คุณภาณุชัยได้เล่าเหตุการณ์ที่ประสบมากับตัวเอง  และอยากเล่าเป็นวิทยาทานแก่คนอื่นรวมทั้งเพื่ออุทิศส่วนบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรให้ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว ผมเห็นในเจตนาดีของท่านและคิดว่าจะเป็นข้อเตือนใจให้แก่ทุกคนจึงขอนำคำบอกเล่านี้มาเล่าต่อครับ...
      คุณภาณุชัยเล่าว่า ...
วันที่ 14 สิงหาคม 2549   เวลาประมาณ 11.00 น.เป็นวันจันทร์หยุดชดเชย และเป็นวันที่ผมมิอาจลืมได้ในชีวิตนี้
        ผมได้ขับรถขึ้นทางด่วนพิเศษจาก ถนนจันทน์ มุ่งหน้าไปถนนแจ้งวัฒนะ   เพื่อที่จะไปทำบุญบริจาคสิ่งของที่บ้านเด็กอ่อนพญาไท ติด ถ.แจ้งวัฒนะ- ปากเกร็ด
   
ขณะขับรถไปได้ประมาณ 20 นาที และมองไปที่คันเร่ง เห็นหน้าจอที่ 140 กม.ผมก็ได้ถอนคันเร่งและแตะเบรก 2 ครั้งเพื่อลดความเร็ว แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง   ผมได้ลองใหม่อีก   3 ครั้ง คราวนี้กระชากเบรกมือด้วยอีก 2 ครั้ง เบรกเท้าอีกก็เหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ลองเกียร์ว่าง 1 ครั้ง ความเร็วอยู่ที่ 130 กม/ชม.   ผมได้พยายามกดโทรศัพท์ไปหาเพื่อนสนิทที่นัดแนะไปทำบุญด้วยกัน เพื่อนแนะให้ลดเกียร์ จาก D เป็น 2 และ ความเร็วลดจาก 130/ชม. เป็น 120- 110 ซึ่งลดลงได้เพียงเท่านี้ ความพยายามในการชะลอรถมากกว่า 10   นาที และลองเกียร์ว่าง 1 ครั้ง ไม่มีผลเลย ผมคิดว่าคงอาจจบชีวิตบนการทางพิเศษแล้ว และคิดว่าถ้าไม่มีอุบัติเหตุใดใดเลยจะขอทำบุญบวชอีกครั้งในชีวิต ( บวชพราหมณ์หรือพระภายใน 2 ปีนี้ ) และจะเริ่มลดละบาปกรรม เพื่อนได้แนะอีกครั้ง และสมาธิเริ่มรวบรวม   ความพยายามประมาณครั้งที่ 7 โดยการดับเครื่อง คราวนี้รถได้ชะลอความเร็วลงมาก ผมได้ประคองขับรถต่อไปอีกประมาณ   5 กม. กว่ารถจะหยุดได้ ซึ่งผมก็สามารถหยุดชิดขอบทางได้ เหมือนรอดตายพ้นนรก ผมรีบโทรบอกที่บ้านเพราะตอนแรกนึกว่าคงไม่ได้โทรสั่งเสียหรือสั่งลาลูกก็ยังเล็กและอยู่ในวัยเรียน ผมได้เดินอีกประมาณ 100 เมตรไปบอกเจ้าหน้าที่เก็บเงินที่ ด่านเก็บเงินใกล้แจ้งวัฒนะเพื่อขอความช่วยเหลือ รอประมาณ 10 นาที ก็มาช่วย  
  
ผลปรากฏว่าสาเหตุที่คันเร่งค้าง เพราะกล่องสัญญาณกันขโมยซึ่งหนักประมาณเกือบครึ่งกิโลไปทับอยู่ที่ก้านของคันเร่งและเกิดการล็อคขึ้น ช่างทางด่วนแนะนำว่าหากกดคันเร่งค้างไว้ และความเร็วขนาดเกิน 100 กม/ ชม. เบรกใช้ไม่มีผลแน่นอน