ในระหว่างวันที่ 21-22 มีนาคม 2556 ทางมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศได้รับเชิญจากสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าร่วมประชุมวิชาการระดับนานาชาติครั้งที่ 2 หัวข้อเรื่อง "การพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนไทย สู่ประชาคมอาเซียน"
งานนี้ได้รับเกียรติจากนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิธีเปิดและกล่าวสุนทรพจน์ ศาสตราจารย์นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวัน อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวต้อนรับ และนายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน
สรุปเนื้อหาสัมมนา 21 มีนาคม 2556
ธรรมบรรยายเรื่อง ปลุกหัวใจเด็กและเยาวชน ด้วยหัวใจโพธิสัตว์
โดย แม่ชี ศันสนีย์ เสถียรสุต ผู้ก่อตั้งเสถียรธรรมสถาน
· เมื่อใจเด็กถูกปลุก จะทำให้เด็กก้าวไปในโลกนี้ได้เท่ากับความสำเร็จในงาน
· การลงทุนเรื่องเด็กเป็นเรื่องสำคัญ
· เด็กถือเป็นปัจจุบัน
· หัวใจโพธิสัตว์คือหัวใจผู้รับใช้
· เด็กต้องอยู่กับโลกที่ท้าทายใจในปัจจุบันได้ ต้องทำให้เด็กเรียนรู้โลกเมื่อมีปัจจัยต่างๆในโลกมากระทบ
· เราจะต้องทำให้เด็กรู้ทันกาย รู้ทันจิตใจ รู้ทันอารมณ์ หัวใจตื่น
· การเรียนรู้ไม่ใช่การเลียนแบบ เด็กเรียนรู้ความทุกข์ ความสุขของแม่ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ แต่พอออกมาลืมตาดูโลกก็เลียนแบบ
· เด็กถือเป็นครูและเพื่อน เป็นคนที่เราจะลงทุน พ่อแม่ต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้ตั้งแต่เด็ก ถือเป็นการลงทุน
· เด็กเลือกจะมาเกิดกับพ่อแม่ ต้องปลุกใจพ่อแม่ก่อนเพื่อให้เด็กมีบุญมาเกิด เพราะจะมาเกิดในครอบครัวที่มีสัมมาทิฐิ พ่อแม่ต้องปฏิบัติชอบ
· ข้อดีของอาเซียนคือมีวัฒนธรรมไม่แยกศาสนาจากวิถีชีวิต อาเซียนเป็นแกนใหญ่ให้ใจมนุษย์มาพบกัน
· พ่อแม่เป็นครูในบ้าน บ้านถือเป็นห้องเรียนห้องแรก ต้องทำให้เด็กมองว่าปัญหาคือความสำเร็จ มีไว้เพื่อให้สร้างบารมี ให้มีความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์และทักษะ และเด็กจะเลือกคบคนที่ทำให้เขาท้าทายตนเอง
· เด็กไม่ฉลาดแต่เป็นอริยชนได้ ถ้ารู้ทันกิเลส ทันสมัยใจตื่นรู้และเบิกบาน หายใจเข้าออกสงบเย็น
ที่มา:
http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/893/839/original_sansanee21march2013seminar.WAV?1363868980
สรุปเวทีเสวนา “การพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนไทย สู่ประชาคมอาเซียน”
ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้อำนวยการ Sasin Institute for Global Affairs (SIGA)
กระแสโลกปัจจุบัน
1. เปลี่ยนจากศตวรรษของสหรัฐอเมริกาเป็นเอเชีย เรียกว่า United States of Asia เอเชียตะวันออกนำโดย จีน
เอเชียใต้นำโดย อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นำโดย อาเซียน มีวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกมาผสมผสานกัน ต้องทำให้เด็กเคารพวัฒนธรรมตนเองและผู้อื่น
2.ศตวรรษที่ 20 เป็นโลกแห่งความมั่งคั่ง มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ มีการเปิดประเทศและโลกาภิวัตน์ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ส่วนศตวรรษที่ 21 เป็นโลกแห่งความสุดโต่งทั้งทางด้านธรรมชาติ เศรษฐกิจ สังคม (ที่มีความเหลื่อมล้ำ) ต้องเตรียมเด็กให้อยู่ในโลกแห่งความสุดโต่งได้
3.การเปลี่ยนแปลงเชิงอำนาจ เดิมอำนาจอยู่ที่ภาครัฐ แต่ Facebook และ Twitter ทำให้อำนาจมาสู่ภาคประชาชน มีกระแสประชาธิปไตยด้านความเป็นอยู่ ข้อมูล นวัตกรรม การแบ่งปันประสบการณ์กับผู้อื่น มีกระแสความเป็นปัจเจกมากขึ้น ต้องเตรียมเด็กให้มีความพร้อมอยู่ในโลกได้อย่างมีความสุข นำความดีจากตนไปนำเสนอต่อโลกได้ ต้องมีการสอนวิธีนำศาสตร์และศิลป์มาผสมผสานกัน มีทั้ง Culture of Living, Working และ Learning ให้เด็กทดลองในสิ่งที่สนใจ ม
4.มีความเป็นพหุพลเมืองมากขึ้น ทั้งของอาเซียนและโลก ต้องอยู่ในโลกเสมือน เทคโนโลยีใหม่ทำให้กำหนดวัฒนธรรมตนเอง
· ต้องตอบโจทย์เหล่านี้เพื่อให้เด็กอยู่บนโลกแบบปกติสุข
1.Hope
2.Happiness
3.Harmony
· ต้องทำให้เด็กมี
1.Head ปัญญา
2.Hand ทำงานได้
3.Heart อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้
· ต้องสอนให้เด็กมอง Short term and Long term
· ต้องสอนเด็กให้มองความแตกต่างคือคุณค่า เปลี่ยนความคิดให้เกิด win-win
นางศักดิ์ศรี ไทยอารี ผู้อำนวยการสภาองค์การพัฒนาเด็กและเยาวชนในพระบรมราชูปถัมภ์
· เวลาส่งเสริมทักษะไอทีต้องให้เด็ก
1. รู้เท่าทัน นำของดีมาใช้
2. ใช้เป็นหลายเรื่อง
· ตอนนี้ไมโครซอฟท์สนับสนุนเด็กในเรื่องทักษะการใช้ 4 สื่อ
1.PowerPoint เพื่อนำเสนอความคิด
2.ทำสิ่งพิมพ์ โปสเตอร์ รณรงค์
3.Excel ทำสถิติ บัญชี
4. Cloud นำข้อความไปแขวนบนอากาศ ดึงมาแก้ไขและส่งต่อได้
· ควรจะนำสิ่งประดิษฐ์ที่เด็กคิกจากการประกวดมาเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สนับสนุนให้นำไปใช้ได้จริง
· ควรสนับสนุนให้เยาวชนได้ทำงานอิสระในท้องถิ่นซึ่งถือเป็นฐานของประเทศ
· ปัญหาเพศสภาพเกิดจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง และการขาดที่ปรึกษาอย่างถูกต้องเพราะพ่อแม่อายที่จะพูด ควรจะสอนให้เข้าใจสรีระและมีความหมายในความสัมพันธ์ มีความรับผิดชอบ
· แผนพัฒนาเด็กและเยาวชนปี 2555 กล่าวถึงคุณสมบัติที่พึงประสงค์ของเด็กคือ แข็งแรง มั่นคง ดี มีสุข สร้างสรรค์
· ประเทศไทยต้องเป็นผู้นำอาเซียนเรื่องเด็ก
ดร.พิษณุ ตุลสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ
· นโยบายการศึกษาในปัจจุบันมีการปฏิรูปหลักสูตรซึ่งถือเป็นแผนที่สร้างชีวิตคนไทยในอนาคต
· ต้องปลูกฝังเรื่องเหล่านี้ให้เด็ก ทำเป็นองค์ความรู้
1.ความจงรักภักดี
2.ศาสนา มีศีลธรรมเป็นภูมิคุ้มกัน
3.ชาติ เอกลักษณ์ไทยและการรักษาชาติ
· มีความรู้แล้วต้องรู้จักคิดกลั่นกรองและสร้างปัญญา
· ช่วงอนุบาลและประถมศึกษาเป็นช่วงสำคัญสำหรับการปลุกฝังเพราะเป็นผ้าขาว ควรนำความดีใส่เข้าไป เน้นการเรียนภาษา 8-10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สอนเด็กคิด วิเคราะห์
· ควรให้เรียนสุนทรียศาสตร์ ให้มองโลกในแง่ดี ไม่ใช้ความรุนแรง
· ควรให้เรียนรู้เรื่องชุมชนท้องถิ่น
กล่าวต้อนรับ
โดย ศาสตราจารย์นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวัน อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่มา:
http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/893/846/original_ratchatawelcome.WAV?1363869729
กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน
โดย นายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี
ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล
· การจัดงานครั้งนี้เป็นการฉลองครบรอบ 15 ปีการก่อตั้งสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล
· มีวัตถุประสงค์สำคัญคือเตรียมความพร้อมเด็เพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
· รูปแบบกิจกรรมประกอบด้วยการจัดเสวนา นำเสนอวิจัย มีการค้นพบพัฒนาศักยภาพเด็ก ตามแนวคิด I am, I have, I can
· จะมีการแลกเปลียนเรียนรู้ก่อให้เกิดความเข้มแข็งทางวิชาการ
ที่มา:
http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/893/844/original_suriyadelreport.WAV?1363869675
พิธีเปิดและกล่าวสุนทรพจน์
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี
· ธรรมชาติสร้างคนให้มี 2 หู 1 ปาก ดังนั้นต้องฟังมากกว่าพูด นี่คือสิ่งที่สังคมไทยต้องเรียนรู้
· แม้จะไม่มีเรื่องประชาคมอาเซียนเข้ามาเกี่ยวข้อง เด็กไทยก็ต้องพัฒนาศักยภาพเพื่อตนเองและสังคมไทย
· เด็กมีสิทธิตามอนุสัญญาสิทธิเด็กคือ
1.มีชีวิตรอด
2.ได้รับการพัฒนา
3. มีส่วนร่วม
รวมถึงการจดทะเบียนเกิด ได้รับการดูแลสุขภาพ อาหาร การศึกษา ความคุมครองจากความรุนแรงและการหาประโยชน์จากเด็ก
· เด็กต้องได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ
· การเรียนรู้เริ่มตั้งแต่ในครรภ์ เด็กมีการเรียนรู้โดยธรรมชาติ เรียนรู้ก่อนเข้าโรงเรียน โดยเฉพาะช่วงอายุ 2-3 ปีแรกถือเป็นการสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ ถ้าเด็กขาดสารอาหารก็มีผลต่อการพัฒนาสมอง ต้องดูแลโภชนาการ กระตุ้นการเรียนรู้ สร้างวินัยเชิงบวก
· การลงทุนโครงการเด็กปฐมวัย คุ้มค่ากว่าแก้ปัญหาภายหลัง แต่งบน้อยมาก
· นโยบายการศึกษาใหม่เน้นการปรับปรุงการศึกษาของไทย
· ควรทำแบบสิงคโปร์ที่เน้นพัฒนาหลักสูตรการสอน
· ครูต้องพูดให้น้อยลง ให้โอกาสเด็กพูดมากขึ้น
ที่มา:
http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/893/847/original_Anandopening21march2013seminar.WAV?1363869889
สรุปเวทีอภิปราย “การพัฒนาศักยภาพสมองและ การรู้คิดของเด็กไทย เพื่อเตรียมพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน”
รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงนิตยา คชภักดี
อดีตผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล
· สมองทำงานไม่ดี ถ้าไม่มีประสบการณ์การเรียนรู้
· เด็กยิ่งโตขึ้น พัฒนาการสมองจะน้อยลง
· ต้องมี Executive functioning ที่ดีเพ่อเป็นรากฐานให้เด็กพร้อมเรียน และประสบความสำเร้จในการศึกษา
· Executive functioning ประกอบด้วย
1. Working Memory จำได้
2. Inhibitory Control ควบคุมตนได้
3. Cognitive Flexibility ปรับกลยุทธ์ แก้ปัญหาได้ดี
· นี่เป็นประสบการณ์ตั้งแต่อยู่บ้านเป็นทารก
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล
สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล
· ควรสอนการคิดซับซ้อนแบบผู้ใหญ่ตั้งแต่เป็นเด็ก
· Executive functioning คือการทำงานระดับสูงของสมอง ควบคุมความคิดให้ทำงานสำเร็จตามเป้าหมาย ช่วยปรับพฤติกรรมเพื่อพบกับสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยเช่นการก้าวสู่อาเซียน ทำให้พบสิ่งแวดล้อมใหม่ สามารถคิดและทำเองได้โดยไม่ไต้องให้คนอื่นบอก
· ควรฝึกการคิดขั้นสูงโดยใช้กิจกรรมเหล่านี้
1.ฝึกแยกองค์ประกอบ เช่นเกมฝึกความจำ
2.ทำต่อเนื่อง และเพิ่มความยาก
3.กิจกรรมมีขั้นตอนครบ เพื่อให้เด็กวางแผน มีการประเมินปรับปรุง
4.สมาธิจดจ่อต่อเนื่อง
5.ฝึกความอดทน
6.พ่อแม่สนับสนุนให้กำลังใจ
นายแพทย์อุดม เพชรสังการ
จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสมองเด็ก
· Executive functioning ทำให้พัฒนาการสับสวิตซ์ความคิด เอย่ารอให้เด็กภาษาแม่ดีก่อนแล้วค่อยเรียนภาษาต่างประเทศ
· การเล่นดนตรี มีเสียงสูงต่ำ จังหวะช้าเร็ว เป็น Multi-skill ทำให้เกิด Executive functioning
· อาเซียนและซีกโลกตะวันออกเป็นวัฒนธรรมดนตรีโน้ต 5 เสียง คือ โด เร มี ซอล ลา เป็นจุดร่วมกันใช้พัฒนา Cultural Intelligence ได้
· น.พ.ชาร์ล เจ ลิมป์ พบว่า การด้นดนตรี (Improvisation) ทำให้สมองส่วนความคิดสร้างสรรค์พัฒนาขึ้น ทำให้มีความสุข สมาธิและพัฒนาด้านภาษา ซึ่งภาษาอาเซียนก็เป็นภาษามีโทนเหมือนโน้ต
· ดร.อณิรุทธ์ ปาเทล สรุปว่า มนุษย์ใช้สมองส่วนเดียวกันในการจัดการ ข้อมูลภาษาและดนตรี ตามแนวคิด OPERA
O=Overlap
P=Precision
E=Emotion
R=Reception
A=Attention
· Paul Zak กล่าวว่า ดนตรีทำให้เกิดการหลั่งฮอร์โมน Oxytocin ซึงทำให้เกิดความเห็นใจ คุณธรรม ไว้ใจ ซึ่งนำไปสู่มั่งคั่งทางธุรกิจ
· จุดเริ่มคุณธรรมเริ่มจากความรู้สึกจาก Oxytocin แล้วตามด้วย Cognition
· การเลียนแบบถือเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญ ผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีเพื่อให้เด็กดี
ที่มา:
http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/893/848/original_braindevelopment21march2013seminar.WAV?1363870344
สรุปการสัมมนาวันที่ 22 มีนาคม 2556
สรุปผลการประชุมกลุ่มย่อยและทิศทางการพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนไทยเพื่อเตรียมพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน
โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิมลทิพย์ มุสิกพันธ์
สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล
การลงทุนกับเด็กสำคัญมาก
สรุปการนำเสนอห้องที่ 1 การพัฒนาศักยภาพของสมอง
· อยากเห็นเด็กไทย เก่ง ดี มีสุข ซึ่งสิ่งเหล่านี้สร้างได้ด้วยสมอง
· สมองสร้างทักษะอยู่ร่วมคนอื่น รู้จักตนเองและทักษะชีวิต
· ประสบการณ์การเรียนรู้นำมาสู่ Executive Function คือสมองรู้คิด ทำหลายอย่างได้โดยไม่สับสน สร้างได้ด้วยกิจกรรม ทำต่อเนื่อง เพิ่มความยากโดยให้เด็กแก้ปัญหาด้วยตนเอง ใช้กิจกรรมเป็นตัวนำ คนที่เกี่ยวข้องกับเด็กทุกคนต้องทำ
สรุปการนำเสนอห้องที่2การพัฒนาศักยภาพด้านอารมณ์ คุณธรรม จริยธรรม
· คุณธรรมมีในตัวเด็กอยู่แล้ว แต่เราต้องดึงส่วนดีและลดส่วนร้ายของเด็ก
· อยากได้เด็กที่ควบคุมตนเองได้ ยอมรับคนอื่น วางแผน ยืดหยุ่น ล้มแล้วลุก
· ศักยภาพด้านอารมณ์ คุณธรรม จริยธรรมสามารถสร้างด้วย 3 วิชาคือคณิตศาสตร์ (ช่วยการคิดแบบตรรก มีระบบคิด) การอ่าน และการเขียน (ช่วยให้มีเหตุผล สังเคราะห์ความคิด)
· ศักยภาพด้านอารมณ์ คุณธรรม จริยธรรมสามารถสร้างด้วย 2 ทักษะคือ
1.ทักษะการใช้ชีวิต ได้แก่การมองไปข้างหน้า ค้นหาทางเลือกและตัดสินใจ ยอมรับผล และยืดหยุ่น
2.ทักษะด้านเทคโนโลยี ได้แก่การเสพและใช้เทคโนโลยีเป็น
· สร้างด้วยกระบวนการเดียวกับการพัฒนาศักยภาพสมอง สมองจะลบสิ่งที่ไม่ทำและจะจำสิ่งที่ทำต่อเนื่อง คือ Active Learning และ Problem-based Learning มี Output เป็นวินัยและวิธีคิด
· ครูต้องใช้ Godzilla Model ใช้นิทาน ครูไม่ต้องรู้ทุกเรื่อง เมื่อครูผ่อนคลาย เด็กวิพากษ์
· ครูควรใช้แกงโฮะโมเดล มีกฎกติกาการอยู่ร่วมกัน กัลยาณมิตร และทำดีอย่างมีปัญญา มีประโยชน์แท้จริงต่อสังคม
สรุปการนำเสนอห้องที่ 3 การพัฒนาศักยภาพด้านสังคม วัฒนธรรมของเด็กไทย
· เด็กพูดภาษาถิ่น กินนมแม่คือการฉีดภูมิคุ้มกันทางวัฒนธรรม
· วัฒนธรรมคือรากฐานที่นำไปสู่จุดยืน
· ภาษาถิ่น-ภาษาแม่ให้ที่ยืน ให้ความผูกพัน
· ยอมรับคนอื่น
· เป็นเสาค้ำยัน
· ประชาคมอาเซียนทำให้เกิดการข้ามวัฒนธรรม ต้องทลายกำแพงที่เป็นอุปสรรคต่อการข้ามวัฒนธรรม
สรุปการนำเสนอห้องที่ 4 บทบาทของการศึกษา
· เชิงนโยบายต้องมีการทบทวนการบริหารแยกส่วน เขตและพื้นที่ให้การสนับสนุนโรงเรียนอย่างไร
· การบริหารการศึกษาเน้นผู้บริหารและครู
· ระบบประเมินผลและตัวชี้วัดของโรงเรียนจากส่วนกลางยังไม่สอดคล้องกับในพื้นที่
· ต้องมีการจัดการความรู้ มีเวทีแสดงความสามารถของเด็ก
· ต้องปรับการเรียนการสอน ให้มีกิจกรรมนอกหลักสูตรมากขึ้น
· ส่งเสริม Team Learning
· ควรวิจัยเกี่ยวกับหลักสูตร การเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอน และวัฒนธรรมการวิจัยในโรงเรียน
· เด็กไทยควรมีคุณลักษณะคือ
· มีความรู้จากหลักสูตรอาเซียน
· ทักษะพัฒนาการเรียนรู้ คิดแบบมีเหตุผล
· ทักษะการเป็นพลเมืองและความรับผิดขอบ มีภาวะผู้นำ เป็นจิตอาสา ใช้ไอทีอย่างสร้างสรรค์
· แก้ปัญหาอย่างสันติ
· มีความสามารถใช้ 2 ภาษา
· ตระหนักและรับผิดชอบความเป็นอาเซียน
· ภูมิใจในความเป็นไทยและอาเซียน
· เศรษฐกิจพอเพียง
· วิถีประชาธิปไตย
· ภาคีเครือข่าย เรียกว่า เบญจภาคี
· ภาครัฐ
· ภาควิชาการ
· ภาคเอกชน
· NGOs
· ประชาสังคม เครือข่ายผู้ปกครอง
สรุปการนำเสนอห้องที่ 5 บทบาทสื่อและเทคโนโลยี
สื่อต้องสร้างคนและสร้างสิ่งดีๆ
เงื่อนไขการใช้สื่อ
1.ปัจจัยพื้นฐาน
· Infrastructure
· Motivation พ่อแม่ปลุกใจให้เด็กใช้สื่อพัฒนาตน
· ฐานข้อมูล
· KM
2.ทักษะพื้นฐาน
· อ่านออกเขียนได้
· การใช้เครื่องมือ
· ทักษะการรู้เท่าทันสื่อ สำคัญมาก ประกอบด้วยการจุดประกายความคิก การกระตุ้นความสงสัย การเปรียบเทียบโลกแห่งความเป็นจริงและโลกเสมือน การขยายความรู้และประสบการณ์
3.ปัจจัยกระตุ้น
· โจทย์ท้าทาย
· โอกาส
· พื้นที่แสดงผลงาน
· เครือข่าย
โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่อดูรายละเอียด
http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/894/251/original_media22march2013seminarfile1.WAV?1363955250
http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/894/255/original_media22march2013seminarfile2.WAV?1363955596
สรุปการนำเสนอห้องที่ 6 การพัฒนาศักยภาพเด็กด้อยโอกาส เด็กชายขอบ
แต่ละปีมีเด็กกว่า 5 หมื่นคนกลายสภาพมาอยู่ในสถานพินิจ
ทักษะชีวิต
1.ความสามารถในการชอบตัวเอง ผู้ใหญ่ต้องทำให้เด็กรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ไม่ต้องละเมิดสิทธิในการแต่งตัวของเด็ก และส่งเสริมให้เด็กทำในสิ่งที่ถูกต้อง เมื่อเด็กรู้สึกว่าตนมีคุณค่า ก็จะรักตนเองและพัฒนาตนเอง จะดำรงชีวิตได้แม้พ่อแม่จะจากไปแล้ว
2.มีเหตุผลและความรับผิดชอบ มากับกระบวนการโยนคำถามให้เด็กหาคำตอบ แล้วปฏิบัติตามคำตอบที่ตนเลือกเอง และรับผิดชอบผลที่เกิดขึ้น
3.รอดบนความบกพร่อง
ทำให้เด็กสามารถแก้ปัญหาได้แม้จะไม่มีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ
4.วินัยในใจตน ทำได้ด้วยการไม่หลงประเด็น เห็นตามจริง และชื่นชมเมื่อทำดี
ที่มา:
http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/894/258/original_workshopconclusion22march2013seminar.WAV?1363956124
เวทีเสวนา โอกาสและทิศทางการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยสู่ประชาคมอาเซียน
ศาสตราจารย์ นายแพทย์วิจารณ์ พานิช นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล
· เด็กมีศักยภาพสูงโดยธรรมชาติ แต่วิธีการพัฒนาเด็กและการศึกษาที่ล้าสมัย สภาพแวดล้อมและสังคมที่ทำร้ายเด็กทำให้มีปัญหามาก
· หัวข้อวิจัยที่ควรทำได้แก่
· การวิเคราะห์ Outcome การพัฒนาเด็กว่าลงทุนพัฒนาแล้วได้ถึงเด็กกี่เปอร์เซ็นต์ ควรลงรายละเอียดว่า แต่ละกิจกรรมได้ผลหรือไม่
· คนที่จะเป็นหมอควรมีคุณสมบัติอย่างไร
· หัวข้อการวิจัยเรื่องการพัฒนาเด็กไม่มีที่สิ้นสุด เพราะโลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
· ก่อนจะตั้งหัวข้อวิจัย ควรตรวจสอบก่อนว่ามีคนตอบแล้วบ้างไหม เชื่อถือได้ไหม ถ้าตั้งหัวข้อคล้ายกัน ทำไมจึงต้องตั้งหัวข้อนี้
· ควรร่วมมือกันทำวิจัยเชื่อมโยงเป็นชุดโครงการ
· หัวข้อวิจัยควรเป็น Implementation Research แต่ใช้ทฤษฎีมาเสริมและมีการจัดการงานวิจัย
ทันตแพทย์กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
· หัวข้อวิจัยที่ควรทำได้แก่
· วิจัยการแก้ทัศนคติคนในสังคม ว่าพ่อแม่ควรจะทำอย่างไร เช่น พ่อแม่ที่มีลูกเรียนโรงเรียนทางเลือก แต่มักย้ายเด็กไปเรียนโรงเรียนปกติหลังจากจบป.6 แล้วเพราะทนแรงกดดันจากสังคมไม่ไหวทั้งๆที่โรงเรียนทางเลือกสอนให้เด็กคิดแบบโลจิก
· วิจัยเชิงระบบ การศึกษาพัฒนาเด็กเกี่ยวกับระบบสื่อ การรู้เท่าทันสื่อ
· ควรวิจัยเชิงระบบพร้อมทำให้เกิดการขับเคลื่อนทางสังคม มีวิจัยสนับสนุนการลดชั่วโมงเรียน มิฉะนั้น เด็กจะไปเรียนพิเศษเพิ่มเติม
นางสุวรรณี คำมั่น รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
· ควรนำโครงสร้างประชากรอายุ 0-25 ปี หรือครอบครัวมาวิเคราะห์แต่ละช่วงวัน ต้องการพัฒนาในเรื่องใด คุณภาพมีอะไรบ้าง
· ควรศึกษา Cohort Study ติดตามพฤติกรรมเด็กตั้งแต่เกิดจนถึงดูแลตนเองได้โดยทำเป็นระบบ
· ควรวิจัยจริตคนทุก Generation โดยเฉพาะGen Y
ดร.จินตนาภา โสภณ ที่ปรึกษาด้านการวิจัยทางสังคมศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
· ควรจะวิจัยด้านการศึกษาเพราะมีงบมาก โดยเฉพาะการศึกษาในสังคมและชุมชน
· ควรทำวิจัยที่มีผลกระทบต่อชุมชน
· ควรทำงานวิจัยที่ช่วยปรับเปลี่ยนนโยบายรัฐบาล
· ควรมีความร่วมมือวิจัยระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ สภาการศึกษา และหน่วยงานเด็กและเยาวชนเพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาล
ที่มา: http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/894/260/original_researchdirection22march2013seminar.WAV?1363956419
กล่าวปิดการประชุม
โดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์วิจารณ์ พานิช
นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล
· เราต้องการเยาวชนคุณภาพสูงทุกด้าน
· หลังจากการประชุมครั้งนี้ต้องมีการลงมือทำด้วย
· ขอให้ทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาไปข้างหน้า
· สิ่งที่เราทำในปัจจุบันถือว่าเดินทางผิด เพราะเรากดดันลูกหลาน
· โครงการนี้คือจุดเริ่มต้นไปสู่การลงมือทำ
ที่มา: http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/894/261/original_closing22march2013seminar.WAV?1363956530