ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิพูนพลังเมื่อวันที่ ๑๐ กย. ๔๙     มีการนำเอาผลงานนิทานประกอบภาพ ที่เด็กนักเรียนส่งเข้าประกวดมาพิจารณาตัดสิน     ก่อนจะตัดสินผมก็ตั้งคำถามว่า  เคยพบไหมที่เด็กลอกจากหนังสือส่งเข้าประกวดทั้งเล่ม

         ลูกสาวตอบว่าเคยพบ     ผมแนะนำว่าถ้าพบนอกจากให้แพ้แล้ว  จะต้องแจ้งเด็กและครูด้วยว่าเด็กทำผิดวัตถุประสงค์ของการประกวดและผิดศีลธรรมด้วย  เพราะเท่ากับเป็นการโกหกหลอกลวงกรรมการว่าเป็นผลงานที่ตนคิดขึ้นเอง     ผมแนะนำให้มูลนิธิฯ มีหนังสือแจ้งเด็กว่าการคัดลอกผลงานของคนอื่นเช่นนี้เป็นสิ่งผิด  ไม่ดี  ต่อไปอย่าทำเช่นนี้อีก   

        และควรมีจดหมายแจ้งครู     ให้ทราบว่าวัตถุประสงค์ของการประกวด    ที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การได้หรือไม่ได้รางวัล     แต่อยู่ที่เด็กได้ฝึกจินตนาการ     ฝึกการคิดสร้างสรรค์ และผลิตออกมาเป็นผลงานศิลปะ     รวมทั้งฝึกให้เด็กมีความซื่อตรง ส่งผลงานของตนจริงๆ เข้าประกวด  หากทางโรงเรียนส่งเสริมให้เด็กหัดโกงตั้งแต่เด็กๆ     ต่อไปบ้านเมืองของเราจะเต็มไปด้วยคนขี้โกง   การที่ครูสอนให้เด็กโกง เท่ากับครูทำบาป      เป็นการทำลายชีวิตเด็ก

       กรรมการมูลนิธิ  ซึ่งก็เป็น ด็อกเตอร์รุ่นลูก (เพราะเป็นเพื่อนลูก) ทั้งนั้น  อุทานว่า เอาอย่างนั้นเลยหรือคุณพ่อ

       ผมบอกว่า  นี่แหละเรื่องใหญ่ของแผ่นดิน    ถ้าโรงเรียนและครูมีวัฒนธรรมสอนเด็กให้ขี้โกงตั้งแต่เด็ก     ต่อไปบ้านเมืองของเราจะเป็นอย่างไร

        กลับมาบ้าน  คิดได้ว่า นี่คือการจัดการคุณค่าของกิจกรรมประกวดนิทานประกอบภาพ     การดำเนินกิจการใดๆ ก็ตาม ต้องระมัดระวัง การตีความคุณค่า หรือความหมายเพี้ยน     จากแก่นคุณค่า/ความหมาย  ไปเป็นกระพี้ หรือเปลือก หรือความหมายจอมปลอม     วงการศึกษาเป็นวงการที่สำคัญที่สุดในเรื่องนี้     เพราะการตีความแบบจอมปลอม ก็จะนำไปสู่พฤติกรรมสับปลับตลบแตลง หลอกลวง     การตีความแบบยึดถือแก่น  ยึดเป้าหมายหลัก ก็จะนำไปสู่พฤติกรรมที่บริสุทธิ์ ยึดถือความถูกต้อง     เด็กนักเรียนก็จะได้รับการกล่อมเกลาให้เป็นคนดี     ที่ดีในระดับลึกเข้าไปภายในจิตใจ หรือจิตวิญญาณ

        จัดการความรู้ระดับเทคนิคไม่เพียงพอ    ต้องจัดการลึกลงไปในระดับคุณค่าและความหมายในชีวิตด้วย

วิจารณ์ พานิช
๑๐ กย. ๔๙