หนังสือ "ผ่านพ้นจึงค้นพบ" ของอาจารย์ "เสกสรรค์ ประเสริฐกุล"
เป็นงานเขียนที่ขึ้นคำโปรยว่า "แกะรอยจิตวิญญาณในงานเขียน"

อันเป็นทบทวนย้อนกลับไปยังงานเขียนต่าง ๆ ที่ผ่านมา
ในแนวคิดในช่วงวันเวลาและวัยต่าง ๆ

อ่านแล้วสำนึกตรึกตรองกรองความคิดกับตัวเองที่สุด


แล้วก็ได้ไปพบความหมายของ "อัตตา" กับบท "ลากกระป๋องไปตามซอย"

เป็นการอธิบายอย่างสังเขป แต่ลื่นไหล


ผมจึงอยากจับบางตอนที่เกี่ยวกับ "อัตตา" มานำเสนอ



ลากกระป๋องไปตามซอย


มันมาถึงตั้งแต่เรายังไม่รู้เดียงสา เข้ามาอยู่ข้างในของ คอยบัญชาการให้ทำโน่นทำนี่ บังคับให้ดีใจเสียใจกับเรื่องต่าง ๆ สั่งให้เรามองโลกด้านเดียว และเก็บความทรงจำใส่หัวเฉพาะด้านนั้น นอกจากนี้ยังพาเราไปทะเลาะกับคนอื่น หรือไม่ก็เกลียดชังตัวเอง เราเป็นอย่างที่เป็นอยู่ไม่ได้ และต้องหาอะไรมาลิ้มเร้าอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายมักจมดิ่งอยู่กับความขัดแย้งแบบใดแบบหนึ่ง มีความพอใจอันแสนสั้น แต่เต็มไปด้วยความคับแค้นอันยืดเยื้อ ฯลฯ

ใช่ มันคือสิ่งที่เรียกว่า อัตตา (ego) หรือตัวตน (self) ซึ่งเป็นมายาภาพใหญ่สุดที่มนุษย์มีต่อการดำรงอยู่และนำไปสู่มายาคติต่อสรรพสิ่งที่เหลือ กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ มันทำให้เรามองโลกผิดไปจากความจริง โดยเริ่มจากความเข้าใจผิดเกี่ยวกับตัวเอง

อัตตามาจากไหน เกาะติดเรามาแต่ครรภ์มารดาใช่หรือไม่? อันนี้เรียนตรง ๆ ว่าผมไม่ทราบ แต่เท่าที่ลองย้อนพินิจดู ก็คงต้องยอมรับว่ามันก่อรูปขึ้นเมื่อเราทุกคนยังเยาว์วัยมาก ดูได้จากการแผดเสียงร้องไห้เรียกความสนใจ แย่งของเล่นกับพี่น้อง เศร้าโศกเสียใจกับเรื่องขี้หมูขี้หมา ตัดพ้อพ่อแม่ว่ารักลูกไม่เท่ากัน ฯลฯ ยิ่งเติมใหญ่ การยึดถือตนเองเป็นศูนย์กลางและเรียกร้องให้โลกขานรับก็ยิ่งหนักหน่วงขึ้นตามกำลัง

จะว่าไปอันนี้แหละที่เป็นลักษณะแรกของอัตตา คือ การมองตัวเองว่าเป็นองค์อิสระแยกออกจากผู้อื่น สิ่งอื่น กระทั่งโลกทั้งโลก สรรพสิ่ง และสรรพชีวิตที่เหลือทั้งปวง ความเข้าใจผิดเบื้องต้นดังกล่าว ทำให้เรามองไม่เห็นความเกี่ยวโยงสัมพันธ์ระหว่างเหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่นำมาสู่การก่อเกิด และการดำรงอยู่ของชีวิต และยิ่งมองไม่เห็นการเลื่อนไหลแปรเปลี่ยนของเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดดับเป็นแค่ปรากฎการณ์ชั่วคราว ไม่มีอันเที่ยงแท้ หรือมีตัวมีตน

พูดภาษาธรรมก็คือ มันทำให้เรามองไม่เห็นสุญตา (ความว่าง) มองไม่เห็นอนัตตา (ไร้ตัวตน) และลืมนึกถึงอนิจจัง (ไม่ยั่งยืน) อันประกอบขึ้นเป็นความจริงของโลก ดังนั้น ความคิดเรื่องตัวกูของกู หรือการมองตัวเองเป็นหน่วยอิสระ ไม่ขึ้นต่อ และไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งใด โดยเนื้อแท้แล้วคือการคล้องโซ่ห่วงแรกให้กับตัวเอง ซึ่งกลายเป็นพันธนาการล่ามร้อยเราไว้กับภาพลวงตาอื่น ๆ แต่ละวันมันทำให้เราเหมือนเด็กที่ชอบลากกระป๋องไปตามตรอกซอย แล้วพานคิดว่าเสียงพิลึกพิลั่นที่เกิดขึ้นคือ ขบวนแห่อันเลิศหรู

แน่นอน เมื่อมองตัวเองแบบแยกส่วนแล้ว ที่เหลือก็ไหลลื่นไปตามตรรกะของมัน ใช่หรือไม่ว่าพอแรกรุ่นเราเริ่มเปรียบเทียบสูงต่ำกับคนอื่น ต่อมาเริ่มขัดแย้งกับสมาชิกในครอบครัวก่อนจะขยายไปขัดแย้งกับผู้คนภายนอก สิ่งใดสร้างความพอใจเรารัก สิ่งไหนขัดต่อจริตเราชัง จากนั้นเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้เป็นนิยายส่วนตัว สักพักหนึ่งอาจประกาศต่อโลกว่านี่แหละคือความเป็นเรา อัตลักษณ์ของฉันประกอบด้วยความแตกต่างสารพัด ฉันชอบแบบนี้ไม่ชอบแบบนั้น ใครไม่เชื่ออย่าลบหลู่ เพราะนี่เป็นสิทธิส่วนบุคคล

ก็ถูก ที่ผมพูดมาทั้งหมดออกจะรวบรัดไปหน่อย อันที่จริงเรื่องของอัตตาสลับซับซ้อนกว่านี้ เช่น การอยากทำดีเพื่อเสริมค่าให้ตัวเองเป็นอัตตาแบบหนึ่ง ในขณะที่การข่มเหงเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นก็เป็นอัตตาอีกแบบหนึ่ง ทั้งสองแบบอาจส่งผลต่อเพื่อนต่างกัน แม้โดยพื้นฐานแล้วจะคล้ายกันตรงที่เอาตนเองเป็นแกนหมุนก็ตาม

...
...
...

หลังจากครองตัวเป็น "นักเดินทาง" อยู่หลายปี ในที่สุดผมจึงเริ่มตื่นตระหนักว่า ชีวิตแท้จริงแล้วไม่ใช่การเดินทาง ความไม่เข้าใจชีวิตต่างหากที่ทำให้ต้องเดินทาง


...............................................................................................................................................................................

คิดตาม ...


เราทุกคน "มี" ใช่ไหม ?


อัตตา


เราเลือกที่จะแบกไว้จนตาย หรือ ปลดปล่อยตอนนี้ดี


สวัสดีวันพระ

บุญรักษา ทุกท่าน


..............................................................................................................................................................................

ขอบคุณหนังสือ ...


เสกสรรค์ ประเสริฐกุล.  ผ่านพ้นจึงค้นพบ.  พิมพ์ครั้งที่ ๒.  กรุงเทพฯ : สามัญชน, ๒๕๕๑.