พีรพร พงศ์พิพัฒนพันธุ์

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๑.บทนำ : ความหมายและความสำคัญของมังสวิรัติ

  ๑.๑ ความหมายของมังสวิรัติ

  พจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน  พ.ศ.๒๕๔๒ ให้ความหมายของคำว่า มังสวิรัติ”ว่า การงดเว้นการกินเนื้อสัตว์ ,เรียกอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ มีแต่พืชผักว่า อาหารมังสวิรัติ[๑] ส่วนวิกิพีเดีย ให้ความหมายว่า คำว่า "มังสวิรัติ" นั้นเป็นคำสมาส มาจากคำว่า มังสะ แปลว่า เนื้อ รวมกับ วิรัติ แปลว่า ปราศจากความยินดีหรือละเว้น ดังนั้น มังสวิรัติ จึงแปลว่า ปราศจากความยินดีที่จะกินเนื้อสัตว์[๒]  ส่วนผู้ประพฤติมังสวิรัติ เรียกว่า นักมังสวิรัติ (vegetarian) โดยในบรรดาผู้ซึ่งมีความเชื่อถึงคุณประโยชน์ของมังสวิรัติด้วยกัน ได้ถูกสถาปนาชื่อเสมือนลัทธินักบริโภคมังสวิรัติ คือ vegetarianism [๓] ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นมีนักบวชในพระพุทธศาสนานิกายมหายานรวมอยู่ด้วย โดยที่พระภิกษุฝ่ายมหายาน[๔] เป็นนักมังสวิรัติที่เคร่งครัด นอกจากพระวินัยสงฆ์ทั่วๆ ไปแล้ว พระมหายานยังต้องรักษาศีลของพระโพธิสัตว์อีกจำนวนหนึ่งด้วย รวมทั้งข้อที่ให้เจริญมหากรุณา คือไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม[๕]

 

  ๑.๒ ความแตกต่างระหว่าง กินเจ” กับ “กินมังสวิรัติ”

  คำว่า “เจ” ในภาษาจีนมีความหมายทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายานว่า “อุโบสถ” คำว่า “กินเจ” ตามความหมายที่แท้จริงคือการรับประทานอาหาร ก่อนเที่ยงวันดังเช่นที่ชาวพุทธในประเทศไทยถือ “อุโบสถศีล” หรือ “รักษาศีล ๘” จะไม่รับประทานอาหารหลังจากเที่ยงวันไปแล้ว   แต่เนื่องจากการถืออุโบสถศีล ของชาวพุทธฝ่ายมหายานรวมถึงการไม่กินเนื้อสัตว์ด้วย จึงนิยมเรียก “การไม่กินเนื้อสัตว์” ไปรวมกับคำว่า “กินเจ” ซึ่งเป็นการถือศีลไปด้วยในปัจจุบันผู้ที่รับประทานอาหารทั้ง ๓ มื้อ แต่ไม่กินเนื้อสัตว์ก็ยังคงเรียกว่า “กินเจ” ความหมายก็คือ “คนกินเจ” ไม่ เพียงแต่ไม่กินเนื้อสัตว์ยังต้องดำรง ตนอยู่ในศีลธรรมอันดี บริสุทธิ์ สะอาด งดงามทั้งกาย วาจา ใจ เป็นการถือศีล บำเพ็ญธรรมไปด้วยพร้อมกันจึงเรียกว่า “กินเจที่แท้จริง”  ดังนั้นคำคล้องจองที่มักได้ยินอยู่เสมอ คือ “ถือศีลกินเจ” [๖]

อักษรภาษาจีน อ่านว่า ไจ” (เจ)

ตามร้านขาย “อาหารเจ” จะเห็นตัวอักษรภาษาจีนคำนี้อ่านว่า “ไจ (เจ)” แปลว่า “ไม่มีของคาว” เขียน ด้วยสีแดงบนพื้นสีเหลืองเสมอ ในช่วงเทศกาล กินเจเดือน ๙ จะเห็นอักษรนี้เขียนบนผืนธรงสีเหลืองปักอยู่ตามแผงขาย อาหารเจทั่วไป ชาวจีนถือว่าสีแดงเป็นสีแห่งสิริมงคลแห่งชีวิต สีเหลืองเป็นสีของ ผู้ทรงศีล ผู้ตั้งใจบำเพ็ญตนให้บริสุทธิ์ ตัวอักษรนี้ย่อมเป็นเครื่องเตือนสติ ให้ผู้ที่กินเจระลึกไว้เสมอว่า การไม่กินเนื้อสัตว์ คือการปฏิบัติธรรม รักษาศีล ของความเป็นมนุษย์ เป็นการเจริญมหาเมตตากรุณาธรรมโดยแท้อันจะนำมา ซึ่งความเป็นสิริมงคลแก่มนุษย์ และก่อให้เกิดสันติสุขต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง [๗] ในช่วงเทศกาลกินเจ ๙ วัน ๙ คืน ผู้ที่ต้องการกินเจอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ตามประเพณีการกินเจ จะต้องปฏิบัติดังนี้ ๑.รับประทาน "อาหารเจ" ๒.งดอาหารรสจัด ซึ่งหมายถึงอาหารเผ็ด หวานมาก เปรี้ยวมาก เค็มมาก (๓)รักษาศีลห้า (๔)รักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ รักษาอารมณ์ (๖)ทำบุญทำทาน และ (๗)นุ่งขาวห่มขาว[๘]

การรับประทานมังสวิรัติ ได้กลายเป็นของสากล อาจมีวัตถุประสงค์เชิงเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนานิกายมหายาน หรือไม่เกี่ยวข้องก็ได้ เช่น เวลานี้มีชาวอเมริกันและชาวตะวันตกจำนวนมากที่รับประทานมังสวิรัติ แต่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศาสนาหรือเพื่อจริยศาตร์ แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อโภชนาการด้านสุขภาพ ขณะที่การรับประทานเจ หรือ “กินเจ” ของผู้คนตะวันออกบ่งถึงวัตถุประสงค์ในเชิงศาสนา และเชิงจริยศาสตร์อย่างชัดเจน ที่สำคัญ คือ เป็นเป้าประสงค์ของพระพุทธศาสนานิกายมหายานตามแนวทางของพระโพธิสัตว์หรือ “โพธิสัตวมรรค”

แผนผังแสดงความแตกต่างระหว่าง “มังสวิรัติ” กับ “การกินเจ”

<p>[img src=”file:///C:\Users\ADMINI~1\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image004.gif” border=”0” height=”196” width=”395”>

</p>

[img src="file:///C:\Users\ADMINI~1\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image006.gif" border="0" height="200" width="403">

</span><p>

</p>

  อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ง่ายในการทำความเข้าใจต่อระบบความเชื่อของพระพุทธศาสนามหายาน ผู้เขียนขอนำเสนอในส่วนของคำว่า มังสวิรัติ”  คือ “การงดเว้นการรับประทานเนื้อสัตว์โดยภาพรวมที่เป็นสากล”หรือตามความเข้าใจและการปฏิบัติในส่วนที่เป็นสากล  ไม่จำเพาะเจาะจงว่าเป็นวิธีการเดียวกับการรับประทานเจที่พ่วงเอาการถือศีลอย่างเคร่งครัดไปด้วยก็ตามหรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่า ความหมายของมังสวิรัตินี้ ได้นั้นได้ครอบงำความหมายของการประทานเจ ที่มีความหมายแคบกว่าเสียด้วย ขณะที่ การนำเสนอประเด็นมังสวิรัติเอง มุ่งที่เป้าประสงค์แห่งการสำรวจองค์ความรู้เรื่อง โพธิสัตวมรรค”ในพระพุทธศาสนามหายานเป็นสำคัญ ส่วนผลที่ตามมาอย่างอื่น เช่น การรับประทานมังสวิรัติเพื่อสุขภาพ ถือเป็นผลพลอยได้ต่อเนื่องที่เป็นองค์ประกอบของการปฏิบัติธรรม(โพธิสัตวมรรค)ในนิกายมหายาน หรืออาจถือเป็นผลที่ได้รับโดยตรงสำหรับนักปฏิบัติมังวิรัติบางคน ที่ตั้งเป้าประสงค์ทางด้านสุขภาพเป็นการจำเพาะ 

 

๑.๓ ที่มาและความสำคัญของวัตรมังสวิรัติในพุทธมหายาน

ก.ที่มาของมังสวิรัติ

  ภายหลังที่พระพุทธเจ้าเข้า สู่ปรินิพพานแล้ว พระพุทธศาสนาได้แผ่เข้าไปในประเทศจีนแยกออกเป็นนิกาย "อาจารยวาท" หรือ "มหายาน" และขยายมาทางใต้ของอินเดียถือว่าเป็นเถรวาท หรือหินยาน ฝ่ายมหายานยึดหลักแห่งเมตตาธรรมมีวัตรปฏิบัติที่สำคัญอย่างหนึ่งคือฉัน ภัตตาหารมังสวิรัติแบบเคร่งครัด (อาหารเจ) คัมภีร์สำคัญของมหายาน ๔ พระสูตรซึ่งเชื่อกันว่าเป็นพระพุทธวจนะ ได้บัญญัติห้ามการกินเนื้อสัตว์คือ หัสติกักสยะ, มหาเมฆะ, นิรวาณางคุลี มาลิกา และ ลังกาวตาร[๙]โดยเฉพาะคัมภีร์หลังสุดถือว่าสำคัญมากต่อการประพฤติมังสวิรัติ[๑๐]

  ในภาคหนึ่งของลังกาวตารสูตร กล่าวถึงเรื่องการกินเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเรียกว่า ภาคมางสภักษปริวรรติ จากข้อความในภาคนี้ย่อมพิสูจน์ได้อย่างเต็มที่ว่า สาวกในพระพุทธศาสนาจะเป็นบรรพชิตหรือฆราวาสก็ตาม จะไม่รับประทานเนื้อปลาหรือเนื้อสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่งเลย[๑๑]

ท่านพุทธทาส ได้แปลบางตอนในลังกาวตารสูตรมีความว่า

"โอ มหาบัณฑิต ในวัฏสงสารอันไม่มีใครทราบที่สุดในเบื้องต้นนี้สัตว์ผู้มีชีพได้พากันท่อง เที่ยวไปในการเวียนว่าย ในการเกิดอีก ตายอีก ไม่มีสัตว์แต่ตัวเดียวที่ในบางสมัย ไม่เคยเป็น แม่ พ่อ พี่ชาย น้องชาย พี่หญิงน้องหญิง ลูกชาย ลูกหญิง หรือเครือญาติอย่างอื่นๆ แก่กัน สัตว์ตัวเดียวกัน ย่อมถือปฏิสนธิในภพต่างๆ เป็นกวาง หรือสัตว์ สองเท้า สัตว์สี่เท้าอื่นๆ เป็นนกฯลฯ ซึ่งยังนับได้ว่าเป็นเครือญาติ ของเราโดยตรง สาวกแห่งพระพุทธศาสนาจะทำลงไปได้อย่างไรหนอ จะเป็นผู้สำเร็จแล้วหรือยังเป็นสาวกธรรมดาอยู่ก็ตามผู้เห็นว่าสัตว์เหล่านี้ทั้งหมดเป็นภราดรของตน แล้วจะเชือดเถือเนื้อหนังของมันอีกหรือ"[๑๒]

อีกตอนหนึ่งมีความว่า

"..เพราะฉะนั้น เนื้อทุกชนิดเป็นสิ่งที่ไม่ควรบริโภคสำหรับพุทธศาสนิกชนผู้ปรารถนาจะมีสาธุ คุณในทางจิต ทั้งเพื่อตนเอง และผู้อื่น นักกินเนื้อย่อมเป็นเหยื่อแห่งโลกหลายชนิด เช่น โรคไส้เดือน โรคพยาธิ โรคเรื้อน ใครเจ็บในท้อง ฯลฯ โอ มหาบัณฑิต เรากำลังประกาศว่า การกินเนื้อสัตว์เป็นการกินเนื้อบุตรของตนเองอยู่ดั่งนี้ แล้วจะกล่าวไปอย่างไรได้ ที่เราจะบัญญัติให้สาวกของเรากินเนื้อสัตว์ซึ่งเป็นของจัดไว้ต้อนรับของพวกคนใจอำมหิตเป็นของถูกห้ามโดยท่านสัตบุรุษทั่วไป เต็มไปด้วย มลทิน ปราศจากคุณธรรมใดๆ ไม่เหมาะที่จะบริโภคสำหรับผู้บริสุทธิ์ และเป็นของควรห้ามเด็ดขาดโดยประการทั้งปวง" [๑๓]

ข.ความสำคัญของวัตรมังสวิรัติ

ปัญหาที่ถกเถียงกันไม่เป็นข้อยุติคือ ระหว่างผู้ฆ่า กับผู้กิน ใครคือผู้รับบาป ในลังกาวตารสูตรได้กล่าวเอาไว้ชัดเจนว่า ผู้ฆ่าสัตว์ชนิดใดๆ ก็ตามเพื่อเงิน และเขาผู้ซึ่งจ่ายเงินซื้อเนื้อนั้น ทั้งสองพวกได้ชื่อว่าเป็นผู้ประกอบอกุศลกรรม จักจมลงในนรกโรรวะ และนรก ฯลฯ[๑๔] ส่วนพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทยึดถือเอาคัมภีร์วิสุทธิมรรคของพระพุทธโฆษาจารย์ ซึ่งแต่งเมื่อประมาณ พ.ศ.๙๐๐ ได้กำหนดโดยอ้างว่าเป็นพระพุทธวจนะห้ามเสพเนื้อสัตว์สิบอย่างคือ มนุษย์ ช้าง ม้า สุนัข งู ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี และเนื้อเสือดาว[๑๕] นอกนั้นภิกษุฉันได้แต่ต้องไม่อยู่ในข้อกำหนดอีก ๓ ประการคือได้ยิน ได้เห็น และนึกสงสัย[๑๖]

ตามหลักฐานค้นพบใหม่กล่าวว่า พุทธศาสนาเถรวาทแต่เดิมนั้น มิได้ฉันเนื้อสัตว์ โดยมีหลักฐานว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงลังกา ๓ ครั้ง พระสายลังกาวงศ์แท้ จึงไม่เสพเนื้อสัตว์ แต่พอไปจากสยามวงศ์ในภายหลังจึงหันมาฉันเนื้อสัตว์ ปัญหาที่ค้างคาใจพุทธศาสนิกชนก็คือ พระพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์หรือไม่ ผู้ที่ตอบว่า "เสวย" กับ "ไม่เสวย" ต่างไม่เคยเห็นพระพุทธองค์เสวย จึงอาจเป็น "ทุวาจา" ซึ่งมีข้อควรพิจารณาด้วยปัญญาของตนเองอยู่ ๓ ประการ[๑๗] คือ

ประการแรก อาหารสามมื้อของพระพุทธองค์เป็น ภัตตาหารมังสวิรัติ ทั้งสิ้น คือ ก่อนตรัสรู้เสวยข้าวมธุปายาส ซึ่งนางสุชาดานาถวายรุกขเทวดา ตรัสรู้แล้วนายวานิชสองพี่น้องนำข้าว สัตตุผงมาถวาย และมื้อสุดท้ายที่เป็นปัญหาคือ "สูกรมัทวะ" ที่นายจุนทะนำมาถวายนั้นแปลกันว่า "เนื้อสุกรอ่อน" เป็นคำแปลที่ผิด ,ท่านพุทธทาสภิกขุ แปลว่า "สิ่งที่หมูชอบ" คือเห็ดชนิดหนึ่งฝังอยู่ใต้ดินภาษาปักษ์ใต้เรียกว่า "ลูกบุก" ภาษาอังกฤษเรียกเห็ดชนิดนี้ว่า Truffle มีสีดำกับสีน้ำตาล เวลาหาเห็ดชนิดนี้ต้องพาหมูไปด้วย เพราะจมูกหมูไวต่อกลิ่นเห็ดนี้เป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องสงสัยว่า ภัตตาหารมื้อสุดท้ายของพระพุทธองค์เป็นหมู หรือ เห็ด

ประการที่สอง ปัญหาที่พระเทวทัตทูลขอต่อพระพุทธองค์ให้บังคับสาวกทั้งปวงฉัน อาหารมังสวิรัติ และพระพุทธองค์ ทรงไม่อนุมัติตามคำขอนี้มาแปลความว่า พระภิกษุฉันอาหารเนื้อสัตว์เป็นปกติ ทำไมจึงไม่แปลความหมายว่า การที่พระพุทธองค์ทรงไม่อนุมัติเพราะการบังคับย่อมเป็นไปไม่ได้ เนื่องด้วยการกินเป็นเรื่องเฉพาะตัวบังคับกินไม่ได้ถ้าหากกฎขึ้นมาแล้ว ย่อมมีผู้รักษากฎ ,การกินเป็นเรื่องที่ต้องคุมตัวเองไม่มีใครคุมใครได้

ประการที่สาม พระพุทธองค์ทรงสอนเวไนยสัตว์ทั้งปวงให้รักษาเบญจศีลซึ่งข้อที่ หนึ่งคือ ห้ามเบียดเบียนชีวิตสัตว์ เมื่อพระพุทธองค์สอนเช่นนี้ ย่อมปฏิบัติได้เป็นนิจศีลอยู่แล้ว หากเสวยเนื้อสัตว์ย่อมอยู่ในฐานะสอนอย่างหนึ่งแต่ปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง ย่อมถูกตำหนิติเตียนจากผู้คนของลัทธิอื่นอย่างแน่นอน ถึงจะกินโดยจิตว่างไม่ยึดมั่นถือมั่น สามารถใคร่ครวญจากคำพูดต่อไปนี้ "กินหมูก็อย่าหมายความว่าเป็นหมู ก็ไม่บาป" คนกินหมูพูดอย่างนี้ แต่ผู้ที่กินมังสวิรัติ สามารถย้อนได้ว่า "ก็แล้วหมูมันยินยอมพร้อมใจให้กินล่ะหรือ"

การกินเนื้อกับกินผักเป็นปัญหาที่ถกเถียงกันไม่มีข้อยุติเพราะต่างก็มี เหตุผลของตนเอง เพราะฉะนั้นควรยุติปัญหานี้ด้วยการเคารพสิทธิซึ่งกันและกันใครมีสติปัญญา เห็นอย่างไรก็กินไปตามที่ตนเองเชื่อเพราะตามสัจธรรมใครประกอบกรรมเช่นใดย่อมได้ผลเช่นนั้น [๑๘]ไม่จำเป็นต้องมาทะเลาะกันด้วยความเห็นที่แตกต่างกันเลย

เมื่อท่านฮุ่ยเหนิง(เว่ยหล่าง)มาตำบลโซกาย คนใจบาป พยายามตามมาจองเวรเพื่อหวังทำลายล้าง ท่านฮุ่ยเหนิงจึงต้องหลบซ่อนอยู่ที่ซีวุยกับพวกพรานป่า นานถึง ๑๕ ปี ช่วงเวลานี้ท่านก็พยายามสั่งสอนพรานป่าเท่าที่จะสอนได้ แต่บางเวลาพรานป่าใช้ท่านฮุ่ยเหนิงนั่งเฝ้าตาข่ายดักจับสัตว์ พอเห็นสัตว์มาติดตาข่ายท่านก็ปลดปล่อยให้สัตว์นั้นรอดชีวิตไป ท่านฮุ่ยเหนิงกินเจเวลาหุงต้มอาหาร ท่านก็นำผักใส่ตะกร้าแล้วใส่ไปในหม้อต้มเนื้อของพรานป่า ส่วนถ้าผักแกงรวมอยู่กับเนื้อจะทำอย่างไร" ท่านฮุ่ยเหนิงตอบว่า "อาตมาก็จะเลือกกินแต่ผักอย่างเดียว"[๑๙] ท้ายที่สุดท่านฮุ่ยเหนิงบรรลุธรรม แจ้งชัดในสัจธรรมแห่งการเวียนว่ายตายเกิด มิได้มีความสงสัยในชาติกำเนิดสี่ภูมิวิถีหก ที่สรรพสัตว์ต้องไปเวียนว่าย

ดังนั้นกรรมส่วนหนึ่งจึงสามารถตัดลงได้โดยการ ไม่กินเนื้อสัตว์ ประการสำคัญแสดงให้เห็นถึงมหาเมตตายอมลำบากด้วยตัวเอง(คือไม่กินเนื้อสัตว์) แทนที่ให้สรรพสัตว์ทั้งปวงต้องทุกข์ยาก บาดเจ็บ สูญเสียชีวิต ด้วยความอาฆาตพยาบาทและจองเวรกันไม่มีที่สิ้นสุดการเลี่ยงกรรมปาณาติบาตจึงเป็นการกระทำเพื่อความไม่มีบาปในวงกว้างออกไป[๒๐]

  ๒.รูปแบบของมังสวิรัติ

มังสวิรัติ จัดเป็นความสัมพันธ์ระหว่างระบบทางด้านโภชนาการหรืออาหาร กับระบบจริยศาตร์ในพระพุทธศาสนา(มหายาน) อาหารที่พวกมังสวิรัตินิยมรับประทานกัน ส่วนใหญ่จะประกอบด้วย ข้าว และผลิตภัณฑ์จากข้าว หรือผลิตภัณฑ์จากถั่ว เช่น เต้าหู้ หรือเมล็ด เช่น เมล็ดฟักทองเมล็ดทานตะวัน เป็นต้น อาหารมังสวิรัติโดยทั่วไป แบ่งออกได้เป็น ๓ ประเภท ตามความเข้มข้นของการปฏิบัติ[๒๑] คือ

  ๑.มังสวิรัติประเภทเคร่งครัด เป็นมังสวิรัติที่กินอาหารจำพวกพืชผักผลไม้เพียงอย่างเดียว ไม่มีอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ไข่นม หรือ ผลิตภัณฑ์จากไข่และนม เป็นส่วนประกอบของอาหารนั้นๆเลย

๒.มังสวิรัติประเภทที่มีการดื่มนม เป็นมังสวิรัติที่จะมีนมและผลิตภัณฑ์ของนมนอกเหนือจากพืชผักผลไม้ แต่ไม่มีเนื้อสัตว์และไข่เป็นส่วนประกอบของอาหาร

๓.มังสวิรัติประเภทดื่มนมและกินไข่ อาหารมังสวิรัติประเภทนี้มีไข่ นม และผลิตภัณฑ์ของนมนอกเหนือจากอาหารจากพืช แต่ไม่มีเนื้อสัตว์เลย

ระบบการกินมังสวิรัติในปัจุบัน ยังสามารถแบ่งย่อยได้เป็น ๘ ประเภท ตาม ลักษณะการกินจำเพาะอย่าง[๒๒] คือ

๑.มังสวิรัติแบบแมคโครไบโอติก (Macrobiotig) งดเว้นการกินผลิตภัณฑ์ทุกประเภทที่มาจากสัตว์หรือทำจากสัตว์ โดยคำนึงถึงการปฏิบัติตามศาตร์หยิน-หยางร่วมด้วย
  ๒.มังสวิรัตินม-ไข่ (lacto Ovo Vegetarian) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ แต่กินนม ผลิต ภัณฑ์จากนม และกินไข่
  ๓.มังสวิรัติไข่ (Ovo Vegetarian) งดเว้นการกินผลิตภัณฑ์จากสัตว์ แต่กินไข่
  ๔.มังสวิรัตินม (Lacto Vegetarian) งดเว้นการกินผลิตภัณฑ์จากสัตว์ แต่กินนม และผลิตภัณฑ์จากนม
  ๕. มังวิรัติแบบเจ (J-Chinese Vegetarian) งดเว้นการกินผลิตภัณฑ์จากสัตว์ รวมทั้งพืชที่มีกลิ่นฉุน ๕ ชนิด ได้แก่ หอม กระเทียม คึ่นฉ่าย ใบยาสูบ และหลักเกียว (กระเทียมโทนจีน)
  ๖.มังสวิรัติบริสุทธิ์ (Pure Vegetarian) งดเว้นการกินผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทุกชนิด

๗.มังสวิรัติพืชสด (Raw Food Eater) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และกินพืช ผัก ผลไม้ที่สดดิบ ไม่ผ่านขบวนการหุงต้มใดๆ

๘.มังสวิรัติผลไม้(Fruitarian)กินแต่ผลไม้และถั่ว 

อาหารมังสวิรัติทุกประเภท จะไม่มีอาหารหรือส่วนประกอบที่มาจากเนื้อสัตว์เลย แต่ถึงแม้ว่าจะไม่มีเนื้อสัตว์เลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารประเภทโปรตีน คนที่รับประทานอาหารมังสวิรัติสามารถได้รับสารอาหารประเภทโปรตีนจากอาหาร จำพวกถั่วเมล็ดแห้ง เช่น  ถั่วเหลืองถั่วเขียวถั่วดำถั่วลิสง เป็นต้น ส่วนใหญ่ พบว่า ผู้ที่กินอาหารมังสวิรัติ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง มะเร็ง เบาหวาน และอ้วน ผลการวิจัยทั้งในและต่างประเทศ พบผู้ที่เป็นมังสวิรัติเคร่งครัดมีภาวะพร่องของ วิตามินบี ๑๒ และแร่ธาตุเหล็ก โดยเฉพาะที่เป็นมังสวิรัติเคร่งครัดเป็นเวลานาน ๆ และการมีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็ก[๒๓] อย่างไรก็ตามระบบการกินมังสวิรัติรูปแบบต่างๆ ถือเป็นความจำเพาะของพระพุทธศาสนานิกายมหายานทั้งในส่วนของจริยศาตร์(ศีล) การปฏิบัติธรรม(สมาธิ) และการรู้แจ้ง(ปัญญา) 

๓.คุณค่าและผลด้านลบของมังสวิรัติ

  ๓.๑ คุณค่าของมังสวิรัติ

  การประพฤติมังสวิรัติในพระพุทธศาสนามหายานมีคุณค่าอย่างยิ่ง ซึ่งผู้เขียนรายงานแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ

  ก.คุณค่าเชิงโภชนาการ

อาหารมังสวิรัติ เป็นอาหารของพระโพธิสัตว์ทั้งคฤหัสถ์และนักบวช หมายถึงอาหารธรรมชาติที่ปรุงจากพืชผักผลไม้  งดเว้นผักฉุน ๕ ชนิด คือ หอม กุ้ยฉ่าย กระเทียม หลักเกียว (กระเทียมโทน) [๒๔] ใบยาสูบ(รวมสารเสพติดของมึนเมา) พระพุทธองค์ได้สอนการบริโภคอาหารมังสวิรัติไว้ในคัมภีร์ลังกาวตารสูตร  กำหนดให้พระโพธิสัตว์บริโภคอาหารเจชัดเจน ประโยชน์ ด้านสุขภาพกายทำให้ร่างกายไม่ต้องบรรจุซากศพสัตว์อีกต่อไป ขับถ่ายของเสียออกได้เร็วไม่ตกค้างบูดเน่า ร่างกายสะอาดปลอดภัยจากเชื้อโรคและสารพิษจากเนื้อสัตว์ ระบบขับถ่ายปกติ ระบบการไหลเวียนเลือดในร่างกายปกติ ด้านสุขภาพจิต ทำให้จิตใจสงบเย็นเป็นสมาธิ ไม่วิตกกังวลเรื่องความเจ็บป่วย  อยู่เย็นเป็นสุข  และพระพุทธองค์ได้ตรัสอานิสงส์ของการไม่กินเนื้อสัตว์ว่า เป็นที่รักใคร่ของบรรดาเทพพรมตลอดจนมนุษย์ และสัตว์ทั้งหลาย  สามารถตัดขาดความอาฆาตดับอารมณ์เหี้ยมโหดเครียดแค้นในใจลงได้ มีอายุมั่นขวัญยืน สามารถดำรงอยู่ในกระแสแห่งนิพพาน ไม่พลัดหลงตกลงสู่อบายภูมิ  ทันทีที่ละสังขารจากโลกนี้ จิตญาณจะมู่งสู่สุขคติภพ[๒๕] 

  หลักสุขภาพสมัยใหม่  ทาง การแพทย์เข้าใจและยอมรับความจริงว่า ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายมีปัจจัยเสี่ยงจากการกินเนื้อสัตว์ เป็นสาเหตุการเกิดโรคร้าย เรื้อรัง การรักษาด้วยยาจากสารเคมีเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ ไม่ได้แก้ไขสาเหตุของความเจ็บป่วย  ทำให้แพทย์ นักวิชาการใช้พืชผักผลไม้ป้องกันความเจ็บป่วยและรักษาโรคร้าย เรื้อรัง ทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทย  พร้อมกับเผยแพร่ความรู้ไปทั่วโลก[๒๖]

  ธีรทาส กล่าวถึงการรักษาโรคด้วยการไม่กินเนื้อว่า

พืชผักต่างๆ ทำให้เนื้อหายเน่าเปื่อย สมานแผล น้ำเหลืองดี เลือดสะอาดปราศจากเชื้อโรคร้ายแรง ช่วยบำรุงสมอง ช่วยลดกลิ่นตัวกลิ่นสาปตัว ถ้าเป็นโรคเรื้อที่รักษาไม่หาย หยุดกินเนื้อสัตว์จนครบ ๗ ปี หันมากินแต่พืชผักผลไม้แทนไปมากๆ มักจะหายไปจากโรคเรื้อรังได้มาก หายใจสะอาดจากกลิ่นคาวเลือดสัตว์นั้น ต้องใช้เวลาเปลี่ยนโครงสร้างกายเนื้ออย่างน้อยนานถึง ๗ ปี”[๒๗]

 

ข.คุณค่าในแง่การปฏิบัติธรรม

 

การประพฤติด้วยการกินมังสวิรัติ  มีเป้าหมายสำคัญตรงที่ การปฏิบัติธรรมในส่วนของการถือศีล  คือ ไม่กระทำปาณาติบาต เป็นการมองด้วยเหตุผลที่เชื่อมโยงกัน ไล่ตั้งแต่สาเหตุที่ทำให้สัตว์ต้องถูกฆ่า  ซึ่งส่วนหนึ่ง คือ ฆ่าเพื่อนำไปเป็นอาหารของมนุษย์ หากมนุษย์ไม่กินเนื้อสัตว์ โลกก็จะเกิดสันติสุข ปราศจากการเบียดเบียนชีวิตซึ่งกันและกัน และไม่มีเวรต่อกันในแง่ของการเบียดเบียนชีวิต  ซึ่งถือเป็นประโยชน์ทางธรรมะ เป็นความชุ่มอิ่มด้วยมหาเมตตากรุณาธรรม หล่อเลี้ยงนามรูปที่เกิดดับ มองดูสัตว์เดรัจจฉาน เป็นมิตรไมตรีอันดีงามหมด จิตคิดที่จะฆ่ากินไม่มี จิตคิดว่าเนื้อของสัตว์อร่อย ติดรสเนื้อสัตว์นั้นหายไปแทบหมด ถ้าเกิดตายลงในภวะเช่นนี้ จิตบริสุทธิ์ใสสะอาดมาก เวลาจะตายมักจะตายแบบง่ายๆ ความหวาดกลัวภัยนั้นน้อยมาก เพราะจิตตนรู้อยู่แล้วว่า ชนกกรรม จะนำวิญญาณไปเกิดในภพภูมิที่สูงก่อน  เพราะจิตเป็นธาตุรู้ เมื่อรู้ว่าการไปภพหน้านั้นไปดี ก็ไม่เกิดความกลัว[๒๘]

การบริโภคอาหารมังสวิรัติในพระพุทธศาสนามหายานกับการบริโภคพืชผักผลไม้ตามหลักสุขภาพสมัยใหม่ยังมีความสอดคล้องกันอีกด้วย ได้แก่[๒๙]

๑) ด้านความหมายของการบริโภค สอดคล้อง คือ การแพทย์ให้บริโภคพืชผักผลไม้ งดสูบบุหรี่ งดดื่มสุรา ยาเสพติดมึนเมา ทำนองเดียวกับอาหารมังสวิรัติ[๓๐]

๒) ด้านวัตถุประสงค์มีความสอดคล้องกันในเรื่องปลูกฝังเมตตาจิต ตัดหนี้กรรม

๓) ด้านประโยชน์มีความสอดคล้องกันในเรื่องประโยชน์การสร้างความเมตตาต่อสรรพ สัตว์ทั้งคนและสัตว์ เป็นการช่วยให้สัตว์พ้นภัยจากการถูกฆ่า ช่วยให้คนพ้นภัยความเจ็บป่วย และสอดคล้องในการปฏิบัติตามศีลธรรมข้อ ๑ มีเมตตาธรรมจึงงดการฆ่า ด้วยการใช้สติปัญญา ที่รู้ชัดเจนถึงความทุกข์ของสัตว์ จึงงดบริโภคเนื้อสัตว์ เปลี่ยนมาบริโภคอาหารมังสวิรัติ อันเป็นการประกอบกุศลกรรม

๔) ด้านการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมมีความสอดคล้องกัน คือ ผู้บริโภคอาหารมังสวิรัติมีมโนธรรมสำนึก สงสารสัตว์ซึ่งถูกทำร้ายให้ทุกข์ทรมาน ฆ่าเพื่อการบริโภค ส่วนแพทย์ มีมโนธรรมสำนึก สงสารผู้ป่วยที่ถูกโรคร้าย เรื้อรังคุกคาม เป็นความสอดคล้องกันในการพัฒนาจริยธรรมทางจิตที่คิดถูก จึงพูดถูก กระทำถูก

๕) สอดคล้องด้านสุขภาพกาย ทั้งการบริโภคอาหารมังสวิรัติและหลักสุขภาพสมัยใหม่ ช่วยดูแลสุขภาพทั้งการป้องกันความเจ็บป่วยและการรักษาผู้ที่ป่วยแล้ว ทำให้ผู้บริโภคมีสุขภาพกายที่แข็งแรง พ้นภัยจากโรคร้าย และเรื้อรัง

๖) สอดคล้องกันในด้านสุขภาพจิต ทำให้ผู้บริโภคมีความสุขกายสบายใจไม่มีความวิตกกังวลเรื่องความเจ็บป่วย สามารถทำงานให้เกิดประโยชน์ต่อครอบครัวสังคม ประเทศชาติ  ทั้งหมดนี้เป็นความสอดคล้องในการปรับดุลยภาพให้การทำงานของร่างกายคืนสู่ธรรมชาติ ที่เรียกว่า Homeostasis  ส่งผลต่อการคืนดุลยภาพให้แก่โลกใบนี้

  ๓.๒ ผลด้านลบของมังสวิรัติ

หากมังสวิรัติจะมีโทษ เห็นจะได้แก่ การกินมังสวิรัติด้วยความยึดมั่นถือมั่น เชิงสีลัพพตปรามาส ซึ่งหมายถึงการติดหรือยึดเพียงศีล คือ การงดเว้นความชั่วทางกาย วาจาหรือพรต ,หรือการยึดถือเกิดความสำคัญตนว่า กินมังสวิรัติแล้วเหนือหรือดีกว่าคนอื่น ยกตนข่มคนอื่น[๓๑] แม้ในพระพุทธศาสนามังสวิรัติมหายานจะถือเป็นโพธิสัตวมรรคก็ตาม ซึ่งเรื่องนี้ ท่านพุทธทาสภิกขุ กล่าวไว้ว่า 

ถ้าสำคัญว่ากินเนื้อ มันก็เป็นยักษ์  สำคัญว่ากินผัก มันก็เป็นค่าง  สำคัญว่ากินข้าวมันก็เป็นหนูนา หรือเป็นหมูก็ตาม ถ้าเรากินเนื้อเขาก็ต้องฆ่าเนื้อมากขึ้น ดูไม่เข้าท่า ถ้าเรากินผักเขาก็ต้องฉีดยาฆ่าแมลงมากขึ้น เอาผักไปขายคนกินผัก ถ้าเรากินข้าว เขาก็ไถนามากขึ้น ในรอยไถนี้ สัตว์ตายกันเลือดแดงฉานไปเลย ไปดูเถอะไม่ว่าไถนาที่ไหน ฉะนั้นกินข้าวมันก็ฆ่าสัตว์ในรอยไถ กินผักมันก็ฆ่าสัตว์ด้วยยาฆ่าแมลง กินเนื้อมันก็ทำให้สัตว์ถูกฆ่าเอาอย่างพระพุทธเจ้าดีกว่า คือไม่กินอะไรหมดเลย ไม่กินมันหมดเลย  ไม่ทำความสำคัญในจิตใจ ว่ากูกินอะไร ผักก็ไม่กิน เนื้อก็ไม่กิน ข้าวก็ไม่กิน กินแต่อาหารที่บริสุทธิ์ที่สมณะควรจะกินที่ไม่มีโทษ อย่าไปทำความสำคัญมั่นหมายว่า นี้ข้าว นี้ปลา นี้เนื้อ นี้ขนม ฯลฯ อย่าไปทำ ถ้าไปทำความสำคัญมั่นหมายว่าอะไรเป็นอะไร  ผิดหลักธรรมะ เพราะยึดมั่นในสิ่งนั้น พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ไม่สำคัญมั่นหมาย ว่าอะไรเป็นอะไร ให้ถือว่าเป็นธาตุ เป็นธาตุตามธรรมชาติ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ตามธรรมดา”[๓๒] 

ของที่กินสักว่าเป็นธาตุตามธรรมชาติ ตัวคนที่กินก็ไม่มี ไม่มีคนผู้กิน เพราะเป็นธาตุตามธรรม ชาติ เพราะฉะนั้น ถ้ามันเป็นธาตุตามธรรมชาติ ที่กินธาตุตามธรรมชาติก็ไม่มีความหมายว่า กินผัก กินเนื้อ กินข้าว กินอะไร ไม่กินทั้งนั้นเลย ต้องทำจิตใจอย่างนี้ ถึงจะตรงตามพระพุทธประสงค์ กินผักจนรู้ว่า ไม่ต้องกินผัก กินข้าวจนรู้ว่า ไม่ต้องกินข้าว กินเนื้อจนรู้ว่า ไม่ต้องกินเนื้อ อย่าทำในใจว่ากินเนื้อ กินข้าว กินผักเลย[๓๓]  เป็นการกินอาหารที่บริสุทธิ์ ที่เห็นได้ด้วยสติปัญญาว่าสิ่งนี้เป็นธาตุตามธรรมชาติ เป็นประโยชน์ เป็นปัจจัยที่เกื้อกูลต่อชีวิต กินเท่าที่จำเป็น อย่ากินให้อร่อย อย่ากินให้มาก กินให้จำเป็น เหมือนกินเนื้อลูกที่ตายกลางทะเลอย่างนั้น[๓๔]  ซึ่งเรื่องมีอยู่ว่าพ่อแม่คู่หนึ่ง พาลูกเล็กๆ ข้ามทะเลทราย หลงทางอยู่นั่น ออกไปไม่ได้จนลูกตาย ตัวเองก็จะตายอยู่แล้วก็จำใจกินเนื้อลูก น่าคิดว่าจะกินได้กี่มากน้อย กินเพียงเพื่อรอดชีวิตอยู่ได้ เพื่อจะออกมาจากทะเลทราย พระพุทธองค์ทรงมุ่งหมายไว้อย่างนั้น และภิกษุต้องกินอาหารในลักษณะนี้ ไม่ใช่กินด้วยความตะกละในรสอร่อย จะกินเนื้อหรือกินผัก ก็ต้องกินด้วยความรู้สึกเหมือนกับว่า กินเนื้อลูกกลางทะเลทราย ไม่ใช่กินด้วยกิเลสตัณหา[๓๕]

  “อาตมาจึงบอกเพื่อนฝูงที่อยู่ด้วยกันว่า อย่าเลย อย่าอธิษฐานกินผัก อย่าอธิษฐานกินข้าว อย่าอธิษฐานกินเนื้อเลย ไม่กินอะไรเลย นอกจากสิ่งที่บริสุทธิ์ สมควรแก่สมณะก็แล้วกัน  มันก็เป็นธาตุตามธรรมชาติ เป็นการกินอย่างไม่มีตัวผู้กินและถูกกิน นี่คือไม่กินทั้งหมด คือไม่หมายมั่นว่าอะไรเป็นอะไร  เป็นพระพุทธประสงค์ให้ปฏิบัติกันทั้งทางธรรมะและทางวินัย ชาวบ้านที่ไปนิมนต์พระว่าไปฉันขนมจีน ไปฉันแกงไก่ นี่ถ้าถือตามพระวินัยแล้วรับไม่ได้ ชาวบ้านก็อย่าชอบนิมนต์อย่างนั้น ถ้าไปถูกพระที่ท่านถือพระวินัย ท่านไม่รับมันผิดวินัย ไปนิมนต์ออกชื่อของฉัน มั่นหมายเป็นนั่นเป็นนี่ มันผิดวินัย นี่เรื่องส่วนตัว เคยลองมาแล้วเรื่องกินผัก เป็นภิกษุไม่ฉันอาหารหลังจากเที่ยงวันไปแล้ว  กินแต่ผักล้วนๆ อยู่ไม่ได้ต้องกินข้าวบ้าง กินแต่ของหวานล้วนแล้วยิ่งอยู่ไม่ได้ใหญ่ เหมือนกับเจ็บไข้เลยทีเดียว ถ้าว่าเป็นฤาษีชีไพร ไม่มีวินัยเรื่องเวลากินนี้อยู่ได้ กินผักก็ได้ กินผลไม้ก็ได้ แต่ถ้าเป็นพระแล้วอยู่ไม่ได้ กลางคืนหิวเกือบตาย ควรจะทำให้มันถูกเรื่องกัน” [๓๖] 

๔.การขยายตัวของนักมังสวิรัตินิยมผสมมหายาน

  มังสวิรัตินิยม คือ การบริโภคอาหารอย่างหนึ่งโดยที่ไม่มีเนื้อสัตว์ ปลา(รวมถึงสัตว์จำพวกมีเปลือกและกระดอง เช่นกุ้ง หอย ปู) และสัตว์ปีก การบริโภคอาหารมังสวิรัติมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับแนวความคิด เช่น บางกลุ่มไม่บริโภคไข่ รวมถึงอาหารที่ได้มาจากสัตว์เช่นนมและน้ำผึ้ง ประวัติการบริโภคอาหารมังสวิรัติที่มีการบันทึกไว้ โดยเป็นการปฏิบัติและเป็นแนวความคิดความเชื่อ เริ่มมีมาตั้งแต่ส