วิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า
โครงงาน(เชิง) วิทย์ฯ ไร้กรอบ


               สำหรับเยาวชนผู้รักการค้นคว้า-ทดลองนั่นรู้ดี
โครงงาน (เชิง)วิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพที่ดีกว่านั่นมีดีกว่าที่ตาเห็นมากนัก

                            
               เพราะถึงแม้จะไม่ใช่โครงการล้ำเลิศ ประเภทสร้างนวัตกรรมทันสมัยไฮเทค แต่เมื่อขีดเส้นลากจาก จุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน ย่อมเห็น พัฒนาการของกิจกรรมที่คอยบ่มเพาะกระบวนการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมแบบครบเครื่อง ประหนึ่งฝึกทักษะวิทยายุทธ์ มองเป็น-คิดเป็น-ทำได้ ด้วยหลักการของเหตุและผลไม่แพ้นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหญ่

               แถมพ่วงด้วยประเด็นด้านสุขภาวะใน4มิติ กาย ใจ สังคม ปัญญา ตามแบบฉบับสำนักงานกองทุนสำสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีแห่งชาติ (ไบโอเทค) วางร่วมกัน

 
                ไม่ใช่แค่โครงงานวิทย์ฯ แต่ไปถึงคุณภาพชีวิตยกระดับ

                หลังสิ้นสุดในระยะแรก (กลาง50-ต้นปี52) ที่เป็นการนำร่องทำโครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อเน้นทักษะด้านการมองปัญหาตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แล้ว ในระยะต่อมา (เม.ย.52-เม.ย.55) กิจกรรมได้ให้ความสำคัญกับปัญหาด้านสุขลักษณะอื่นๆที่ใกล้ตัวผู้ทำกิจกรรม โดยเป็นไปในรูปแบบที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ สอดคล้องกับบริบทในชุมชนที่อาศัย รวมถึงสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม เห็นผลได้จริง

               อาทิ ด้านอาหาร น้ำดื่ม ห้องสุขา ที่ทิ้งขยะ และสภาพแวดล้อมต่างๆในโรงเรียนมากขึ้นกว่าช่วงแรกเนื่องจากประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เกือบทุกโรงเรียนประสบอยู่มากน้อยต่างกัน มีความพยายามสร้างกิจกรรมเพื่อแก้ปัญหาอยู่แล้ว แต่ยังไม่เป็นระบบ  ซึ่งปัญหาเหล่านี้สามารถนำกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เข้ามาจับต้องและคลี่คลายปัญหาให้เห็นผลชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรมได้

               “การเรียนวิทยาศาสตร์ต้องไม่ใช่เรื่องใหญ่โตที่มุ่งแต่พัฒนาองค์ความรู้ เนื่องจากที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า ผลประโยชน์ได้จำกัดเฉพาะกลุ่มเด็กเรียนดีเท่านั้น แต่ชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมที่ผู้เรียนอาศัยอยู่นั้นไม่ได้พัฒนาขึ้นเลย ดังนั้นโครงงาน(เชิง) วิทยาศาสตร์ฯจะเน้นการสร้างวิธีคิดให้นักเรียนสามารถมองเห็นปัญหาที่ตนเอง ครอบครัว และชุมชนประสบอยู่ อาทิ อาหาร สุขภาพ สิ่งแวดล้อมฯลฯ เพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายและตระหนักว่าวิทยาศาสตร์สามารถพัฒนาชีวิตได้จริงๆ พร้อมกับเปลี่ยนทัศนคติเด็กว่าการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก และจำกัดแต่เฉพาะกลุ่มเด็กเรียนดีเท่านั้น ชายกร สินธุชัย นักวิชาการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ผู้จัดการโครงการฯ อธิบาย

                ไม่ละเลยเด็กชายขอบ 
              
นอกจากเยาวชนในระบบการเรียนปกติ มากกว่านั้นโครงการยังให้ความสำคัญด้านสุขอนามัยนักเรียนด้อยโอกาส หรือฐานะของผู้ปกครองไม่ค่อยดีนัก กระทั่งมีพิกัดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ สถานที่คับแคบและครูมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนนักเรียน

                ส.ต.อ.(หญิง) ปาริชาติ บัวรอด ครูโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนค็อกนิสไทย ต.แมดนาท่ม อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มครูแกนนำที่ได้รับโอกาสอบรมร่วมกับโครงการ กล่าวว่า นอกจากจะเป็นโอกาสที่ดีแล้ว  หลังการอบรมครูแกนนำที่จะนำองค์ความรู้ที่ได้ ไปถ่ายทอดให้นักเรียนทำโครงงานวิทย์ฯเพื่อพัฒนาสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน โดยจะเริ่มจากโครงการสำรวจง่ายๆ เช่น สำรวจพฤติกรรมการทิ้งขยะ โครงงานความปลอดภัยด้านอาหาร สุขอนามัยด้านสุขภาพฟัน ความสะอาดในห้องสุขาโรงเรียน เนื่องจากที่ผ่านมาปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาของนักเรียนมาก เพราะส่วนใหญ่ฐานะทางบ้านยากจน ผู้ปกครองไม่มีเวลาเอาใจใส่ด้านสุขลักษณะ

               “โครงงานที่เคยจัดกิจกรรมส่วนใหญ่เป็นการฝึกเรื่องอาชีพ การประดิษฐ์สิ่งของจากวัสดุเหลือใช้เพื่อต้องการให้เด็กมีรายได้ แต่ในเรื่องสุขลักษณะที่เชื่อมโยงกับโครงงานวิทยาศาสตร์ยังไม่มี คาดว่าเมื่อทำแล้วน่าจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตในรั้วโรงเรียนได้มากขึ้น อย่างน้อยก็ทำให้นักเรียนสุขภาพแข็งแรงเธอว่า

                หรือ อิศรา ศรีสุโน ครูโรงเรียนศรีเจริญศึกษา ต.หัวตะพาน อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ ซึ่งเข้าร่วมอบรมด้วยเช่นกันกล่าวว่า จะกลับไปทำโครงงานตรวจสอบสภาพน้ำดื่มที่โรงเรียน เนื่องจากที่ผ่านมาโรงเรียนอยู่ห่างไกล ต้องสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ และดื่มผ่านเครื่องกรองน้ำ แต่บางครั้งเมื่อดื่มแล้วนักเรียนมีอาการปวดท้อง จึงไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะน้ำดื่มหรือไม่เพราะไม่เคยมีการตรวจสอบมาก่อน ประกอบกับเมื่อฝนตกหนักน้ำที่ผ่านเครื่องกรองมีกลิ่นและสีเจือปนอยู่บ้าง ดังนั้นเมื่อรับการอบรมและได้ทุนทำโครงงานฯจึงเห็นร่วมกันว่าน่าจะตรวจสอบสภาพน้ำดื่ม

กำจัด ขยะ-ห้องน้ำ-อาหาร ปัจจัยฮิตเสี่ยงโรค 

หากลองไล่เรียงจัดลำดับผลงานที่ผ่านมา มีการสรุปว่ามีผลงานส่วนใหญ่เยาวชนยังให้ความสำคัญนั้น หนีไม่พ้นเรื่องของสุขภาพพื้นฐานที่ใกล้ตัว ได้แก่ อาหาร ขยะ ห้องน้ำ น้ำดื่มน้ำใช้ ความเสี่ยงของพาหะนำโรค ซึ่งบ่งบอกได้ว่า ปัจจัยเหล่านี้ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในสถานศึกษา ขณะเดียวกันเมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้วโครงการยังสนับสนุนให้กลุ่มนักเรียนเหล่านี้ยกระดับการแก้ปัญหาผ่านโครงงานที่มีประเด็นไปทางสิ่งประดิษฐ์ อาทิ การคิดค้นเครื่องมือกำจัดขยะ การแปรรูปสมุนไพรที่มีมากในท้องถิ่นมาใช้ประโยชน์ ทั้งการบริโภคและกำจัดพาหะนำโรค เป็นต้น 

ยกตัวอย่างแบบเป็นรูปธรรมจากโครงงาน ถังขยะไร้มดของนักเรียนโรงเรียนรัฐราษฎร์อนุสรณ์ ที่ต่อยอดมาจากกระบวนการคิดแบบไม่ซับซ้อน แต่เน้นประโยชน์ทางด้านสิ่งแวดล้อม และเน้นการใช้ประโยชน์จริง

โดย โบว์ศศิภา สีทิน นักเรียนชั้นม.5 อธิบายว่า โครงงานถังขยะไร้มด เกิดจากการมองเห็นปัญหาที่เพื่อนในชั้นเรียนต่างรำคาญใจที่บริเวณถังขยะเต็มไปด้วยมด ดังนั้นจึงร่วมกันคิดว่าต้องผลิตถังขยะด้วยวัสดุอะไรมดจึงจะหายไป

ระหว่างนั้นพวกเราก็ได้ค้นคว้าในห้องสมุด ถามครู ถามญาติผู้ใหญ่ว่า มีสมุนไพรชนิดใดบ้างไหมที่มีคุณสมบัติไล่แมลง ก่อนจะได้คำแนะนำว่าให้ลองใช้ใบมะกรูด จึงเป็นที่มาของการศึกษาสารที่อยู่ในใบมะกรูด ถึงรู้ว่าในนั้นมีน้ำมันหอมระเหยซึ่งช่วยขับไล่แมลงต่าง ได้เป็นอย่างดี ก่อนจะเอามาทำเป็นถังขยะผสมร่วมกับเศษกระดาษที่ใช้แล้ว ในรูปแบบเปเปอร์มาร์เช่ 

แต่กว่าจะทำได้มันก็ต้องใช้เวลานานเหมือนกัน กว่าจะรู้ว่าต้องใช้ใบมะกรูด ใช้กระดาษในปริมาณเท่าใด กว่าจะทำถังขยะให้เข้ารูป มันก็ต้องใช้ความอดทนเหมือนกันนะโบว์เล่ากระบวนการถังขยะในห้องเรียนแบบไร้มดมากวนใจ

วิทยาศาสตร์ไร้กรอบ ต่อยอดป้อนสังคม 

อย่างไรก็ตามไม่ว่าความสนใจของเยาวชนจะอย่างไรนั้น นั่นเป็ความชื่นชอบและปัจจัยเฉพาะที่แต่ละกลุ่มจะร่วมทำตามบริบทพื้นที่ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดนั้น  นพ.ชาตรี เจริญศิริ กรรมการบริหารแผนโครงการเปิดรับทั่วไปและนวัตกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สรุปว่าหนีไม่พ้นตรรกะคลาสสิคอย่าง การที่พวกเขาได้นำเอาหลักการที่เป็นวิทยาศาสตร์มาใช้เพื่อแก้ปัญหาที่มี

ซึ่งแบ่งออกได้ง่ายๆคือ1.ต้องเป็นการสร้างกระบวนการคิด-ทำงานทางวิทยาศาสตร์แก่นักเรียนและครู 2.เกิดการนำไปใช้ได้จริงในโรงเรียนพร้อมพัฒนาสุขภาพได้ 3.นำความรู้และบทเรียนที่ได้กระจายสู่ชุมชนของตัวเอง ซึ่งทั้งหมดจะถูกนำเสนอผ่านขั้นตอนการสำรวจ ทดลอง และสิ่งประดิษฐ์

นอกจากนี้ยังมองไปถึงการต่อยอดองค์ความรู้เดิมและยกระดับพัฒนาโครงการในประเด็นที่สังคมมีความต้องการให้มากขึ้น อาทิ เรื่องพลังงานทดแทน การลดความเหลื่อมล้ำในชุมชนที่มีปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม สุขภาวะ รวมถึงการใช้วิทยาศาสตร์ในเรื่องการวางระบบเตรียมความพร้อมรับมือภัยภิบัติตามธรรมชาติที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญ

อันเสมือนเป็นการยกระดับโครงงานให้เกี่ยวข้องกับประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเหล่านี้ เป็นการสร้างกระบวนการวิทยาศาสตร์ให้ทุกส่วนสังคมได้มีส่วนร่วม ไม่ให้เรื่องของวิทยาศาสตร์จำกัดเฉพาะครูหรือนักเรียนที่อยู่ในสถาบันศึกษาเท่านั้น แต่มากกว่านั้นวิทยาศาสตร์ คือการสร้างแรงบันดาลใจที่จะเกิดกระบวนการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ

ให้ครอบคลุมทุกด้าน ตอบสนองการใฝ่รู้-ทดลองแบบไร้กรอบ

เลือกตัวเลือกนี้ หากข่าวประชาสัมพันธ์นี้เป็นข่าวกิจกรรม

สถานที่: โครงการโครงาน (เชิง) วิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า