ศรัทธา... คือทรัพย์แท้ของมนุษย์

.....

...ผู้ที่มีศรัทธา

คำว่า “ศรัทธา” ก็ยังมีน้ำหนัก

ศรัทธาแปลว่า ความเชื่อ

เชื่อในเบื้องต้น เราเชื่อด้วยฟัง เชื่อด้วยได้ยินมา

เชื่อด้วยเห็นด้วยตา เชื่อด้วยรู้ในขั้นต้น

ว่าเป็นความเชื่อถือ

ซึ่งความเชื่อในระดับต้น ในระดับกลาง ในระดับปลาย

มันยังมีความซ้อนอยู่อีกตั้งหลายชั้น

และในความเชื่อนั้น

เมื่อผู้ใดได้พิสูจน์เพิ่มขึ้น ได้ปฏิบัติเพิ่มขึ้น

เมื่อปฏิบัติ พิสูจน์ ทดสอบ

จนตนรู้ ตนเห็น ตนได้เป็น ตามไปบ้าง

เราก็จะเพิ่มความเชื่อนั้นขึ้นไปอีก

เรียกว่า... “ศรัทธินทรีย์”

เป็นศรัทธา ที่มีอำนาจเพิ่มขึ้น


แม้เราจะมีศรัทธา ความเชื่อถือเพิ่มขึ้น มีอำนาจเพิ่มขึ้น

ก็ยังมีน้ำหนัก ต้น กลาง ปลาย

ในความเชื่อขั้น ศรัทธินทรีย์ อยู่อีกหลายชั้นหลายเชิง

และมื่อยิ่งผู้นั้น ได้ปฏิบัติพิสูจน์ไป

จนกระทั่ง ถึงแก่น ถึงที่สุด ถึงสภาพที่สูงยิ่

เห็นจริง เป็นจริง เกิดปัญญาญาณ

เกิดยถาภูตญาณทัสสนะ

ก็ยิ่งจะเป็น ตนเชื่อมั่น เป็น “ศรัทธาพละ”

เป็นความเชื่อที่มีกำลังสูง มีอำนาจสูง แนบแน่น... แน่วแน่

ปักมั่น... หรือมั่นคง...เป็นที่สุด

เป็นความเชื่อ เพราะ...ความจบ

เป็นความเชื่อ เพราะ...ความจริง

เป็นความเชื่อ เพราะ...ได้เป็น ได้มี

ได้ถึง...ที่สุดแห่งความดี ความประเสริฐ

นับเป็น...อันยอด... ดังนี้


เพราะฉะนั้น ผู้ที่เข้าใจว่าเราเชื่อ

ก็อย่าเพิ่งนึกว่า ความเชื่อนั้นจะเป็นจริง

โดยไม่พิสูจน์ ไม่ทดสอบ

โดยไม่ประสบผลให้ถึงแท้ ถึงจริงเป็นที่สุด

ซึ่งเราจะรู้ความสุด

หรือความจริง จบนั้น ได้ด้วยตนเอง


ขอให้ได้ประสบ พบสัจจะ ความจริง

ที่เป็นความจริงอันที่สุด อันที่จบนั้น

</span></b><p></p><p></p><p>แต่ละขีดแต่ละขั้น แต่ละเรื่องแต่ละตอน</p>

</span></b><p></p><p></p><p>ที่เราเองเรียนรู้ และพิสูจน์เอง ของทุกๆคนเทอญ</p><p>
</p><p>        
</p>

  คาถาธรรม นำทำวัตรเช้า โดยครูบาอาจารย์

  ๒๕ มีนาคม ๒๕๒๗

หมายเหตุ :

อริยทรัพย์ ๗ (ทรัพย์แท้ของมนุษย์)

๑. ศรัทธา

๒. ศีล

๓. หิริ (ละอายต่อบาป)

๔. โอตตัปปะ (สะดุ้งกลัวต่อบาป)

๕. สุตะ (ทรงจำธรรมมาก)

๖. จาคะ

๗. ปัญญา

(พระไตรปิฎก เล่ม ๒๓ ข้อ ๖)


........................................................................


ถอดบทเรียนชีวิต... ว่าด้วย ศรัทธา...(ในวิบาก) คือทรัพย์แท้ (ประการหนึ่ง)


    

......

ระหว่างนี้ มีบทเรียนชีวิตให้ถอดโจทย์ติดๆกัน

โดยจริตส่วนตัว... ที่ค่อนไปทางวิตกจริต

แถมมีพื้นฐานการใช้อารมณ์ความรู้สึกเป็นแกน ในการใช้ชีวิตนั้น

ในขณะเผชิญปัญหา มักไม่สามารถหาข้อสรุปโดยวิธีคิดได้

ยิ่งเป็นปัญหาทางด้านจิตใจ ยิ่งคิด ยิ่งวน ยิ่งสับสน ตกอยู่ในค่ายกลแห่งความคิด

การหยุดคิด โดยการเจริญสติให้อยู่กับลมหายใจนั้น ทำได้เป็นบางช่วง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขณะที่เผชิญกับนิวรณ์กลุ้มรุมหลายทางนั้น

การเจริญสติอยู่กับกาย กับอิริยาบท อันเป็นกิจกรรม เป็นการงาน

เป็นส่วนที่เอื้อ ต่อจิตใจอย่างยิ่ง อานิสงส์เบื้องต้น คือ จิตไม่จม


ถึงกระนั้น...ในบางวัน ที่ต้องเผชิญกับความคับข้อง หนักหน่วง หม่น หมอง ยาวนาน

ส่วนที่ต้องปฏิบัติจึงคือ การเจริญสมถะ อดทน อดกลั้น

อย่างน้อยคือ...เป็นการไม่เพิ่มวิบากใหม่เข้ามา


ความทรงจำ...คือวิบากไม่ว่าวิบากดีหรือร้าย

...อดีตอันเราเคยสั่งสม ทั้งในเชิงของความชอบ ความยินดี ดูดดึงตรึงตรา

...และความไม่ชอบ ไม่ยินดี ผลักไส ต่อต้าน

...ล้วนถูกสั่งสมลงในคลัง หรือโกดังของจิตใจ


•  "ปัจจุบัน"...จึงเป็นธรรมดา ที่ "สัญญา"... ความทรงจำ...นั้นๆจะผุดขึ้นมา

• ส่วนที่พึงสังวร คือการฝึก “สติ” ให้รู้เท่าทัน “ข้อมูล” ในแต่ละปัจจุบัน ที่ถูก “ฉายซ้ำ”

• ฝึกฝน... ทำใจในใจ... ไม่ปรุงเป็น ความชอบ หรือความไม่ชอบ (ไม่ปรุงเป็นยินดียินร้าย)

• คือทั้งไม่ดูดดึง และไม่ต่อต้าน ผลักไส

“วงแหวนแห่งสติ” จะทยอย "ขัดเกลา" สัญญาส่วนที่ผุดขึ้นมา

• หากเพียร รู้เท่าทัน ไม่ปรุงเพิ่มจนเกิดเวทนาทุกข์สุขแล้ว

• แต่...วิญญาณยัง “ไม่โล่ง ไม่โปร่ง ยังคับข้อง เป็นผลึกเป็นก้อน หรือเป็นสภาพฟุ้ง” ใดๆ

• ส่วนนั้น คือ“วิบาก” ที่ต้อง "รับผิดชอบ อย่างไม่มีเงื่อนไข"! (เสวยผลวิบาก)

• อันนำมาสู่การเรียนรู้ และ “ยอมรับ” เนื้อหาของ “ศรัทธา... ในวิบาก”ตามเหตุปัจจัยจริง

• และกำหนดบทปฏิบัติการต่อเนื่อง เป็น วินัย ที่มาจากความเข้าใจใน  "เหตุแห่งทุกข์" อย่างถูกฝาถูกตัว

• จนกว่าจะมีกำลังใจในการควบคุมตนมากพอ มีหิริ มีโอตตัปปะ  มีแนวทางสำหรับการขัดเกลาตนชัดเจนมั่นคงลงตัว

..


• ขอขอบคุณ ทุกๆบทเรียนแห่งความทุกข์และความสุข

... ทุกๆโจทย์จริงของชีวิต


• ขอขอบคุณทุกๆองค์ประกอบตัวตนบุคคล สถานการณ์ พื้นที่ สังคมฯลฯ

... ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เพื่อการ “ถอดบทเรียนจริง” ของชีวิต เป็นอย่างยิ่ง


           

                          Happy Ba... สาธุ ทุกท่านค่ะ