เราได้อะไรต่อมิอะไร ที่คนอื่นไม่ได้มาแล้วมากมาย มีสุขเพราะ"ได้"ในหลาย ๆ สิ่งนานาประการกันเถิด

มีสุขเพราะ"ได้"ในหลาย ๆ สิ่งนานาประการ


บ่อยครั้งเราลืมไปว่า เราได้อะไรต่อมิอะไร ที่คนอื่นไม่ได้

จากการไปแสดงความคิดเห็นเป็นประโยคคำพูดข้างบน ที่บันทึกอาจารย์ชยพร แอคะรัจน์พาให้ครุ่นคิดทบทวนชีวิตที่ผ่านมาของตนเองบ้าง

แม้ขัดสนเรื่องเงินทุนการศึกษา แต่โชคดีที่ได้โอกาสเป็นนักเรียนทุนตั้งแต่สมัยมัธยมต้นและปลาย(โรงเรียนชลกันยานุกูล ชลบุรี และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท กรุงเทพฯ)

แม้โชคหรือโอกาสในชีวิตหักเห อยากเรียนอักษรศาสตร์แต่ใจไม่กล้าพอ จึงได้มีโอกาสพาตัวมาเรียนคณะแพทยศาสตร์สงขลานครินทร์จนจบการศึกษา และได้ทำประโยชน์ต่อหน่วยงานทางการให้บริการทางการแพทย์ในกระทรวงสาธารณสุขจนผันเปลี่ยนมาเป็นครูแพทย์ในมหาวิทยาลัยมหิดลในที่สุด

สาขาวิชาเชี่ยวชาญ เดิมอยากเรียนและได้แสดงเจตน์จำนงว่าขอเรียนจิตแพทย์ ชะตาชีวิตหักเหอีกครั้ง ทำให้จบเชี่ยวชาญด้านพยาธิวิทยาแทน

แต่เป็นสิ่งที่เข้าทางชีวิตและจิตวิญญาณ


เนื่องจากงานในหน้าที่รับผิดชอบเป็นงานที่สามารถจัดการบริหารเวลาได้ เนื่องจากไม่ใช่งานดูแลคนไข้ หมายถึงไม่ใช่การดูแลแบบให้ยารักษา หรือขึ้นเยี่ยมคนไข้ เราจึงมีเวลาพอที่จะหาหนทางเรียนรู้และฝึกฝนตนเองในเรื่องที่ชอบ ตามบันทึกนี้ พรแสวงกับพรสวรรค์อะไรสำคัญกว่ากัน

และเนื่องจากงานเป็นการให้การวินิจฉัยโรค โดยการดูและเรียนรู้จดจำภาพของเนื้อเยื่อ ของเซลล์ในทุกอวัยวะของร่างกายมนุษย์ ซึ่งเป็นการดูหลังจากนำชิ้นเนื้อต่าง ๆ เหล่านี้ผ่านขบวนการเตรียมและหยุดยั้งการเน่าสลายด้วยสารตรึงเซลล์ นำไปย้อมสีโดยอาศัยคุณสมบัติของสารเคมี ความเป็นกรดด่าง ให้มีผลการติดสีออกมาเป็นสีสันแตกต่างกัน 

หน้าตาและสีสันของการย้อมเหล่านี้ คืองานศิลปแห่งชีวิตอย่างแท้จริง


เรารักงานศิลป เราจึงทำงานที่อยู่กับศิลปอย่างมีความสุข ดูและค้นหารอยโรค ดูเซลล์ทุกเซลล์ด้วยรอยยิ้ม

ยกเว้นก็เมื่อมันเป็นโรคร้ายเช่นเป็นโรคมะเร็ง

...

จึงอยากบันทึกไว้ว่า 

บางครั้งการที่เราไม่ได้สิ่งหนึ่ง นั่นคือเราได้ อีกสิ่งหนึ่งมาทดแทน


หรือเมื่อคิดให้ดี 

เราได้อะไรต่อมิอะไร ที่คนอื่นไม่ได้มาแล้วมากมาย 

เราจงมีสุขเพราะ"ได้"ในหลาย ๆ สิ่งนานาประการกันเถิด


ราตรีสวัสดิ์ค่ะ

ภูสุภา

๑๖ มีนาคม ๒๕๕๖