ได้ดูรายการอ.สมศักดิ์  เจียมฯ วิวาทะ กับ อ.สุลักษณ์ ฯ  ประเด็นกฎหมายหมิ่นสถาบันกษัตริย์  หน้าจอ tpbs (ชื่อไทยก็ไม่มีไอ้ทีวีบ้านี่)  ทำให้รู้สึกรำคาญ อ.สมศักดิ์ จริงๆ  ที่เป็นถึงอาจารย์มหาลัย แต่มีมิติและอคติเดียวในเรื่องเจ้ามากเกินเส้นระดับรำคาญ

คนหลากสีเสื้อนั้นมีความเข้มแห่งสีที่หลากหลาย  ไม่ว่าแดง เหลือง ฟ้า  หรืออื่นๆ  พวกคอมฯเก่าหลายคนนั้น  ผมเชื่อว่าเขาเกลียดนายทุนมาก  แต่เขาเกลียดสถาบันกษัตริย์มากกว่า (ตามอุดมคติผิดๆ ของเขา)  ก็เลย “หวานอมขมกลืน”  ยอมมาสวมเสื้อแดงเป็นลูกน้องนายทุน  เพื่อหวังล้มสถาบันไว้ก่อน  ส่วนนายทุนเรื่องจ้อย  ค่อยมาล้มมันทีหลัง

เช่นนายสมศักดิ์ เจียมฯ ก็ยอมรับล่อนจ้อนหน้าจอว่า ไม่เอาทักษิณ แต่พฤติกรรมตอนนี้กลับเข้าข้างทักษิณเป็นส่วนใหญ่ (หรอบเดียวกับ ธิดา เหวง ภูมิธรรม และสหาย)

ซึ่งเรื่องนี้นายทุนมันก็ไม่โง่หรอก  มันก็รู้อยู่เต็มอก แต่ก็ยินดีที่มาอุปโลกน์ใส่เสื้อร่วมสีกันในวันนี้ไปพลางก่อน  พองานเสร็จค่อยมาเฉ่งกันอีกที ...ละครน้ำเน่าการเมืองไทย มันก็สะตายนี้แหละ

สำหรับผมขอปวรณาว่า ไม่ซ้าย ไม่ขวา  และไม่กลางด้วย  เรื่องกฎหมายหมิ่นสถาบันนี้ ผมเห็นว่าต้องปรับ (แต่ไม่ยกเลิก) โดยจุดยืนผมเหมือน อจ. สุลักษณ์ ศิวรักษ์  (ที่ขึ้นเวทีเสื้อเหลืองมาหลายครั้ง)  .....ท่านเป็นพวกอนุรักษ์  ที่นิยมเจ้า (ที่ดีๆ )  เพียงแต่ท่านนิยมแบบมีสมอง ไม่ได้นิยมแบบทื่อๆแบบที่เชื่อๆตามกันมา  หรือนิยมอย่างมีนัยแอบแฝง (ซึ่งประการหลังนี้เลวร้ายที่สุด)

อ.สุลักษณ์  เป็นคนแรกๆ ที่มีความกล้าหาญ  (มีกึ๋น)  เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายหมิ่นสถาบันฯ  ว่าไปแล้วก็ก่อนใครทั้งหมด  โดยท่านทำแบบโดดเดี่ยว  หัวเดียวกระเทียมลีบ  ที่ไม่มีทุน องค์กรหนุนหลังแบบพลังปั่นของพวกนายทุนกำมะลอเสื้อแดงในวันนี้  จนท่านถูกฟ้องร้อง หลายคดีมามากหลาย  เมื่อประมาณพศ. ๒๕๓๖  ผมเองยังเคยเขียนกลอนภาษาอังกฤษแสดงความเห็นใจท่าน  แล้วได้ลงในหนังสือของท่าน  ชื่อ “เมล็ดพันธุ์แห่งสันติ  Seeds of Peace”  (หรืออะไรทำนองนี้ ชักจำไม่ได้เสียแล้ว)

กฎหมายห้ามหมิ่นสถาบันฯ ว่าไปแล้วพอมีข้อดีบ้าง  แต่ข้อเสียมากกว่าร้อยเท่า  โดยเฉพาะมันเสียต่อสถาบันเอง  สถาบันที่เรารัก หวังดี  อยากให้เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งชาติด้วยซ้ำไป

ผมเห็นว่าคนไทยเรามีนิสัยประจำชาติแบบ “เชื่อผู้นำ” ซึ่งต่างจากฝรั่งที่ “เชื่อตนเอง”  ดังนั้นเราจะลอกระบบฝรั่งบางชาติ มาใช้ไม่ได้เป็นอันขาด  ขืนลอกก็ล่ม

พูดง่ายๆ เรายังต้องการระบบกษัตริย์  เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ เพื่อคานอำนาจกับระบบธุรกิจการเมืองแดกด่วน 

แต่ระบบกษัตริย์ต้องมีพลังพอที่จะคานอำนาจบ้าของพวกนั้นได้  ...พลังดังว่านี้มาจากการยอมรับ นับถือ  ของปวงชนส่วนมากนั่นเอง  ซึ่งการยอมรับนับถือนี้มันสร้างให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนได้ยากมาก  วิธีการสร้างความนับถืออย่างง่ายๆแบบที่ผ่านๆมา คือ ห้ามวิจารณ์  ซึ่งเป็นจิตวิทยาสร้างการเคารพนับถือด้วยความกลัว (มากกว่าความเข้าใจ)

แต่วันนี้โลกวิวัฒน์ไป  ผมเห็นว่าควรให้วิจารณ์ได้  แต่ไม่ใช่วิจารณ์แบบด่าได้เสรีนะ  ถ้าให้ผมเขียน รธน.  ประเด็นนี้ ผมจะเขียนทำนองนี้

มาตรา.....  สถาบันกษัตริย์ เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งชาติ  บุคคลพึงให้ความเคารพอย่างสูงสุด  การวิจารณ์สถาบันฯ ย่อมกระทำได้โดยเจตนาบริสุทธิ์ที่ปราศจากความมุ่งร้ายทำลายล้าง  การแสดงออกในรูปแบบต่างๆ ที่หยาบคาย ส่อเสียด ล้อเลียน ต่อสถาบัน มิพึงกระทำ และมีโทษตามที่กฎหมายบัญญัติ

ผมเองในอดีต ก็ได้วิจารณ์สถาบันไว้มากหลายด้วยเจตนาดีเป็นที่ตั้ง ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีใครมาฟ้องร้องหรือจับผมไปสอบสวนเลย เช่นผมเขียนว่า บรรดาเจ้าฟ้าข้าแผ่นดิน เวลาไปประทานอะไรให้ประชาชน ไม่เห็นทรงแย้มพระสรวล (นอกจากองค์ฯโสมสวลี  ที่ทรงยิ้มเป็นครั้งครา)  ส่วนควีนอลิซเบธแห่งอังกฤษทรงแย้มพระสรวลตลอดเวลา

ในหลวงเองก็ทรงตรัสในวันที่ ๕ ธค. ปีหนึ่งไม่นานนี้ว่า  ทรงอึดอัดต่อการที่ทางการจับกุม เอาคนไปติดคุกโทษฐานหมิ่นพระองค์ท่าน

สถาบันเราต้องปกป้อง  แต่ต้องไม่ทิ้งช่องกว้างมากเกินไป  ไม่งั้นไอ้คนทุศีลมันจะใช้ช่องกว้างนี้เอาไปใช้ประโยชน์เข้าตัวมันได้มาก ดังเช่นที่เห็นกันในทุกวันนี้

สำหรับผมเองก็เขียนบทความปกป้องสถาบันไว้มากหลายเช่นกัน  อย่างที่ท่านจะไม่เคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน  รวมทั้งปกป้องระบบศักดินาว่าเป็นสิ่งดี  ที่สร้างชาติไทยมาจนถึงวันนี้  ปกป้องระบบไพร่อำมาตย์ว่าเป็นสิ่งดีเช่นกัน  (หลายท่านคงได้อ่านกันแล้ว ส่วนท่านที่ไม่ได้อ่านก็ลองค้นๆ ดูนะครับ) 

นักประวัติศาสตร์จำนวนมาก อย่าว่าแต่จิตร ภูมิศักดิ์ ผู้ล่วงลับ (ที่ผมนับถือด้วย)  แต่แม้เป็น ศ. ดร.  ด้านนี้  ก็ติดกับดักของการวิจารณ์ประวัติศาสตร์ด้วยมาตรฐานของเวลาปัจจุบัน  ซึ่งผมว่ามันงี่ง่าว และไม่ยุติธรรมต่อประวัติศาสตร์เอาเสียเลย

...คนถางทาง (๑๕ มีนาคม ๒๕๕๖)