นี่คือหนังสือที่ผมเกือบนำไปชั่งกิโลขาย

หนังสือเก่าจุดประกายการมีสติ-สมาธิในการทำงานและการดำเนินชีวิต
-วันหนึ่งขณะคัดหนังสือที่โดนปลวกกินจนอ่านไม่ได้เพื่อนำไปทิ้ง
-ผมได้พบหนังสือเล่มหนึ่งชื่อแก่นพุทธศาสตร์และคู่มือมนุษย์ ของท่าน พุทธทาสภิกขุ
-เป็นหนังสือที่ทำให้เข้าใจของพุทธศาสนา ถามตัวเองว่าไปอยู่ไหนมาตั้ง๔๐กว่าปี แม้แต่คำว่าพุทธะ ยังแปลไม่ได้ว่าหมายถึงอะไร
-ไม่รู้ว่าศาสดาเอกของโลกพระองค์นี้ท่านได้สอนอะไร แม้บัตรประชาชนจะระบุว่านับถือศาสนาพุทธแต่หากเข้าใจน้อยมาก
หนังสือต่างๆที่ได้มาจากกัลยาณมิตรและซื้อหามา พอสังเขป



-แก่นพุทธศาสน์ ของท่านพุทธทาสภิกขุ
-เปลี่ยนความคิดชีวิตเปลี่ยน ของ วรัตดา ภัทโรดม
-เข็มทิศชีวิต ของ ฐิตินาถ ณ พัทลุง
-ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ ของท่าน ติช นัท ฮันห์
-ธรรมบรรยาย ของท่านโกเอ็นก้า
-พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี( ว. วชิรเมธี)
-พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
-ประวัติหลวงพ่อชา หลวงปู่มั่น
ฯลฯ
ขอคัดลอกหนังสือที่ทรงคุณค่าข้างต้นพอสังเขปดังนี้
หลักคำสอนของหนังสือแก่นพุทธศาสน์
เป็นหนังสือที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากองค์การสหประชาชาติ ท่านปัญญานันทภิกขุ เป็นผู้เขียนคำนำ
ว่าเป็นการบรรยายธรรมของท่านพุทธทาส ๓ ครั้ง แก่บรรดานายแพทย์แห่งโรงพยาบาลศิริราช ร่วมด้วยนักศึกษาแพทย์ เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๔ รวบรวมเป็นหนังสือ ท่านให้คำนำว่าเป็นธรรมะส่วนลึกย่อมยากบ้าง
ผู้อ่านต้องอ่านด้วยความตั้งใจ อ่านช้า คิดตามไปด้วย อย่าทิ้งเสีย เมื่ออ่านบทแรกแล้วไม่เข้าใจจงพยายามอ่านแล้วอ่านอีก อ่านด้วยจิตใจที่เยือกเย็น-สงบจนเข้าใจชัด
ท่านจะได้ประโยชน์ตามควรอย่างค้มค่าสมกับที่ท่านได้พบพระพุทธศาสนา อย่างน้อยๆ
ท่านก็จะรู้เองว่า “แก่นแท้ของพระพุทธศาสนา ” นั้นอยุ่ตรงนี้เอง
บรรยายครั้งที่๑เรื่อง ใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนา พระราชชัยกวี(ภิกขุ พุทธทาส อินทปัญโญ)
สรุปสั้นๆพอไดใจความว่า
มีโรคภัยไข้เจ็บอยู่ ๒ ประเภท
คือโรคทางกาย กับโรคทางจิต(โรคทางวิญญาณ)
มนุษย์สมัยนี้มาสนใจโรคทางวิญญาณ (ไม่ใช่เรื่องภูต ผี ปีศาจอย่างที่เข้าใจ) แต่หมายถึงโรคที่เกิดจากอำนาจของกิเลส ความหลง อวิชชา มิจฉาทิฏฐิ ต่างๆ
โรคทางวิญญาณ นั้น
ก็คือโรคที่มีเชื้ออยู่ที่ความรู้สึกว่าตัวเรา ว่าของเรา หรือตัวกู ของกู นั่นเองอัตตา (Ego)
หัวใจของพระพุทธศาสนา
ถ้าถามว่าอะไรเป็นหัวใจของพุทธศาสนา หลายคนคงจะตอบได้ แต่ท่านบอกอาจจะถูกบ้างเช่น อาจจะตอบว่า
-อริยสัจ ๔
-ไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)
-ไม่ทำชั่วทั้งปวง ทำความดีให้เต็ม ทำจิตให้บริสุทธิ์
ท่านว่าถูกเหมือนกัน
หัวใจของพระพุทธศาสนา
ท่านบอกว่าอาตมา อยากจะแนะนำประโยคสั้นๆ ที่มีอยู่ว่า “สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น”มัชฌิมนิกาย“สัพเพ
ธัมมา นาลัง อภิเวสาย” พระพุทธเจ้าย้ำอีกว่า ถ้าใครได้ฟังความข้อนี้คือได้ฟังทั้งหมดในพระพุทธศาสนา ถ้าได้ปฏิบัติข้อนี้ก็คือได้ปฏิบัติทั้งหมดในพระพุทธศาสนา ถ้าได้รับผลจากการปฏิบัติข้อนี้ก็คือได้รับผลทั้งหมดในพระพุทธศาสนา และเป็นศาสนาที่เน้นผลของการปฏิบัติถึงจะรู้จริงรู้แจ้ง คนไม่ปฏิบัติจะถามคนปฏิบัติคนปฏิบัติจะตอบหรือจะบอกไม่ถูก
ความว่าง
สิ่งที่พระองค์ตรัสรู้นั้นเท่ากับใบไม้ทั้งป่า แต่สิ่งที่นำมาสอนให้พวกเราปฏิบัตินั้นเพียงกำมือเดียว (สังยุตนิกาย)ก็หมายถึง
หลักที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดโดยความเป็นตัวตนหรือของตน นั่นเอง
เพราะว่าเรื่องทั้งหมดที่พระพุทธเจ้าตรัสนั้น ไม่มีเรื่องอื่นนอกจากความทุกข์กับเรื่องความดับทุกข์ ในขณะที่ยึดมั่นถือมั่นอยู่นั่นแหล่ะคือความทุกข์ แล้วขณะที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น คือว่างจากความยึดมั่นถือมั่นอยู่นั้น ในขณะนั้นไม่มีทุกข์ถ้าใครทำได้ก็เท่ากับเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยไม่ต้องตะโกนว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ... เพราะนั่นมันเพียงพิธิกรรม ที่เพียงเป็นการเริ่มต้นอยู่ข้างนอก ยังไม่ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริง
ถ้าใครที่กำลังฟังอยู่ณขณะนี้แม้ทำได้ขณะครู่หนึ่งก็ถือว่าเข้าถึง เป็นผู้เข้าถึงไตรสรณาคมน์ เพียงชั่วขณะ
วิธีปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ด้วยความว่าง
การรู้ความว่างนั้นต้องหมายถึงรู้สึกต่อความว่างที่จิตกำลังว่างอยู่จริงๆ เราต้องรู้ต่อสิ่งที่กำลังมีอยู่ในจิตใจจริงๆ
วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับความว่าง แบ่งเป็น ๓ ขณะ
-ขณะปกติ ทำการทำงานอยู่ตามปกติ กำหนดความว่างจากตัวกูของกู ตัวตน ของตน
-ขณะอารมณ์มากระทบ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ
-ขณะที่เบญจขันธ์จะแตกสลาย ไปตามธรรมชาตินี้
ทั้ง ๓ วิธีต้องฝึกอย่างหนักและเสริมบารมีอย่างมากถึงจะทำได้
............
สไลด์ต่อไปจะเป็น "ธรรมบรรยาย" ของท่าน โกเอ็นก้า
ขอบคุณด้วยความนอบน้อมที่ติดตามมาถึงตรงนี้
เป็นกำลังใจให้คะ เวลาที่เหลืออยู่นี้ก่อเกิดปัญญามหาศาล
เวลาที่เหลืออยู่ กับเวลาที่สูญเสียไป เราคงเลือกได้ว่าเวลาไหนสำคัญกว่ากันและใส่ใจกับมันมากกว่านะคะ
ชื่นชมการอยู่อย่างตื่นของคุณพิชัยเสมอค่ะ ;)
ยังมีเวลาเผื่อแผ่ผู้อื่น...อย่างมีคุณค่า
ขอบคุณค่ะ
เป็นกำลังใจเสมอนะครับ
ขอบคุณอาจารย์หมอ
ขอบคุณครับคุณ ...ปริม ทัดบุปผา...
ใช่ครับเราไม่ควรเสียดายเวลาที่ผ่านไปแล้ว แต่เราควรจะเสียดายเวลา ณ ปัจจุบันขณะ ที่เราปล่อยไปอย่างไม่รู้ทัน....
ขอบคุณครับคุณหมอ ทพญ.ธิรัมภา
นอกจากจะมีเวลาสำหรับตัวเอง ณปัจจุบันขณะ แล้ว เห็นด้วยครับที่ควรจะมีเวลาสำหรับคนอื่นๆด้วย..
ขอบคุณครับอาจารย์ ชยพร แอคะรัจน์
เป็นกำลังใจให้อาจารย์และกัลยาณมิตรทุกท่านเสมอ ครับ
เป็นกำลังใจให้นะครับ
เป็นหนังสือที่น่าอ่านมาก
ผมมีสองเล่มครับ...
พี่ดาให้กำลังใจมากๆนะคะ
เรามีเท่ากันทุกคนนะคะ เพราะไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น วันนี้ ขณะนี้คือสิ่งที่เราทุกคนมีเหมือนๆกัน ถ้าเราทำทุกวินาทีให้มีค่า เวลาจะเหลือหรือไม่เหลือ เหลืออยู่เท่าไหร่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญนะคะ ขอบคุณที่นำสิ่งดีๆมาเผื่อแผ่นะคะ เชื่อว่าพวกเราหลายๆคนน่าจะมีหนังสือเหล่านี้เก็บอยู่ อ่านบ้างไม่ได้อ่านบ้าง อ่านทีไรก็ทำให้มีสติรู้ตัวมากขึ้นทุกครั้งนะคะ