ขณะที่นั่งทำงานได้มีโอกาสชมเรื่องราวในชีวิตของหญิงชราคนหนึ่ง ในรายการ “คนค้นคน” วันนี้เป็นตอนที่สองแล้วซึ่งเป็นตอนจบของเรื่อง ชมตอนนี้แล้วทำให้รู้สึกเสียดายที่พลาดชมเมื่อตอนที่แล้ว
ดิฉันชื่นชอบรายการนี้ เพราะทำให้เราเรียนรู้ลีลาชีวิตของผู้คน….ร่วมชื่นชมกับคุณงามความดีที่เป็นแง่งามของชีวิตของแต่ละคนที่ปรากฏตัวในรายการแต่ละตอน….มีบางชีวิตไม่ได้สะท้อนถึงความงดงาม…แต่เราก็จะได้แง่คิดเตือนตัวเองทุกครั้งที่ชม
หญิงชราที่ปากฎตัวในวันนี้ชื่อว่า “คุณยายลี” อายุ 90 ปีแล้วค่ะ เป็นเจ้าของโรงเรียนสอนขี่ม้า ตั้งอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี คุณยายจะเปิดรับสอนเด็ก ๆ ที่อยากจะขี่ม้าเป็น ให้รู้จักหลักในการขี่ม้าที่ถูกต้อง คุณยายบอกว่าถ้าคนขี่ม้าเป็น ม้าจะไม่เจ็บ เด็ก ๆ จะถูกสอนให้รู้จักการดูแลม้าที่ตัวเองขี่ด้วยการแปรงขนม้า ที่ถือว่าเป็นการนวดให้เลือดเดินดี ทำให้ม้ามีร่างกายสมบูรณ์ เด็ก ๆ เองจะได้สัมผัสกับม้า รู้สึกได้ถึงความอบอุ่น เห็นม้าเป็นเพื่อนไม่ใช่เป็นแค่สัตว์ และเรียนรู้ว่าการแปรงขนม้า ไม่ใช่เป็นเพียงการทำความสะอาดม้าเท่านั้น คุณยายใช้คำพูดว่า “เราต้องนับถือสัตว์ อย่าเห็นเพียงว่ามันเป็นแค่สัตว์”
ผู้ปกครองที่พาลูกหลานมาเรียนรู้การขี่ม้า บอกถึงผลการเรียนรู้ที่ได้รับจากการฝึกขี่ม้านี้ ทำให้เด็กมีความรักสัตว์ ไม่ได้มาขี่ม้าเพราะความสนุกและเห็นม้าเป็นเพียงสัตว์ตัวหนึ่งเท่านั้น แต่มาขี่ม้าเพราะเห็นว่าม้าเป็นเพื่อน นอกจากนั้นยังได้ฝึกความมีระเบียบวินัย ความอดทน ฯลฯ อีกด้วย “คุณสุมาลี” ซึ่งเป็นลูกสาวของคุณยายให้เด็ก ๆ เรียกม้าตัวหนึ่งว่า “ป้านิลต้า” ในขณะที่สอนให้รู้จักการแปรงขนม้า
ดิฉันคิดว่านี่เป็นเทคนิคหนึ่งที่การเอ่ยนามทำให้ช่วยสร้างความรู้สึกนับถือและให้เกียรติกันค่ะ….นึกถึงในห้องเรียนของเรา หากคุณครูอยากจะปลูกฝังคุณลักษณะในเรื่องนี้ให้กับลูกศิษย์ของเราบ้าง น่าจะนำไปใช้ได้ สอนให้เด็กเรียกเพื่อนว่า “คุณ....” ตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็ก ๆ จะได้ติดปากและเคยชิน เพื่อลดคำพูดที่เรียกคำหน้านามของเพื่อนว่า “ไอ้...” หรือ “อี....” เผื่อเด็กโตขึ้นจะได้พูดจาไพเราะกว่าที่เราเคยได้ยินในขณะนี้…
ซึ่งดิฉันเคยมีประสบการณ์เคยได้ยินกลุ่มเด็กหญิงวัยรุ่นที่น่าตาดี ๆ เธอคุยกันบนรถโดยสารแล้วเรียกกันดัง ๆ ว่า “อี....” ใช้สรรพนามว่า “มึง...”“กู....” คุยเสียงดังคับรถโดยไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่นที่ได้ยินพวกเธอคุยกัน ซึ่งดิฉันคิดว่าคำเหล่านี้เมื่อโตขึ้น เราก็ใช้กันได้ในบางโอกาส แต่เราไม่ใช้พร่ำเพรื่อในที่สาธารณะและไม่ถูกกับกาลเทศะเช่นนี้ นึกเสียดายที่สาว ๆ กลุ่มนี้มีหน้าตาจิ้มลิ้ม น่ารัก….แต่พออ้าปากพูดเท่านั้นเอง ความรู้สึกที่มีอยู่เดิมกลับกลายเป็นตรงข้ามไปทันที
กลับมาที่เรื่องของคุณยายอีกครั้ง ภาพของคุณยายที่ต้องใช้ไม้ค้ำยันช่วยในการเดินเมื่อเดินไปเยี่ยมม้าแต่ละตัวในคอก…ภาพที่คุณยายตะโกนสอนเทคนิคการขี่ม้าให้เด็ก ๆ แต่ละคนทั้งที่เป็นภาษาไทย และภาษาอังกฤษ…ภาพที่คุณยายนั่งจ่ายเงินเดือนให้กับคนงานในคอกม้า…ฯลฯ…ทำให้สัมผัสได้ถึงพลังที่มีอยู่ในตัวของคน ๆ นี้ ซึ่งมีอายุถึง 90 ปีแล้วก็ตาม คุณยายมีจิตใจที่เข้มแข็ง อดทน เป็นนักสู้ที่มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว เห็นได้จาก คำพูดหนึ่งที่คุณยายเล่าให้ฟังว่า มีนายทหารท่านหนึ่งถามคุณยายว่า “ถ้าตกม้าจะทำอย่างไร” คุณยายตอบว่า “ก็ขึ้นใหม่สิ” พร้อมกับเสียงหัวเราะที่รู้สึกเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ๆ คุณยายบอกกับพิธีกรรายการที่ถามว่า “มีความเป็นห่วงไหมถ้ากิจการโรงเรียนสอนขี่ม้าเกิดประสบปัญหาเรื่องรายรับไม่พอกับรายจ่าย” ซึ่งคุณยายตอบว่า “ห่วงก็ห่วง แต่เราต้องคิดว่าถ้าในชีวิตของเรา...เราทำโครงการอะไรขึ้นมา...ถ้าล้ม...เราก็ต้องลุกขึ้นสู้สิ เราต้องสู้...”
เรื่องราวในชีวิตของคุณยายท่านนี้ ทำให้ดิฉันได้ซาบซึ้งถึงความหมายในการมีชีวิต และการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้อย่างมีคุณค่าและงดงามค่ะ….และนี่เป็นเสน่ห์ของรายการนี้ที่ทำให้ดิฉันคอยติดตามรับชมอยู่เสมอค่ะ…เรียนรู้ชีวิต…จากชีวิต….
เรียนรู้ชีวิต...จากชีวิต
“ถ้าตกม้าจะทำอย่างไร” ... “ก็ขึ้นใหม่สิ” ... “มีความเป็นห่วงไหมถ้ากิจการโรงเรียนสอนขี่ม้าเกิดประสบปัญหาเรื่องรายรับไม่พอกับรายจ่าย” ... “ห่วงก็ห่วง แต่เราต้องคิดว่าถ้าในชีวิตของเรา...เราทำโครงการอะไรขึ้นมา...ถ้าล้ม...เราก็ต้องลุกขึ้นสู้สิ เราต้องสู้...”
ขอบคุณพี่ปวีณามากนะคะ ที่นำเรื่องดีดีที่มีประโยชน์และให้ข้อคิดมาให้ได้อ่านกัน ดูแล้วคุณยายเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นและความพยายามสูง การพูดของคุณยายสอนให้ใครหลาย ๆ คนให้เรียนรู้ถึงใจเขาใจเรา อย่างคุณยายเลี้ยงม้าคุณยายก็เอาใจใส่แม้กระทั้งจิตใจของม้า สอนให้เราคิดว่าคนเราเมื่อแพ้แล้วต้องลุกขึ้นสู้ต่อไป ไม่ใช่หยุดอยู่แค่นี้ เพราะถ้าเราหยุดอยู่กับที่ความสำเร็จความฝันที่เราต้องการก็คงต้องหลุดลอยไป
ช่วงนี้หนูกำลังจะสอบปลายภาคเรียนที่1 ค่ะ งานที่อาจารย์สั่งก็เยอะ หนักที่สุดคือโครงงานวิทยาศาสตร์ ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ตอนแรกรู้สึกท้อมากแต่เมื่อได้อ่านเรื่องนี้แล้วทำให้คิดว่าเราต้องเริ่มทำอะไรได้แล้ว ต้องไม่ท้อต่อให้งานเยอะหรือยากแค่ไหน เราก็ต้องทำให้มันดีและผ่านมันไปให้ได้ ( สู้ ๆ ค่ะ )
“แต่เราต้องคิดว่าถ้าในชีวิตของเรา...เราทำโครงการอะไรขึ้นมา...ถ้าล้ม...เราก็ต้องลุกขึ้นสู้สิ เราต้องสู้...”
เป็นกำลังใจที่ดีมากทีเดียว ล้มแล้วต้องลุก
ตกมาก็กลับไปขึ้นได้ใหม่
เพราะ ยังมีพรุ่งนี้ให้เดินเริ่มใหม่
กลับมาเก็บเกี่ยวความฝันที่เหือดหายพึ่งแสงตะวันให้ฟื้นคืน ชื่นในใจ
ทุกเช้าไปตื่นขึ้น...บอกให้รู้ "สู้ด้วยใจ"