โปรดจองด่วน..ส้วมหน้าบ้านหลังสุดท้าย ( วัฒนธรรมไทยที่น่าทึ่ง..ตอน ๑)
คนไทยโบราณเรามีข้อถือมากหลาย เช่นว่า การมีลูกสาวเหมือนมีส้วมอยู่หน้าบ้าน
แต่วันนี้ พศ. ๒๕๕๖ มีส้วมอยู่หน้าบ้าน ถ้าชูดีๆ อาจเป็นมหาเศรษฐีได้เลยนะ เช่น มีลูกสาวเป็นนายกรัฐมนตรีหรือเป็นดาราดังที่มักเผลอพลั้งทำนมหกหน้าจอก็พอไหว
หรือในทางปฏิบัติจริง ว่าไปแล้ว เอาส้วมไปตั้งไว้หน้าบ้านแถวสุขุมวิทย์ คนปวดหนักเบา เราก็เก็บตังค์ค่าเข้าส้วม รับรองว่ารวยเละ วันละพันคน คนละ ๕ บาท ก็ได้แล้ววันละ ๕ พัน เดือน และ แสนห้า ดีกว่าไปเรียนจบปินยาเอกจากม.นอกซะอีก
ก่อนด่าคนโบราณว่าง่าวงี่ ต้องเข้าใจนะว่าส้วมโบราณไทยเรามันเหม็นมาก และอุจาดตามากกว่าส้วมสมัยนี้พันเท่า เพราะขี้กองถมกันเป็นภูเขา ส่งกลิ่นไปไกล ใครเอาไปตั้งหน้าบ้านก็คงบ้าไปแล้วแหละ โน่น ต้องเอาไปไว้หลังบ้าน ไกลสุดสายตาโน่น
ส่วนลูกสาวนั้น พอไปมีเรื่องฉาวโฉ่ ก็เหม็นคลุ้ง ได้กลิ่นโชยไปทั้งบาง ก็อุปมาดั่งว่ามีส้วมตั้งไว้หน้าบ้าน นั่นแล ใครผ่านไปมาก็เห็น เหม็น ปิดจมูก แถมรู้ว่ากลิ่นมาจากบ้านไหนอีกต่างหาก ก็เอาไปโจษจันกันลั่น
ฟังคำพังเพยโบราณแบบผ่านๆ ในบริบทสมัยใหม่ อาจหาว่าคนไทยโบราณดูถูกเพศหญิง ว่าเหม็นเหมือนขี้ แต่จริงๆ แล้ว ถ้าคิดให้ลึกๆ ตีฝ่าผ่านม่านขี้เหม็นไปได้ ผมว่ามันตรงกันข้ามเลยนะ
การที่ลูกหญิงไปทำเรื่องเสียหายเชิงชู้สาวแล้วทำให้วงศ์ตระกูลเสียชื่อดังส้วมเหม็นหน้าบ้านนี้ น่าแสดงว่าคนไทยโบราณ “ให้เกียรติหญิงมากกว่าชาย “ ............. เพราะแสดงว่าลูกหญิงคือเกียรติของวงศ์ตระกูลมากกว่าลูกชาย
ดังนั้น พอลูกหญิงทำไม่ดี เสียเกียรติ ก็พลอยทำให้วงศ์ตระกูลเสียเกียรติไปด้วย ก็ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่ว ดังส้วมหน้าบ้านนั่นแล
...แต่ถ้าลูกชายทำเสียชื่อล่ะ เช่นไปทำให้ลูกสาวคนอื่นเขาท้อง ไปปล้น ไปขโมย ..ก็ไม่เท่าไหร่หรอก ก็บอกว่า มันเหี้ยของมันเอง มันไปคบเพื่อนไม่ดี มันก็เลยไม่ดีไปด้วย (ทั้งที่พ่อแม่น่ะ เก่ง ดี สั่งสอนมันไว้หมดแล้ว อิอิ) ก็รอดตัวไปสำหรับพ่อแม่
นี่แสดงว่าลูกหญิงเป็นสัญลักษณ์ เป็นเกียรติศรีของวงศ์ตระกูลมากกว่าลูกชาย ...คิดออกไหมจ๊ะ
น่าสังเกตด้วยว่า จีน อินเดีย (แม้ฝรั่ง ญี่ปุ่น) พ่อแม่ยกสมบัติ ที่ดิน ให้ลูกชายคนโตส่วนไทยเรานิยมยกให้ “ลูกสาวคนเล็ก” (ซึ่งเป็นส้วมหน้าบ้านหลังสุดท้ายแท้ๆ ถามว่า อ้าว..เป็นส้วมหน้าบ้านที่ไม่มีเกียรติแล้วพ่อแม่ไปอยู่กับลูกสาวได้อย่างไร)
ประเด็นแตกต่างระหว่างจีน อินเดีย ฝรั่ง และไทย เรื่องลูกชายคนโตและลูกสาวคนเล็กนี้ ผมได้คิด เขียน วิเคราะห์ไว้มากมายโดยละเอียดในหลายบทความ นานสามสิบปีมาแล้ว แต่มีคนสนใจอ่านน้อยมาก บางคนอ่านไม่พอกลับด่าผมเสียอีกว่าวิเคราะห์อะไรได้ง่าวปานนั้น โดยเฉพาะพวกผู้หญิงปากจัดที่ผมกำลังเชิดชูหางด้วยซ้ำไป (สงสัยพ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาสอน อิอิ)
ส่วนนักวิชาการไทยด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ ก็ไม่สนใจอะไรหรอก เอาแต่ลอกฝรั่ง หาว่าไทยเรากดขี่ทางเพศ (เช่นมีเมียมาก) ทั้งที่พวกฝรั่งมันนั่นแหละตัวดีกว่าเราร้อยเท่า ในหลายร้อยเรื่อง แล้วเอามาแพร่แนวคิดหลอกลวงให้เราหลงเชื่อในเรื่องสิทธิสตรี ผ่านปาก(กา) ของพวก ศ.ดร. ดจร. ทั้งหลาย ที่จบมาจากนอก ภายใต้การบงการทางวิชาการของพวกมัน
เมื่อไหร่ไทยเราจะปลดแอกทางวิชาการจากฝรั่งได้สักที ตั้งแต่นาโน ยันนาข้าว และ (สาว) นาเกลือ
...คนถางทาง (๙ มีค. ๒๕๕๖)
เป็นประเด็นน่าคิดเลยครับ สิทธิสตรีไทยแต่โบราณก็ไม่ได้ด้อยกว่าใคร
อูย..... แต่ศัพท์ในบันทึกนี้ของอาจารย์ดุเหลือเกินครับ
I have observed:
Thais bank their old age care on their daughters; along the old Indian culture (families with only daughters still pay big dowry to gain a son --in-law and worker/protector/breeder/...)
Chinese bank their old age care on their first born son (with the 1-child policy, now many Chinese men are looking after a) their own family, b) their old parents, c) their wife's parents; so income for 1 man must provide for 6 people; this is becoming impossible for many; old Chinese are being left uncared).
Someone told me, having daughters are like having toilets in the front yard because "flies" come around; although, daughters are more like flowers (in the front garden), flowers have unfortunately a nasty connotation that no girls want to be (except by one 'คำ ผกา' -- ดอก ทอง?).
In Australia, children of either gender are strongly encouraged to have a go --to build their own life and family when they finish high school (17-18 years old), Old parents are left to care for themselves or put in nursing homes so the assets can be used by the children.