่างเดียวกัน คือ การดำรงอยู่นิรันดร์ ไ มว่า ฮินดู คริสต์ อิสลาม ซิกส์ บาไฮ ที่เชื่อถือพระเจ้าผู้ทรงอานุภาพ  แม้แต่พุทธที่อ้างทางสายกลาง  หลักอนัตตา ต่างก็แสวงความเป็นนิรันดร์เสมอกัน

ความต้องการดำรงอยู่อย่างนิรันดร์นี้มันมีพลังลึกลับ แรง  ซ่อนเร้นหลายชั้นมาก กำหนดพฤติกรรมมนุษย์อย่างไม่รู้ตัว  บางทีอธิบายไม่ได้ ก็ว่ามันเป็น “สัญชาตญาน”  ไปเลย

การดำรงอยู่ของมนุษย์เรามีสองสถานะ คือ การดำรงอยู่ทางกาย  และ ทางจิตวิญญาณ  ซึ่งมนุษย์ต้องการให้สถานะทั้งสองนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างพร้อมกัน ดำรงอยู่ตลอดไป นิรันดร์  

“ความต้องการ” หนึ่งเดียว แยกเป็นสองง่าม  ที่กล่าวมานี้แหละ  ในง่ามแห่งกายนั้นข้าพเจ้าเห็นว่าคือความต้องการพื้นฐานที่ทำให้เกิดความต้องการทางเพศ  ...ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะได้กำเนิดบุตรให้สืบต่อตัวตนแห่งตนต่อไป และหวังว่าบุตรจะให้กำเนิดบุตรต่อไปเรื่อยๆ  ก็เท่ากับว่า “รูปกาย” ของตนได้รับการสืบทอด ผ่าน dna ต่อไปอย่างไม่มีวันตาย  แม้ว่าจะเพียงครึ่งเดียวก็ตามที  และในรุ่นต่อไปก็เพียงครึ่งของครึ่ง และน้อยลงเรื่อยๆ 

ท่านพุทธทาสภิกขุถึงกับพูดว่า แม้ท่านไม่มีบุตรสืบพันธุ์เป็นเนื้อหนัง (เพราะไม่มีเมีย)  แต่ท่านขอมีบุตรทางวิญญาณเป็นแสนเป็นล้านคนจะดีกว่า (คือการสืบทอดความคิดนั่นเอง )  ซึ่งวันนี้ข้าพเจ้าเองก็เท่ากับว่าเป็นบุตรนอกสมรสของท่านไปด้วยแล้วอีกคน 

ส่วนในเรื่องของการธำรงไว้ซึ่งจิตวิญญาณ ก็คู่ขนานกันไปกับเรื่องของกาย ก็ต้องมีการรักษาไว้ ไม่ให้สูญหายไปได้  จึงได้เกิดการพัฒนาแนวคิด  ตายแล้วดวงวิญญาณไปเกิดใหม่  จนกว่าจะไปนิพพาน  หรือจนกว่าจะไปสถิตอยู่กับพระเจ้าอย่างถาวร  (ตามหลักศาสนาต่างๆ)   แต่โดยหลักใหญ่แล้วก็เหมือนกัน คือ จิตวิญญาณไม่สูญหาย สามารถทำให้บริสุทธิ์ จนเป็นอมตะ เป็นนิรันดร์  หรือ ไม่ตายในที่สุด

ความต้องการดำรงอยู่อย่างนิรันดร์ ทั้งด้านรูปกาย  จิตวิญญาณ  จึงกำหนดพฤติกรรมมนุษย์ ดังนี้แล

ส่วนการโกงกิน  การซื้อเสียงเลือกตั้ง  การทะเลาะเบาะแว้ง  การแสดงอำนาจบาตรใหญ่  การอวดร่ำรวย และอื่นๆ  มันเป็นเพียงผลพลอย”เสีย”  จากความต้องการหลักทั้งสองเท่านั้นเอง 

อุปมาดังเรือทุกลำแล่นไปเพื่อค้นหาทวีปทอง แต่กับตันเรือมีความรู้ต่างกัน  ก็วิ่งกันไปคนละทิศทาง  หลงทางบ้าง ชนหินโสโครกบ้าง  ชนกันเองบ้าง รบกัน รักกัน  จนกว่าจะเจอทวีปทองคำดังว่า 

ครั้นพอเจอทวีปทองแล้ว เฮ้อ..ก็งั้นๆ แหละ  ทำไมต้องสู้ลำบากยากเย็นมาหาปานนี้  มันก็เหมือนกับทวีปเก่าเรานั้นแหละ 

แต่ถ้าไม่ยากลำบากมาแสวงหา เหงื่อไม่ออก ก็ไม่เห็นสัจธรรมหรอก  ก็โง่กันต่อไปแบบเดิมๆ  หลายคนที่รอดชีวิตก็ “กลับมา”  อยู่ทวีปเก่า  happily forever

นักปีนเขาสูง เหนื่อยยากปีนไป แทบเอาชีวิตไม่รอด พอถึงยอด..เห็นวิวดีกว่าคนอื่น..ก็ปลง..ว่าก็เท่านั้น  สุดท้ายก็ต้องเหนื่อยปีนกลับลงมาอยู่หุบผาด้านล่างเหมือนเดิม  แต่ด้วยมุมมองแปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร ก็ happily forever ไปอีกราย

...คนถางทาง (๕ เมษายน ๒๕๕๖)