การพัฒนาศักยภาพเด็กด้อยโอกาส เด็กชายขอบ เพื่อเตรียมสู่ประชาคมอาเซียน


                                    

 

 

การพัฒนาศักยภาพเด็กด้อยโอกาส เด็กชายขอบ เพื่อเตรียมสู่ประชาคมอาเซียน

                 ด้วยประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคจะมีการรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวในความเป็นอาเซียน
โดยมีมติที่จะรวมความเป็นอาเซียนอย่างรูปธรรมในปี 2558 โดยเน้นทั้ง 3 เสาหลัก ได้แก่การเมือง  เศรษฐกิจ และประชาสังคมและวัฒนธรรม(Socio-Cultural Community) เป็นสังคมที่สมาชิกมีความเอื้ออาทรต่อกัน ประชากรมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดี ได้รับการพัฒนาในทุกด้าน และมีความั่นคงทางสังคม ส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ
เช่น พัฒนาสังคม พัฒนาการฝึกอบรม การศึกษาระดับพื้นฐานและสูงกว่า การสร้างงาน และการคุ้มครองทางสังคม  การสาธารณสุข ด้านสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน  ส่งเสริม “อัตลักษณ์”ของอาเซียนโดยการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันและระหว่างประชาชนในประเทศสมาชิกอาเซียน

                 แผนงานการจัดตั้งประชาสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน(ในส่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความั่นคงของมนุษย์) ด้วย (1) การเสริมสร้างทักษะในการประกอบการสำหรับสตรีและเยาวชน ผู้สูงอายุ คนพิการ
(2) เครือข่ายความปลอดภัยทางสังคมและความคุ้มกันจากผลกระทบด้านลบของการรวมตัวในอาเซียนและโลกาภิวัฒน์ (3) การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการสำหรับสตรี เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ (4) การส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจ (5) การมีส่วนร่วมของชุมชน                   
                  มีการประกาศเจตนารมณ์ร่วมเพื่อการพัฒนาความรับผิดชอบต่อสังคมจากระดับประเทศสู่อาเซียน
ด้วยกระทรวงการพัฒนสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)ได้ประกาศเจตนารมณ์เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2554 จะร่วมกับภาคีภาครัฐและเอกชนในอันที่จะ  (1) บูรณาการความร่วมมือเพื่อช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการยกระดับคุณภาพของสังคมไทยให้สูงขึ้น ด้วยกระบวนการและแนวทางรับผิดชอบต่อสังคมของทุกภาคส่วน (2) ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคม ควบคู่ไปกับการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (3) ร่วมกันสร้างการรับรู้ต่อประชาชนทั้งประเทศ และขับเคลื่อนกระบวนการความรับผิดชอบต่อสังคมให้เข็มแข็ง (4) ร่วมกันสนับสนุนและผลักดันกระบวนการความรับผิดชอบต่อสังคมของประเทศไทย สร้างให้เป็นประเทศผู้นำความรับผิดชอบต่อสังคมในภูมิภาคอาเซียน                   
                   ด้วยประเทศไทยได้มีการเตรียมการหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
แต่ก็ยังเป็นกังวลในประเด็นเรื่องการคุ้มครองสิทธิเด็กในอาเซียน จากผลการประชุม[1] รับทราบ สถานการณ์และแนวโน้มการละเมิดสิทธิเด็ก ที่ในปัจจุบันการละเมิดสิทธิเด็กยังมีแนวโน้มขยายตัวขึ้นมาก ขณะที่การให้ความช่วยเหลือแก่เด็กและครอบครัวก็ยังไม่ทั่วถึงไม่ครอบคลุมยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ต้นทางได้ ด้วยสาเหตุมาจากการไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ในการประสานงาน ในการสร้างกลไก การบริหารจัดการ การกระจายภารกิจไปยังหน่วยงานระดับท้องถิ่น การส่งต่อความรับผิดชอบ รวมทั้งติดตามตรวจสอบการให้บริการของหน่วยงานและกลไกการให้บริการ

                  กังวล เมื่อรวมกลุ่มประเทศอาเซียน อาจก่อให้เกิดการอพยพย้ายถิ่นและมีผลกระทบต่อเด็กทั้งเด็กที่เป็นพลเมืองของประเทศนั้นๆและเด็กต่างด้าว ทั้งนี้เด็กที่ย้ายถิ่นไปด้วยตนเองหรือตามผู้ปกครองไปก็ตาม  จะมีโอกาสเข้าถึงบริการต่างๆจากรัฐน้อยลง หรือไม่มีโอกาสเข้าถึงได้เลย รวมทั้งจะถูกใช้แรงงานเป็นเครื่องมือในการขอทาน หรืออาจถูกแสวงประโยชน์ทางเพศได้โดยง่าย   หรือถูกนำไปค้าเพื่อเป็นบุตรบุญธรรมโดยผิดกฏหมาย

                   ในปัจจุบันนี้ประเทศไทยยังขาดความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ ที่มีการย้ายถิ่นของประชากร ทั้งย้ายถิ่นภายในประเทศ ย้ายถิ่นไปต่างประเทศ  และย้ายถิ่นจากประเทศอื่นๆเข้ามายังประเทศไทย
โดยเฉพาะประเทศไทยในกลุ่มอาเซียนยังไม่มีนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติงานที่จะปกป้องคุ้มครองดูแลเด็กๆที่เป็นสมาชิดครอบครัวของผู้ย้ายถิ่นทุกประเภท พร้อมทั้งการขาดฐานข้อมูลเกี่ยวกับเด็กที่ต้องการรับบริการทางสังคม ความช่วยเหลือ การคุ้มครอง ว่ามีจำนวนเท่าใด เด็กเหล่านี้อยู่ที่ใดจะเข้าถึงกลุ่มเด็กเหล่านี้ได้อย่างไร
ซึ่งเป็นทั้งกลุ่มเด็กด้อยโอกาสทางสังคม และกลุ่มเด็กชายขอบที่เข้ามาในประเทศไทย  ซึ่งเปรียบเสมือนประเทศไทยเป็นแอ่งกระทะที่เด็กต่างชาติต้องการมาแสวงสิ่งที่ดีกว่า หรือหนีจากความยากจน  เป็นต้น

เด็กด้อยโอกาสทางสังคมมติสังคมไทย

                      ในสังคมไทยได้มีการให้ความหมายกับกลุ่มเป้าหมายเด็กที่หลากหลาย ของใช้กลุ่มเด็กที่ได้รับการสงเคราะห์[2] ในมาตรา 32 เด็กที่พึ่งได้รับการสงเคราะห์  ได้แก่ (1) เด็กเร่ร่อนหรือเด็กกำพร้า (2) เด็กที่ถูกทอดทิ้งหรือพลัดหลง ณ ที่ใดที่หนึ่ง (3)เด็กที่ผู้ปกครองไม่สามารถอุปการะเลี้ยงดูได้ด้วยเหตุใดๆเช่นจำคุก กักขัง พิการ
ทุพลพลภาพ เจ็บป่วยเรื้อรัง ยากจน เป็นผู้เยาว์ หย่า ทิ้งร้าง เป็นโรคจิตหรือโรคประสาท (4)เด็กที่ผู้ปกครองมีพฤติกรรมหรือประกอบอาชีพที่ไม่เหมาะสมอันอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการร่างกายหรือจิตใจของเด็กที่อยู่ในความปกครองดูแล (5)เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูโดยมิชอบ ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ถูกทารุณกรรม หรือตกอยู่ในภาวะอื่นใดอันอาจเป็นเหตุให้เด็กมีความประพฤติเสื่องเสียในทางศีลธรรมอันดีหรือเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ (6)เด็กพิการ (7)เด็กที่อยู่ในภาวะยากลำบาก (8)เด็กที่อยู่ในสภาพที่จำต้องได้รับการสงเคราะห์ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง             
                        ซึ่งกลุ่มเด็กเหล่านี้ต้องได้รับการสงเคราะห์จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความั่นคงของมนุษย์ 
และองค์กรพัฒนาเอกชนที่ดำเนินการช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ในรูปแบบของโครงการครูข้างถนน โครงการเชิงรุกในประเด็นต่างๆจนกระทั่งการมีบ้านแรกรับสำหรับเด็กหรือบ้านพัฒนาเด็กสำหรับเด็กเร่ร่อน[3] และเด็กด้อยโอกาสทางสังคม เริ่มตั้งการการพัฒนาตัวเด็ก (1)กิจกรรมการเสริมทักษะวิถีชีวิต เช่น การรับรู้ข้อมูล  การวิเคราะห์ การวิพากษ์ การปฏิเสธ การตัดสินใจอย่างถูกต้อง ต้องมีความหลากหลาย เน้นการพึ่งตนเองในอนาคตให้ได้
เด็กภายในบ้านเพื่อสร้างความพร้อมในการเรียนรู้และให้สามารถปรับตัวอยู่กับผู้อื่นได้ (2)ให้เด็กมีทางเลือกและทางออกเวลาที่เด็กมีปัญหา เช่น ความพร้อมในการเรียน การหนีเรียน หรืออยู่ในระบบการศึกษา การปฏิบัติตัวของวัยรุ่น โดยเด็กไม่สามารถอยู่ในระบบในโรงเรียนได้ ทีทางเลือกในการประกอบอาชีพอิสระ โดยให้เด็กรักงานทุกชนิดที่ทำพร้อมที่จะทำงานและเรียนรู้ไปด้วยกัน (3)กิจกรรมฝึกฝนทักษะในการดำเนินชีวิต เช่น การทำความสะอาดบ้าน ซักเสื้อผ้า หุงข้าว ทำกับข้าว ซึ่งต้องเตรียมเด็กให้ได้ไม่อย่างนั้นเมื่อเด็กออกไปใช้ชีวิตภายนอกไม่ได้
ทำอะไรไม่เป็น เพราะไม่ถูกฝึกฝนมาก่อน (4)กิจกรรมด้านเกษตร เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรัยเด็กเร่ร่อนผู้ชาย เด็กด้อยโอกาสกลุ่มต่างๆ เป็นการวางรากฐานในงานอิสระอีกงานหนึ่ง ซึ่งในบ้านแต่ละหลังได้เน้นรากฐานของเด็กกับการรักงานเกษตรอยู่แล้ว จำเป็นต้องศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนการใช้วิถีชีวิตเด็กแต่ละบ้านให้มาก (5) การอยู่ร่วมกันอย่างฉันท์มิตรกับเด็กต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในบ้าน ตลอดจนการทำกิจกรรมร่วมกันเรียนรู้ความเป็นวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของเด็กแต่ละชาติ แต่ศาสนา  
                            ข้อเสนอแนะต่อคุณครูและเจ้าหน้าที่ประจำบ้านเพื่อจะทำกิจกรรมให้เด็กและเยาวชนมีทักษะ(1)ควรมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน ระหว่างเจ้าหน้าที่สถานแรกรับ พ่อบ้านแม่บ้านของสถานสงเคราะห์  ครูประจำบ้านขององค์กรเอกชน ในเรื่องแนวทางการดูแลเด็กในบ้าน ควรจัดให้มีการพบปะกันอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง  เพื่อได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์และวิธีการดูแลเด็ก ตลอดจนการเสริมกำลังใจซึ่งกันและกัน (2) ควรมีการเสริมทักษะและศักยภาพในองค์ความรู้การทำงาน ในเรื่องการจัดกระบวนทางความคิด องค์ความรู้เรื่องเด็กมีความบกพร่องทางการเรียนรู้ของเด็ก(IQ) จิตวิทยาเด็กและเด็กวัยรุ่น เรื่องเพศศึกษา ยาเสพติด โรคเอดส์
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเด็ก รวมถึงเรื่องมือเทคโนโลยีสมัยใหม่ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง  (3) การพัฒนาองค์ความรู้ให้กับคุณครูและเจ้าหน้าที่ตามมาตรฐานขั้นต่ำ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ซึ่งมีระเบียบการปฏิบัติที่ต้องป่านมาตรฐานทั้ง 5 ด้าน เพื่อมีแนวปฏิบัติต่อเด็กไปในทิศทางเดียวกัน (4) การเสริมทักษะการเก็บข้อมูล
การเก็บประวัติเด็ก (5) การเสริมกระบวนการทำงานกับเด็กอย่างมีส่วนร่วมในบ้าน ซึ่งเจ้าหน้าที่/ครู ประจำบ้านจำเป็นในการใช้กระบวนการตามหลักอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก โดยเฉพาะการกระตุ้นในเด็กร่วมรับผิดชอบงานในบ้านตลอดจนพี่ดูแลน้อง ทุกคนมีความรักความอบอุ่นในบ้าน ภายในบรรยากาศ เจ้าหน้าที่/ครู มีบทบาทเป็น พ่อ แม่
พี่ น้องในครอบครัวเดียวกัน  (6) การเสริมทักษะในเรื่องการทำเอกสารทางทะเบียนราษฎร์ การทำประวัติรับเข้าของเด็กแต่ละบ้าน เช็คเอกสารของเด็กและครอบครัวการแจ้งเกิดย้อนหลัง การเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านของเด็ก การทำบัตรประชาชน การขึ้นทะเบียนทหาร การทำบัตรเลขศูนย์ในกรณีที่เด็กไม่มีเอกสารใดๆหรือบุคคลไร้รากเหง้า เป็นต้น เพราะเด็กแต่ละคนต้องอยู่ในระยะยาว เพื่อการศึกษาของเด็ก
                                  ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย  ซึ่งเด็กทุกคนควรที่จะได้รับสิทธิเหล่านี้เสมือนเด็กทุกคนของเด็กของประเทศ (1)หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการกำหนดยุทธศาสตร์ไปในทิศทางเดียวกัน ในการดูแลเด็กปกติทั่วไป เด็กด้อยโอกาสทางสังคม เด็กเร่ร่อน เพื่อเป็นองค์รวมและการดำเนินการพัฒนาเด็กไปในทิศทางเดียวกัน   (2)
รูปแบบการส่งเด็ก และ/หรือการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ระหว่างหน่วยงานภาครัฐส่วนกลางและส่วนภูมิภาค  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีหน้าที่รับผิดชอบ และองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนที่อยู่ในสถานแรกรับ/สถานสงเคราะห์ และบ้านในหน่วยงานขององค์กรพัฒนาเอกชน  (3)หน่วยงานต้นสังกัดที่มีสถานแรกรับ/สถานสงเคราะห์/ครูประจำบ้าน และครูข้างถนน ควรที่ต้องมีนโยบายในการบรรจุ ฐานเงินเดือน สวัสดิการให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติอย่างชัดเจน  (4) ภาครัฐควรมีการสนับสนุนหน่วยงานและองค์กรที่ดูแลเด็กอย่างเหมาะสม เช่น จัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงานองค์กรพัฒนาเอกชนในหน่วยงานที่มีบ้านรองรับเด็กเร่ร่อนเด็กด้อยโอกาส ซึ่งจัดสรรงบประมาณให้ครอบคลุมทั้งเรื่องอาหารของเด็ก เสื้อผ้า การศึกษา ค่าพาหนะเดินทางไปโรงเรียน ค่าที่อยู่อาศัย และค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น                
                                  สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นกลุ่มเด็กที่ด้อยโอกาส จะต้องทำอย่างไรให้เด็กกลุ่มเข้าถึงบริการของรัฐที่มีอยู่ โดยไม่ต้องถูกปฏิเสธ  และเพิ่มทักษะกระบวนการเพื่อให้เด็กได้มีมี่ยืนในสังคม และการเตรียมรับความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียน

เด็กชายขอบในมติของสังคมไทย

                                 ในมติของสังคมไทยได้มีการให้ความหมายที่หลากหลาย ขอเริ่มตั้งแต่“กลุ่มชายขอบ”(marginal group)[4] หมายถึง กลุ่มที่ยังไปถูกกลืนเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มใหญ่อย่างสมบูรณ์ กลุ่มที่ละทิ้งวัฒนธรรมเดิมของตนไปบางส่วน และยังไม่ได้เป็นที่ยอมรับอย่างสมบูรณ์ในวัฒนธรรมใหม่ที่กลายเป็นวิถีชีวิตของตน  คำนี้มักจะนำมาใช้กับกลุ่มคนที่อพพยเข้ามาอยู่ใหม่ ในกลุ่มคนนี้จะมีวัฒนธรรมต่างๆผสมกันมากมาย ดังนั้นทัศนคติ คุณค่า และแบบอย่างพฤติกรรมที่แสดงออกจึงมิได้มีลักษณะเป็นของวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่ง

                                   แต่สำหรับเด็กชายขอบ ได้มีผู้ให้ความหมายในการทำงานที่หลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่เด็กต่างชาติ แรงงานต่างชาติ เด็กเคลื่อนย้าย(Children on the Move) หรือมีบางคน เด็กข้ามชาติที่เดินทางเข้าประเทศโดยลำพังหรือแยกจากผู้ปกครอง(Unaccompanied and Separated Children)   แต่สำหรับเด็กชายขอบในบทความนี้  คือกลุ่มเด็กที่ยังเข้าไม่ถึงบริการของรัฐหรือเป็นเด็กต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย   ซึ่งได้แก่            
                                   กลุ่มที่เป็นแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานที่เข้าเมืองมาทั้งถูกต้องตามกฎหมายและผิดกฎหมาย และจะมีแรงงานบางส่วนได้รับบัตรอนุญาตทำงานชั่วคราว ในปี พ.ศ.2553[5]จำนวน 955,595 คน
โดยแรงงานเข้าเมืองผิดกฎหมายได้รับใบอนุญาตในกรุงเทพมหานคร 168,442 คน  และมีข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียน(2553) ณ เดือนมิถุนายน มีจำนวนแรงงานเข้าเมืองผิดกฎหมายที่มาขึ้นทะเบียนรายงานตัวต่อกระทรวงมหาดไทย และได้รับหมายเลข 13 หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข “00” ซึ่งทางการหมายถึง แรงงามข้ามชาติขึ้นทะเบียนจากประเทศพม่า ลาว กัมพูชา จำนวนทั้งสิ้น 2,487,045 คน แต่แรงงานเหล่านี้กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานครถึง 434,612 คน จะเห็นได้ว่าแรงงามข้ามชาติเหล่านี้เข้ามาทำงานที่ถนัดคือแรงงานกรรมกรก่อสร้าง
สภาพการณ์ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่เข้าเมืองผิดกฎหมายและกลุ่มที่ทำงานโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ
ซึ่งกระจายตัวอยู่ในแหล่งก่อสร้างต่างๆไม่น้อยกว่า 10,000 แหล่งก่อสร้างทั่วกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งแรงงามข้ามชาติเหล่านี้ จะมีผู้ติดตามมาทั้งครอบครัว หรือลูกที่ต้องมาด้วยพร้อมกับเด็กที่เกิดในประเทศไทยแต่เป็นลูกหลานแรงงานข้ามชาติที่เข้าเมืองผิดฏำหมายยังไม่มีสถานะใดๆๆทั้งสิ้น แต่มีตัวตนอยู่ในประเทศไทย


                                     กลุ่มแรงงานเด็กต่างชาติ[6] เป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงมากเพราะหลายหน่วยงานคาดการณ์ว่าปัญหานี้ลดลง แต่กลับพบว่า เมื่อ 15 กันยายน 2551  มีแรงงานเด็กต่างชาติจำนวน 12,900 คน จากประเทศกัมพูชา ลาว พม่า อายุระหว่าง 15-18 ปี ได้รับในอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทย เนื่องจากแรงงานเด็กต่างชาติกลุ่มนี้มีเอกสารของทางการจึ่งเข้าใจว่า พวกเขาน่าจะทำงานในสภาพเงื่อนที่ดีกว่าแรงงานต่างชาติที่ไม่ได้มีเอกสาร  แต่ยังมีงานวิจัยหลายเรื่องของสถาบันการศึกษาและองค์กรชุมชน[7] คาดประมาณว่า มีแรงงานเด็กต่างชาติอย่างน้อย 100,000 คน ทำงานในประเทศไทย ซึ่งเด็กเหล่านี้ไม่เข้าถึงในการบริการศาธารณสุข
บริการทางการศึกษา ตลอดจนแรงงานต่างชาติเป็นกลุ่มเด็กที่เสี่ยงต่อการถูกเอารัดเอาเปรียบ ทำงานหนักเกินเวลาที่กำหนด และได้ค่าจ้างที่ต่ำกว่า ขาดที่พักอาศัยอย่างปลอดภัย ตลอดจนการเสี่ยงต่อการถูกบังคับล่วงละเมิดทางเพศทั้งหญิงและชาย

                                   กลุ่มเด็กผู้ลี้ภัย[8] ที่อาศัยอยู่ในค่ายทั้งหมด 9 แห่งทั่วประเทศไทย ที่รัฐบาลได้กำหนดให้เป็นแหล่งพักพิง มีเด็กประมาณ 54,021 คนเด็กส่วนหนึ่งได้เกิดในค่ายผู้อพพยพ แม้จะได้รัยความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรระหว่างประเทศ UNHCR แต่สภาพความเป็นอยู่ของเด็กในแคมป์ยังถูกกำหนดไม่ให้ออกนอกจากแคมป์ เรื่องการศึกษา การรักษาพยาบาล เป็นไปอย่างจำกัด ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กจากออกมานอกศูนย์อพพยทั้งด้านการศึกษา การหางานประกอบอาชีพเพื่อให้เด็กได้มีรายได้เลี้ยงครอบครัว  จึ่งเป็นความเสี่ยงให้เด็กกลุ่มนี้ถูกล่อลวงได้ง่ายและการถูกเอารัดเอาเปรียบจากนักค้าแรงงานเด็ก หรือบางคนก็ตกไปอยู่ในระดับการค้ามนุษย์

                                   เด็กถูกนำมาแสวงหาประโยชน์ทางเพศ[9] ปัญหาเด็กถูกนำมาแสวงหาประโยชน์ทางเพศ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กลาว  ซึ่งจากการสำรวจงานวิจัยเรื่องเด็กเร่ร่อน  สิ่งที่พบ คือไม่เคยพบเด็กหญิงลาวหรือเด็กลาวเร่ร่อน  แต่กลับไปพบที่ทำงานตามบ้านและร้านอาหารที่ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา หรือมีบางกลุ่มที่ถูกลวงให้มาทำงานร้านอาหารแล้วบังคับให้ค้าประเวณี ที่จังหวัดลพบุรี  และมีเด็กพม่าที่ถูกลวงให้มาทำงานที่อำเภอแม่สายแล้วถูกส่งมาบังคับให้ค้าประเวณีที่จังหวัดเชียงใหม่ มีการช่วยเหลือและส่งเด็กไปดูแลยังสถานสงเคราะห์ของรัฐ ที่จังหวัดพิษณุโลก และมีการประสานงานของเจ้าหน้าที่จากรัฐฉานว่ามีเด็กหญิงของรัฐฉานว่ามีเด็กจำนวน 15
คนถูกส่งตัวมาให้มาทำงานที่ร้านอาหารจังหวัดสุพรรณบุรี เด็กเหล่านี้ถูกบังคับให้ค้าประเวณี ทางตำรวจได้มีประสานงานและช่วยเหลือเด็กหญิงเหล่านี้  แต่มีข้อติดขัดที่ข้อกฎหมาย เด็กยังไม่สามารถกลับประเทศได้

                                  กลุ่มเร่ร่อนขอทานและติดยาเสพติด ตะเข็บชายแดนแม่สาย[10]กลุ่มเด็กเหล่านี้มีการอพพยย้ายถิ่นมาจากประเทศพม่าหรือบางส่วนมาจากชนกลุ่มน้อยของประเทศไทย  ส่วนมากแม่จะพามาขอทานที่ตลาดแม่สาย บางเด็กเหล่านี้ก็หนีออกจากพ่อแม่มาใช้ชีวิตเป็นเด็กเร่ร่อนที่แม่สาย  บางคนที่พบครูข้างถนนก็สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาของประเทศไทยได้  แต่ประสบปัญหาเรื่องเอกสารของเด็ก เพราะเป็นเด็กไร้รากเหง้า  
แม่เด็กส่วนหนึ่งติดยาเสพติดจำนวนมากและเสียชีวิตทำให้เด็กเหล่านี้กลับประเทศดั่งเดิมไม่ได้เพราะไม่รู้จักญาติหรือขาดรากเหง้าของเด็กเอง  เด็กเร่ร่อนผู้ชายบางคนที่ถูกล่อลวงให้ไปทำงานเป็นแรงงานประมงก็มีจำนวนไม่น้อย  บางส่วนก็เข้าไปสู่การขายซีดีหรือการทำงานผิดฏำหมายเกี่ยวกับยาเสพติด

                                 กลุ่มแม่และเด็กเร่ร่อนต่างด้าวขอทาน[11] มีการเคลื่อนย้ายกันมาเป็นจำนวนมากด้วยมีความเชื่อมั่นว่าในเขตกรุงเทพมหานครเป็นแหล่งที่นักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมาก และเป็นแหล่งที่มีรายได้จากการขอทานเป็นจำนวนมาก ปัจจัยที่เอี้อต่อการดำรงอยู่และการเติบโตขอทานต่างชาติ ที่พบว่าความต้องการเด็กต่างชาติให้มาช่วยขอทานของผู้ใหญ่ ทำให้มีรายได้มากขึ้น จึงเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับเด็ก แม่และเด็กชาวกัมพูชาเป็นกลุ่มที่มาขอทานมากที่สุดในจำนวนชาวต่างชาติที่เร่ร่อนเข้ามาในกรุงเทพมหานคร นี้เข้ามาโดยสมัครใจ และมีบางรายที่มีนายหน้าพามา การอาศัยอยู่จะอยู่ในชุมชย หรืออยู่กับเพื่อนบ้านเพื่อคอยช่วยเหลือกันเวลาที่ถูกจับ
สามารถฝากดูแลเรื่องลูกๆได้ ชาวกัมพูชาเห็นว่าทำงานอาชีพขอทานเป็นงานสุจริตเป็นการหารายได้เพื่อช่วยเหลือครอบครัวให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น   ความเป็นอยู่ของแม่เด็กเร่ร่อนต่างด้าวขอทานกลุ่มนี้ โดยจะอยู่เป็นครอบครัวกับพ่อแม่พี่น้อง หากเป็นเด็กก็จะอยู่กับแม่เป็นส่วนใหญ่ เมื่อเด็กโตขึ้นมาหน่อยแม่ก็ให้ลูกออกไปขอทานตามลำพัง หรือเด็กบางคนก็จะเริ่มสร้างปัญหาให้เช่นเมื่อได้เงินมาจะเอาเงินไปเล่นเกมส์ ซื้อสิ่งของที่ไม่จำเป็น หรือบางรายก็เริ่มลักขโมยสิ่งของของชาวบ้าน  แต่จะมีแม่และเด็กบางคนอยู่กับญาติที่เคยมากรุงเทพมหานครก่อน เด็กบางคนที่ไม่มีผู้ปกครองมาก็จะไปอยู่กับญาต เมื่อมีอายุมากขึ้นเด็กเหล่านี้จะออกไปใช้ชีวิตเอง  ซึ่งเด็กเหล่านี้จะไปอาศัยอยู่กับกลุ่มเพื่อนเพื่อความสะดวกในการช่วยเหลือหรือติดต่อสื่อสารกัน  หากกลายเป็นเด็กเร่ร่อนวัยรุ่นจะอยู่กับเพื่อนมากกว่า  โดยกลุ่มแม่และเด็กเร่ร่อนต่างด้าวขอทานกัมพูชาไม่ค่อยได้เรียนหนังสือหรือได้เรียนหนังสือน้อยมาก จึงทำให้กลุ่มนี้อ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้ทั้งภาษากัมพูชาและภาษาไทย  กลุ่มขอทานชาวกัมพูชาเหล่านี้จะมีสัญลักษณ์คือจะใช้ภาชนะเป็นแก้วน้ำของร้านสะดวกซื้อเพื่อใสเงินตอนที่มีผู้ให้เงิน  เพื่อสะดวกกับการพกพาไปในที่ต่างๆ หรือบางครั้งผู้ที่ให้เงินก็ซื้อน้ำดื่มหรือขนมให้เด็กแทนการให้เงิน  แม่และเด็กเหล่านี้ที่มาขอทานเคยถูกจับหรือควบคุมตัวที่สถานแรกรับคนไร้ที่พึ่งนนทบุรี ถ้าเป็นกรณีของเด็กที่ถูกจับตามลำพังเด็กเหล่านี้จะถูกส่งไปยังสถานแรกรับเด็กชายบ้านปากเกร็ด(บ้านภูมิเวท) การดูแลหรือกระบวนการส่งกลับใช้การทำงานเป็นทีมสหวิชาชีพ
บางครั้งเด็กเหล่านี้ไม่ได้พบหน้าผู้ปกครองหรือญาตในกรณีที่ไม่มีเอกสารยืนยันว่าเป็นลูก  และในกรณีที่แม่และเด็กเล็กถูกจับโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแม่และเด็กเหล่านี้จะถูกส่งตัวกลับไปที่ประเทศต้นทาง ก่อนที่จะถูกส่งตัวกลับจะต้องถูกอยู่ให้ห้องกันตั้ง 7-45 วัน แล้วแต่แม่และเด็กเหล่านั้นถูกจับครั้งที่เท่าใด สำหรับอาหารทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมีให้ แต่แม่และเด็กเหล่านี้บอกว่าอาหารไม่เพียงพอ จะต้องจัดหาเองเป็นครั้งคราวโดยเฉพาะเรื่องนมเด็ก          
                                กรณีตัวอย่างที่ทางโครงการครูข้างถนน มูลนิธิสร้างสรรค์เด็กลงไปทำงานด้วย ได้ลงพื้นที่ประตูน้ำ หน้าห้างพันธุ์ทิพ  ห้างเซ็นทรัลเวิรด์ หน้าสยามพารากอน สี่แยกอโศก ซอยนานา เป็นต้น  ตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์  จนถึง 30 พฤศจิกายน 2555  ได้พบครอบครัวแม่และเด็ก 107 ครอบครัว และเด็กที่ติดตามแม่มาจำนวน 263 คน  จำนวนร้อยละ 90% ที่แม่และเด็กเหล่านั้นบอกว่าเดินทางมาด้วยความสมัครใจ  พร้อมกับสามีที่มาทำงานเป็นยาม เป็นกรรมกรก่อสร้าง  มีเด็กอีกส่วนหนึ่งที่มากับญาติซึ่งเป็นลุง ป้า น้า อา แต่ส่วนใหญ่เป็นญาติฝ่ายหญิง  ซึ่งจะมาขอทานเป็นส่วนใหญ่ ขอยกตัวอย่าง เพื่อให้เห็นสถานการณ์ที่ชัดเจนจากงานภาคสนาม

                                ดังตัวอย่าง นางลี (นามสมมุติ)ซึ่งเป็นชาวกัมพูชา พาลูกอายุ 10 ปี เป็นเด็กพิการปากแหว่งเพดานโหว่ง  ซึ่งครูข้างถนนลงไปพบที่ซอยนานา  และมีการพูดคุยที่ต้องมีการรักษาพยาบาลผ่าตัด ซึ่งต้องใช้เวลาในการดูแลไม่น้อยกว่า 2 เดือน ซึ่งได้ประสานงานกับโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว  แต่ไม่มีที่พัก พยายามประสานหาที่พักในเรื่องการที่ต้องอยู่ในประเทศไทย  ถึงปัจจุบันนี้ยังหาตัวแม่และเด็กไม่พบ ห่วงว่าเมื่อมีการรักษาพยาบาลแล้วกลัวถูกจับ ส่งสำนักตรวจคนเข้าเมือง เพราะทั้งคู่เข้าเมืองผิดกฎหมาย  จึงกลัวมากในการที่จะรับบริการใดๆ
แต่ลูกต้องได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วนไม่อย่างนั้นเด็กเมื่อเติบโตขึ้นจะผ่าตัดลำบากมาก และเป็นปมด้อยติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต

                                กรณี นางไห(นามสมมุติ) พาลูกเข้ามาขอทานในประเทศไทยเป็นเวลากว่า 7 ปี โดน จับประมาณ 9 ครั้ง  โดยมีลูก 3 คน ลูกคนโตอายุ 12 ปี เป็นเด็กผู้ชายซึ่งปัจจุบันเร่ร่อนตามลำพังกับกลุ่มเพื่อนซึ่งไม่ม่อยู่กับแม่  ตอนนี้แม่พาลูก 2 คน น้องผู้หญิงอายุ 7 ปี ซึ่งแม่อยากให้มาอยู่บ้านพัฒนาเด็กขององค์กรพัฒนาเอกชน
ปัญหาคือองค์กรพัฒนาเอกชนก็ยังไม่กล้าที่จะรับเด็กไว้ในการดูแล  เพราะต้องเกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ที่หน่วยงานใดให้ที่พักพิงกับคนต่างด้าวมีความผิดทางกฎหมาย   ซึ่งจะเห็นได้ว่ายังไม่มีแนวการปฏิบัติงานที่ชัดเจนในการช่วยเหลือกับแม่และเด็กกลุ่มนี้   ซึ่งปัจจุบันแม่ก็พาลูกตระเวรไปตามที่ต่างๆ ถึงจะมีการผลักดัน ยังขาดการประสานงานส่งกลับอย่างมีคุณภาพ และการประสานงานที่ประเทศต้นทางในการรับแม่และเด็กเหล่านี้ไปฝึกอบรมหรือพัฒนาอย่างมีคุณภาพชีวิต  ประเทศต้นทางเองต้องมีแผนการพัฒนาแม่และเด็กอย่างเป็นระบบ และมีการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อไม่ให้คนเหล่านี้กลับเข้ามาขอทานในประเทศอื่น  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรที่จะมีการทำงานข้อตกลงร่วมกันในการดูแลแม่และเด็กต่างด้าว

                                กรณี นางใจ (นามสมมุติ) เป็นแม่ที่อายุเพียง 19 ปี ที่เคยเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ เมื่อ
4 ปีที่แล้ว นางใจได้รับการช่วยเหลือและการประสานงานจากกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ส่งต่อไปที่หน่วยงานภาครัฐของประเทศกัมพูชา  ที่พนมเปญ มีการฝึกอาชีพ 1 ปี แม่ของนางใจได้มารับนางใจกลับไปที่บ้าน ต่อมาแม่เสียชีวิต  นางใจได้แต่งงานกับคนในหมู่บ้านเดียวกัน  แล้วพาครอบครัวมาทำงานเป็นกรรมกรก่อสร้างที่คลองเตย  สามีมีภรรยาใหม่เป็นสาวไทย สามีไม่ได้ดูแลครอบครัว  แต่นางใจยังอาศัยที่อยู่บ้านพักกรรมกรก่อสร้างเป็นที่หลับนอน แต่กลางวันจะพาลูกอายุ 2 ปี ออกมาขอเงินเป็นครั้งคราว เป็นค่านม ค่าอาหาร  เคยถูกจับมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ครั้งจะอยู่ในสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่สวนพลู ครั้งแรก 10 วัน   ครั้งที่ 2 อยู่ประมาณ 5 วัน  ทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จะส่งตัวไปที่ปอยเปต ประเทศกัมพูชา  นางใจกับลูกก็พากันเข้ามาอีก  เมื่อมีการสอบถามถึงหน่วยงานของประเทศต้นทาง นางใจบอกว่าไม่ได้รับความสนใจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพราะว่า หน่วยงานเหล่านี้ไม่ได้ไปสัมภาษณ์หรือเก็บข้อมูลในพื้นที่หรือบ้านของแต่ละคน  และอีกเหตุผลหนึ่งโดยทั่วไปชาวกัมพูชามีฐานะยากจนมาก  ทุกคนจำเป็นต้องดิ้นร้นเพื่อให้เด็กและคนในครอบครัวอยู่รอด เรื่องการศึกษารัฐบาลในเรียนฟรี แต่ไม่ได้บังคับให้เด็กทุกคนต้องเข้าเรียน เด็กที่เรียนต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเรียนสูงมาก   ถามถึงเหตุผลที่นางใจ เข้ามาในกรุงเทพมหานคร เคยมาตั้งแต่เด็กอายุ 7 ปี ตามคนข้างบ้านมาขอทาน และมาทำงานเป็นพนักงานคาราโอเกะมาก่อน จึงรู้ว่าจะเดินทางมาอย่างไร  อยากให้ลูกได้เรียนหนังสือแต่ไม่มีญาติที่จะดูแลลูกในประเทศกัมพูชา 
ตัวนางใจเองอยากที่จะทำงานเป็นกรรมกรก่อสร้างเพราะมีที่พักแน่นอนแต่ขาดคนเลี้ยงลูก

                            นางผวน(นามสมมุติ) อายุ 41 ปี พร้อมลูกอีก 3 คน  ซึ่งสามีทำงานเป็นกรรมกรก่อสร้าง 
มีการทำหนังสืออนุญาติทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย  เมื่อมีการจับกุมที่แหล่งก่อสร้างที่สุขุมวิท 62 สามีถูกจับกุมด้วย และต้องอยู่ในสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 45 วัน  ทำให้ไม่มีรายได้เลี้ยงลูกอีก 3 คน นางผวนจึงพาลูกมาขอทานที่หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ รอสามีในการที่จะส่งกลับไปที่ประเทศกัมพูชา  แล้วเดินทางมาพบกับครอบครัวใหม่อีกครั้ง หวังว่าจะได้กัน  ในขณะนี้ก็อาศัยพักที่บ้านพักกรรมก่อสร้างขอร้องที่จะพักรอสามี  ผู้รับเหมาก็พยายามที่จะให้ออกไปเพราะเมื่อมีตำรวจมาตรวจที่บ้านพักกรรมกรก่อสร้างผู้รับเหมาที่เป็นคนไทยจะเดือดร้อน
ผวนได้เล่าอีกว่าสามีโดนจับเรื่องการเข้าทำงานเป็นกรรมกรก่อสร้าง 3 ครั้งแล้ว  ครั้งที่ทำงานแล้วประมาณ 2 gดือน วันที่จ่ายค่าแรง สามีโดนจับเลยไม่ได้ทั้งค่าแรงและสามีเองต้องไปอยู่ในสำนักตรวจคนเข้าเมือง 15 วัน  ครั้งที่ 2 ก็โดนเรื่องค่าแรงเหมือนกัน  คนงานที่เป็นกรรมกรก่อสร้างจะโดนจับกันบ่อย  แต่ก็ต้อ

หมายเลขบันทึก: 530898เขียนเมื่อ 21 มีนาคม 2013 21:02 น. ()แก้ไขเมื่อ 21 มีนาคม 2013 21:04 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (1)

ตามมาอ่าน

น่าสนใจมาก

หายไปนานเลยครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี