ยกของหนักๆได้โดยไม่ยากเย็น ด้วยกลศาสตร์สอนให้ใช้คานงัดเป็นเครื่องมือ  ก้อนหินก้อนใหญ่ ต้องหาไม้ยาวๆ มาทำเป็นคานงัด สอดเข้าไปใต้ก้อนหิน  หาอะไรมารองใต้คานให้เป็นจุดคานงัด แล้วใช้แรงเพียงเบาๆ กดคาน ก้อนหินก็เคลื่อนไหว

          หรือกล่าวกันอีกแง่หนึ่งว่า หากหาจุดที่เหมาะสม หาจุดคานงัดที่ถูกจุด งานยกก้อนหินก็ไม่ใช่เรื่องยาก

อาร์คีมีนิส บอกว่า ถ้าหาที่วางจุดคานงัดให้เขาให้ได้ เขาจะงัดโลกให้ดู


จุดคานงัด กับการพัฒนาชุมชน

เอาหลักคิดทางกลศาสตร์ของอาคีมินิสมาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาสังคม

          ปัญหาใหม่ๆ(ก้อนหิน) ที่เข้ามายังชุมชน ด้วยกระแสโลกาภิวัตน์ที่รุนแรงถาโถม หากชุมชนไม่รู้เท่าทัน ก็จะพ่ายแพ้ต่อปัญหาเหล่านั้น...ชุมชนอ่อนแอ ปัญหาบางปัญหาก็ยกได้โดยไม่ต้องใช้คานงัดให้ยุ่งยาก แต่บางปัญหาที่เป็นปัญหาใหญ่ จำเป็นต้องใช้คานงัด ที่ต้องคำนวณความยาวของคานที่เหมาะสม การร่วมแรงร่วมใจ การเข้าใจหลักการของคานงัด  และขนาดของแรงและตำแหน่งจุดคานงัดที่เหมาะสม ปัญหาก็จะถูกขับเคลื่อนเพื่อการแก้ไขที่ถูกจุด และที่สำคัญ คานไม่หัก

งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น(Community Based Research)กับการหาจุดคานงัด

          งานวิจัยชาวบ้านเป็นการ เรียนรู้จากภายใน (Inside out) หมายความว่าต้องเรียนรู้และคิดจากภายในของเรา  เป้าหมายอันแรกคือ ต้องฟื้นการเรียนรู้จากภายใน เช่นในชุมชนต่างๆ ชาวบ้านรู้จักตนเอง  ทางเหนือเรียก ฮู้คิง  ในขณะเดียวกันการมีองค์ความรู้ หรือการเรียนรู้ ที่เป็นอิสระไม่ได้หมายความว่า จะปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก ในทางตรงกันข้ามยิ่งยุคสมัยโลกาภิวัตน์ไม่มีชุมชนหรือประเทศใดในโลกที่จะอยู่โดยเพียงลำพังได้ เราจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์ มีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกเสมอทุกๆระดับ

          ดังนั้นแรงที่ใช้งัดคาน ก็น่าจะเป็น องค์ความรู้(ภายใน ผสาน ภายนอก) ที่เกิดจากกระบวนการเรียนรู้เหล่านี้นั่นเอง

 

จะสร้างกระบวนการเรียนรู้อย่างนี้ได้อย่างไร?

คำตอบดูเหมือนต้องดูที่ กระบวนการ งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น

          กระบวนการสำคัญ ครับ เพราะกระบวนการ ช่วยในการพัฒนาศักยภาพคนในชุมชนโดยเรียนรู้จากการปฏิบัติ...ให้คนในชุมชนได้มาร่วมคิด ตั้งคำถาม ทบทวนสภาพที่เป็นอยู่ วางแผน หาข้อมูล ทดลองทำ สรุปคำตอบ และ ถอดบทเรียน ทั้งนี้ต้องมีการ บันทึกและ การวิเคราะห์ เป็นส่วนสำคัญของงาน

มีคำถามว่า จะทำอย่างไรให้ชาวบ้านมี ความรู้    

          แท้จริงแล้ว ชาวบ้านมีความรู้ชุดหนึ่งอยู่แล้ว ซึ่งใช้ในการดำรงชีวิตผ่านร้อนหนาวมาในอดีต เราเรียกว่า ภูมิปัญญา  หากจะเชื่อมกับความรู้ใหม่  คำตอบหนึ่งคือ ชาวบ้านต้องมีโอกาสได้หาประสบการณ์กับเรื่องปัจจุบัน ได้ข้อมูลข่าสารที่มากพอ นำมาประกอบกับดุลยพินิจและความเข้าใจบริบทท้องถิ่น(ซึ่งมีอยู่แล้ว) จึงจะเกิดความรู้ชุดใหม่ได้...นั่นหมายถึง แรงที่ชุมชนจะใช้งัดคาน เพื่อแก้ไขปัญหา ขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชน

        เป้าหมายของงานวิจัยท้องถิ่นแม่ฮ่องสอน  กับการสะสมแรงที่เหมาะสมเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา

หาจุดคานงัด โดยใช้ ความรู้ และ ปัญญา เป็นแรงที่ใช้งัดคาน

  • สร้างคน : ผู้ที่เกี่ยวข้องมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เกิดกระบวนทัศน์ใหม่ ทั้งระดับปัจเจกและระดับเครือข่ายความร่วมมือ

</li></ul><ul><li> ได้องค์ความรู้ ในการแก้ปัญหาท้องถิ่น และมีการถ่ายทอดสู่ส่วนต่างๆและนำไปเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายทุกระดับ </li></ul><ul><li> ทำโดยชุมชน เพื่อชุมชน และมีการใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง </li></ul><blockquote><blockquote><blockquote><p class="MsoNormal"> </p></blockquote></blockquote></blockquote> <p class="MsoNormal">          ซึ่งบทบาทของผม ที่เป็นที่ปรึกษา ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นแม่ฮ่องสอน ภายใต้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย สำนักงานภาค ร่วมกันกับเครือข่ายนักวิจัยท้องถิ่นแม่ฮ่องสอน เราร่วมกันคิดหา กระบวนการ การพัฒนาชุมชน อย่างยั่งยืนโดยใช้ กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น  หาแรงงัดคาน หาจุดคานงัด ที่เหมาะสม ซึ่งเราต้องคิดและสร้างสรรค์ยุทธศาสตร์ และ ยุทธวิธีใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา  </p> <p class="MsoNormal">          เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง สร้างสรรค์ปัญญา เพื่อพัฒนาท้องถิ่น</p><blockquote><blockquote><p class="MsoNormal"> </p></blockquote></blockquote>