พีรพร พงศ์พิพัฒนพันธุ์
๑.บทนำ
การปริวรรตของโลกสมัยใหม่ โดยเฉพาะทางด้านการสื่อสารและเทคโนโลยีนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล ส่งผลต่อการจัดระบบความสัมพันธ์ระหว่าง ๓ ฝ่ายในระบบแห่งพุทธบริษัท คือ ความสัมพันธ์ระหว่างสงฆ์(หนึ่งในพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นสดมภ์หลักหรือแกนของการนับถือของพุทธศาสนิก) รัฐ และชาวพุทธที่เป็นคฤหัสถ์ ที่มีมาแต่เดิม ที่ต่างมีอิทธิพลซึ่งกันและกันในเชิงเกื้อกูล ทั้งในเรื่องการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา การจัดการเรื่องความเป็นระเบียบเรียบร้อยขององค์กรพุทธต่างๆ และการตรวจสอบในเรื่องของวัตรปฏิบัติของสงฆ์ ซึ่งในเวลานี้ความสัมพันธ์เชิงหน้าที่ของแต่ะฝ่ายได้กำลังเดินหน้าไปสู่ความล่มสลาย
ระบบหรือโครงสร้างของคณะสงฆ์ที่เป็นไปในปัจจุบันกำลังได้รับผลกระทบจากการจัดระบบความสัมพันธ์ ๓ ฝ่าย อย่างรุนแรง เกิดเป็นผลเปลี่ยนแปลงหลากหลาย ทำให้ระบบการศึกษา ระบบการปฏิบัติและค่านิยมของคณะสงฆ์ รวมถึงของชาวพุทธคฤหัสถ์ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีวันย้อนกลับ โลกยุคใหม่นำคณะสงฆ์ออกไปจากระบบเดิมมาเป็นเวลาหนึ่ง หากแต่จะสังเกตเห็นกันหรือไม่เท่านั้น
พระพุทธศาสนาได้ตั้งมั่นในประเทศไทยมาช้านาน จนกลายเป็นสถาบันหลักทางสังคมของไทย เป็นที่พึ่งทั้งทางกายและทางใจของพุทธศาสนิกชน ซึ่งความเป็นสถาบันของพระพุทธ ศาสนานี้ เป็นทั้งในส่วนของสถาบันเชิงทางการและสถาบันเชิงไม่เป็นทางการ ด้วยเหตุที่ ๓ ภาคส่วนที่ว่า ยึดโยงเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน นั่นก็คือ ภาคประชาชนชาวพุทธ ภาคสงฆ์ และภาครัฐ (ราชาและนิติรัฐ) พระพุทธศาสนาจะมีความเป็นทางการหรือไม่นั้นขึ้นกับระบบนิติรัฐ หรือบทบัญญัติทางด้านกฎหมาย ซึ่งในส่วนของประเทศไทยได้มีการบัญญัติกฎหมายคณะสงฆ์(พระราชบัญญัติ-พ.ร.บ.)[๑]ขึ้นมาใช้ตั้งสมัยรัฐกาลที่ ๕ เป็นต้นมา เรื่อยมาตลอดถึงปัจจุบันจำนวน ๓ ฉบับ โดยที่ฉบับปัจจุบันที่กำลังใช้กันอยู่ คือ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๓๕)
ภายใต้สถานการณ์หลายด้านในปัจจุบัน มีความล่อแหลม และสุ่มเสี่ยง ต่อความเสื่อมถอยมากขึ้นอย่างยิ่ง มีปัจจัยหลายประการเป็นสัญญาณว่า หากทั้ง ๓ ภาค ไม่ร่วมมือกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาก็จะปลาสนาการไปจากประเทศไทย[๒]เร็วก่อนกาล ไม่ก็อาจย้ายศูนย์กลางไปอยู่ที่ประเทศอื่น หรืออีกอย่างอาจกลายเป็นลัทธิแก้ไป เสมือนการกลายพันธุ์ ออกไปจากคำสอน(ธรรมวินัย)ดั้งเดิมที่เป็นต้นฉบับมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีความเชื่อ หลักคำสอนในลัทธิศาสนาอื่น หรือแม้กระทั่งในพุทธนิกายด้วยปลอมปนเข้ามา[๓]
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเสื่อมถอยของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย มีดังนี้
๑. ความเป็นไปของสถานการณ์(current of situation)พระพุทธศาสนาของโลก
๒. แนวโน้ม(trend) ความเป็นไปของพระพุทธศาสนาในอนาคต
๓. ความเป็นไปของสถานการณ์พระพุทธศาสนาในประเทศไทย
๔. แนวโน้มความเป็นไปของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย
เนื่องจากเนื้อหาของทั้ง ๔ ข้อ[๔]ข้างต้นมีมาก ผู้เขียน จึงขอกล่าวเพียงแนวโน้มความเป็นไปของพระพุทธศาสนาในประเทศไทยที่แสดงนัยสำคัญ(significant) ดังนี้
๑. บทบาทของสงฆ์จะเปลี่ยนไปจากเดิม คือ มีบทบาทต่อชุมชนน้อยลง จากแต่เดิมที่บทบาทของสงฆ์มีผลอย่างยิ่งต่อชุมชน เช่น แก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน รวมถึงการให้การศึกษากับชุมชน บทบาทดังกล่าวนี้ถูกทดแทนด้วยระบบใหม่ ซึ่งชุมชนเองไม่เน้นการต้องพึ่งพาคณะสงฆ์อีกต่อไป โดยเฉพาะในเรื่ององค์ความรู้ระหว่างสงฆ์กับฆราวาส ที่เริ่มไม่สมดุลและไม่สอดคล้อง(matching)กันมากขึ้น
๒. ชาวพุทธที่เป็นฆราวาส จะมีบทบาทมากขึ้นกว่าการแสดงบทบาทในด้านต่างๆของคณะสงฆ์[๕] โดยเฉพาะในกิจการเกี่ยวกับพระศาสนา ทั้งในระบบปริยัติและปฏิบัติ สามารถเรียกได้ว่า เป็นยุคของฆราวาสผู้ปฏิบัติธรรม[๖]
๓. ความแปลกแยกระหว่างสงฆ์กับฆราวาสจะมีมากขึ้น ซึ่งความแปลกแยกที่เกิดขึ้นมีสาเหตุจากระบบสายการบังคับบัญชาของสงฆ์ที่เป็นการนำเอาระบบราชการมาใช้ การให้คุณให้โทษแก่พระสงฆ์ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจในคณะสงฆ์ตามลำดับชั้น ไม่ได้อยู่ในประชาชนในชุมชนอีกต่อไป[๗]
๔. เกิดการนับถือพุทธนิกายที่หลากหลาย ทั้งนิกายเถรวาทและนิกายมหายาน เนื่องจาก อิทธิพลของการสื่อสาร และข้อมูลถึงกันมากขึ้นและเป็นไปอย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัฒน์
๕. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสงฆ์กับชาวบ้าน(คฤหัสถ์)จะเปลี่ยนไปในหลายด้าน เช่น การให้ความสำคัญ การให้ความเชื่อถือ และความศรัทธาต่อสงฆ์น้อยลง เป็นต้น[๘]
๖. ทุน จะเข้ามามีอิทธิพลในการกำหนดสถานะ,บทบาทและค่านิยมของ ของทั้งฝ่ายสงฆ์และฝ่ายฆราวาส[๙]
๗.ระบบการสื่อสารระหว่างคณะสงฆ์ด้วยกันเอง เป็นไปในแนวระนาบเดียวกันมากขึ้น หรือถึงกับตัดขาดจากการสื่อสารแบบแนวดิ่งไปเลย ซึ่งสาเหตุเกิดจากระบบการสื่อสารสมัยใหม่ที่มีการตอบโต้สนทนาอย่างรวดเร็ว สามารถรู้ผลหรือรู้ข้อเท็จจริงในเวลาอันรวดเร็ว เช่น การสื่อสารผ่านระบบอินเตอร์เน็ต หรือระบบออนไลน์ ทำให้การสื่อสารแบบแนวดิ่งในระหว่างสงฆ์ค่อยๆลดอิทธิพลลงไป
๒. สาวปมกฎหมายสงฆ์กับปมคาใจครั้งในอดีต
มงเซเญอร์ ปาเลกัวซ์ ผู้ประกาศศาสนาชาวคริสต์ กล่าวถึงเหตุการณ์และสถานะของสงฆ์ในรัชสมัยของพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.๒๑๙๙-๒๒๓๑)ว่า
“อาชีพพระนั้นดูจะได้รับประโยชน์มาก เพราะพวกผู้หญิงชอบเอาของไปถวายเสมอ และถ้าพระนั้นเป็นพระนักเทศน์ ก็จะสะสมเงินทองและสึกออกไปตั้งเนื้อตั้งตัวได้ อนึ่ง พระมีอภิสิทธิ์มาก...ด้วยเหตุนี้จึงอาศัยผ้าเหลืองหาผลประโยช์ให้แก่ตนเองโดยไม่ต้องเสียอย่างใด” [๑๐]
ในวงการพุทธศาสนานั้น ได้มีความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสถาบันสงฆ์และขัดแย้งภายในดำรงอยู่เรื่อยมา สมัยรัตนโกสินทร์คู่ขัดแย้งที่เด่นชัดที่สุดหลังจากสถาปนารัฐสมัยใหม่คือ ขั้วของสงฆ์ ๒ นิกายคือ มหานิกายที่อยู่มาแต่เดิม กับ ธรรมยุติกนิกาย ในมุมของฝ่ายหลังนั้นมีพลังและแรงผลักดันอันมุ่งมั่นในการจะสถาปนาพุทธศาสนา ที่บริสุทธิ์ น่าเลื่อมใส สมสมัย มีความเป็นเหตุเป็นผลและเป็นวิทยาศาสตร์ขึ้น โดยผู้นำคือ วชิรญาณภิกขุ หรือเจ้าฟ้ามงกุฎ ในอีกด้านคณะสงฆ์ใหม่นี้ก็เป็นฐานอำนาจทางการเมืองใหม่ระหว่างที่อยู่นอก ราชบัลลังก์ด้วย จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าพระธรรมยุตนั้นมากับเส้น ที่มีรัชกาลที่ ๔ เป็นองค์อุปถัมภ์ใหญ่[๑๑]
ความบาดหมางดังกล่าวถูกบ่มเพาะขึ้นด้วยดูถูกจากฝ่ายธรรมยุติกนิกาย โดยเฉพาะหลังจากที่รัชกาลที่ ๔ ขึ้น ครองราชย์แล้ว ได้มีการชี้ผิดในพระมหานิกายหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสวดมนต์ในการอุปสมบทไม่ถูก บวชในสีมาไม่ถูก ครองผ้าไม่ถูก มีวงศ์ที่เสื่อมมาตั้งแต่เสียกรุงครั้งที่สอง และมีประพฤติทราม[๑๒]ความอึดอัดและมีท่าที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันได้รับการบ่มเพาะมาตั้งแต่ครั้ง นั้น ความบาดหมางได้รับการบอกเล่าและสืบทอดมาอย่างเป็นระบบ
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองสงฆ์ ร.ศ.๑๒๑ ถูกตราขึ้นเป็นกลไกของรัฐสยามในการจัดการอำนาจการปกครองสงฆ์อย่างชัดเจน พุทธจักรขึ้นอยู่กับอาณาจักรและกษัตริย์ บนยอดปิรามิดของอำนาจในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชนั้นก็ถูกวางตัวไว้แล้วว่า ต้องเป็นพระที่วางใจได้ซึ่งจะเป็นใครไม่ได้นอกจากพระสงฆ์ชั้นสูงจากธรรมยุติกนิกาย ทำให้คณะสงฆ์สยามอยู่ภายใต้การปกครองของฝ่ายธรรมยุตมาอย่างยาวนานถึง ๓๘ ปี นั่นคือ วาระของสมเด็จพระสังฆราชนับแต่สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส (๒๔๔๒-๒๔๖๔) และสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ (๒๔๖๔-๒๔๘๐) ข้อสังเกตก็คือ ทั้งสองมีสถานะที่เป็นทั้ง “พระ” และ “เจ้า” [๑๓]
๒.๑ การปฏิวัติเพื่อความเสมอภาคของคณะสงฆ์
ก่อนปฏิวัติสยาม ๒๔๗๕ ปรีดี พนมยงค์ และพรรคพวกที่เป็นทั้งพลเรือนและทหารได้เช่าห้องเพื่อใช้ในการประชุมเพื่อ เตรียมปฏิวัติ ณ ถนน Rue du Sommarard ในเขต Quartier Latin กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส [๑๔]ในปี ๒๔๗๗ ก็พบว่า มีพระสงฆ์หนุ่มสังกัดมหานิกาย จากวัดมหาธาตุ, วัดเชตุพนฯ, วัดเบญจมบพิตร, วัดสุทัศน์ฯ และวัดอรุณ ได้นัดพบกันที่บ้านคหบดี ในเขต อ.บางรัก บ้านหลังนั้นชื่อว่า "ภัทรวิธม" เมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๔๗๗ ว่ากันว่า จำนวนพระหนุ่มที่เดินทางมีจำนวนกว่า ๓๐๐ รูป เรียกชื่อคณะผู้ก่อการคราวนี้ไว้ว่า “คณะปฏิสังขรณ์การพระศาสนา”[๑๕] การหารือครั้งนั้นได้รับการจารึกในประวัติศาสตร์ถึงข้อเสนอต่อรัฐ เพื่อการเปลี่ยนโครงสร้างของคณะสงฆ์ให้มีความเท่าเทียมกัน มีการประกาศแถลงการณ์และเป็นที่รับรู้ในที่สาธารณะผ่านหนังสือพิมพ์ ไทยใหม่ ในวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๗ ว่า "...เป็นไปเพื่อความเสมอภาคในการปกครองคณะสงฆ์ และเพื่อการรวมนิกายสงฆ์ให้มีสังวาสเสมอกัน คือให้มีการอุโบสถสังฆกรรมร่วมกัน..." หลังจากนั้นได้มีหนังสือไปเสนอแด่พระผู้ใหญ่และรัฐบาลในภายหลัง[๑๖]
๒.๒ แบบจำลองสังฆสภาในพ.ร.บ.คณะสงฆ์ ๒๔๘๔
จากประวัติศาตร์ของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะในช่วงก่อนกาลพุทธปรินิพพาน จะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าทรงมอบอำนาจให้สงฆ์ปกครองกันเองด้วยระบบสังฆาธิปไตยหรือการรับฟังเสียงส่วนใหญ่(democratic way)[๑๗] โดยมีสังฆสภาเป็นศูนย์กลางในการดำเนินการปกครอง โดยทรงใช้รูปแบบและวิธีการในการปกครองของรัฐสามัคคีธรรม(republic state) ของกษัตริย์ลิจฉวี หรือกษัตริย์โกลิยะและศากยวงศ์ ซึ่งพระพุทธองค์เคยเป็นสมาชิกและเรียนรู้วัฒนธรรมตามระบอบนั้นมาก่อน โดยการใช้รูปแบบการบริหารผ่านสภา(สัณฐาคารสภา) รับกับเนื้อหาในส่วนของอปริหารนิยธรรม ที่ทรงระบุถึงการปกครองแบบสาธารณรัฐ ที่ต้องมีการประชุมสภากันอยู่ประจำ แม้กระทั่งในเหล่าเทวดา(สุธัมมาเทวสภา)เองก็เช่นกัน ทำให้เชื่อได้ว่า ระบบสภา เป็นระบบหรือแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาของคณะสงฆ์ที่พระพุทธองค์ได้ทรงวางไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งทรงพระชนม์ชีพอยู่ เรียกว่า เป็นการปกครองระบอบสังฆาธิปไตย[๑๘]
เช่นเดียวกับ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๔๘๔ ที่สะท้อนฐานความคิดเชิงคุณค่าประชาธิปไตย จนถึงที่สุดในระบอบสงฆ์ คือสังฆาธิปไตย เป็นอย่างดี นั่นคือมีการรื้อโครงสร้างความสัมพันธ์ภายในองค์กรสงฆ์ขึ้นใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่หัวอย่างพระสังฆราชลงมา การแบ่งโครงสร้างการบริหารการปกครองใหม่ที่มีการแบ่งแยกอำนาจ และคานอำนาจระหว่างกัน เพื่อรองรับการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาในวงการสงฆ์เองที่นับวันจะซับซ้อนขึ้น การออกแบบโครงสร้างใหม่นี้ก็เพื่อสร้างหลักการร่วมกันโดยมิต้องยึดอยู่กับปัญหาบุคคล ที่เป็นต้นตอความไม่ชอบมาพากลอันเนื่องมาจากอคติทั้งปวง สอดคล้องกับหลักการแบ่งแยกและถ่วงดุลอำนาจตามหลักอธิปไตยที่ระบอบ ประชาธิปไตยที่ได้สถาปนาขึ้น
สาระสำคัญของ พ.ร.บ.นี้ อาจจำแนกได้เป็นสามประการ ได้แก่ [๑๙]
ประการแรก ยุบเลิกมหาเถรสมาคม ที่ทำหน้าที่องค์กรปกครองสงฆ์หนึ่งเดียวที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่กับตัวเอง ในโครงสร้างใหม่นี้ได้แบ่งอำนาจการปกครองเป็น ๓ ส่วนได้แก่ สังฆสภา[๒๐] ถืออำนาจนิติบัญญัติ สังฆมนตรีถืออำนาจบริหาร และคณะวินัยธร ถืออำนาจตุลาการ เพื่อถ่วงดุลอำนาจการบริหารคณะสงฆ์เช่นเดียวกับการปกครองฝ่ายอาณาจักร
ประการที่สอง หลังจากที่มหาเถรสมาคมหาย ไปจากโลก กฎหมายก็ยังจำกัดอำนาจสมเด็จพระสังฆราชด้านบริหารคณะสงฆ์ให้มีอำนาจแต่เพียง ในนาม ดังนั้นเอาเข้าจริงแล้วตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชแทบจะไม่มีความหมายใดๆในการ บริหาร แต่เป็นเพียงสัญลักษณ์หรือเป็นประมุขของฝ่ายสงฆ์ กล่าวได้ว่าทรงบัญชาการคณะสงฆ์โดยลำพังมิได้ ซึ่งในวิธีคิดแบบนี้ทำให้พระสังฆราชไม่ต้องรับผิดชอบการบริหาร เนื่องจากว่าอำนาจการบริหารอยู่ที่สังฆนายกและคณะสังฆมนตรีแล้ว จึงอยู่ในฐานะประมุขของประเทศ เช่นเดียวกับกษัตริย์ในฝ่ายของอาณาจักร
ประการที่สาม วางลู่ทางที่จะรวมนิกายสงฆ์ให้เป็นนิกายเดียวกัน ตามบทเฉพาะกาลในมาตรา ๖๐ เพื่อที่จะทำสังคายนาพระธรรมวินัยในเวลา ๘ ปี
การเสนอญัตติเข้าประชุมสภาที่มีอยู่สามทาง ได้แก่ จากคณะสังฆมนตรี จากกระทรวงศึกษาธิการ และจากสมาชิกสังฆสภา แต่ในส่วนสมาชิกสังฆสภา จะเสนอได้ก็ต้องให้สังฆนายกรับรองเสียก่อน[๒๑] อำนาจของตำแหน่งนี้จึงทำให้ทั้งฝ่ายมหานิกายและฝ่ายธรรมยุติพยายามผลักดัน พระสงฆ์ของตนขึ้นดำรงตำแหน่งสังฆนายก ซึ่งในที่สุดฝ่ายธรรมยุตก็คว้าความได้เปรียบนี้ไปเมื่อตำแหน่งอยู่ที่ สมเด็จพระมหาวีระวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) แห่งวัดบรมนิวาส สายธรรมยุต รัฐบาลประกาศแต่งตั้งในเดือนพฤษภาคม ๒๔๘๕ [๒๒] อำนาจหน้าที่ของสังฆสภา มีหน้าที่ในการออกสังฆาณัติ (เทียบได้กับพระราชบัญญัติ) กติกาสงฆ์(พระราชกฤษฎีกา) กฎองค์การ (กฎกระทรวง) พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช (พระบรมราชโองการ) ข้อบังคับ (กฎสำนักนายกรัฐมนตรี) และระเบียบ (ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี) ทั้งนี้ต้องไม่ขัดกับพระธรรมวินัย[๒๓]เพื่อไม่ให้การดำเนินการของคณะสงฆ์เป็นที่กังขาต่อพระธรรมวินัย หรือขัดกับพระไตรปิฏก จึงได้มีการระบุไว้เลยว่า หากมีข้อสงสัยในญัตติต่างๆ ให้ตีความโดยรักษาพระธรรมวินัยโดยเคร่งครัดไม่จำเป็นต้องลงมติ หรือใช้เสียงข้างมาก[๒๔]
๒.๓ ระบบการศึกษาคณะสงฆ์ในยุคเสรีชนชาวพุทธ
การดำเนินการตามพระราชบัญญัติที่มีโครงสร้างที่เป็นธรรมมากขึ้น และเปิดช่องทางให้พระสงฆ์ปฏิบัติงานตามความสามารถมากกว่าเดิมที่รวมศูนย์ อยู่ที่มหาเถรสมาคม พระมหาวรชัย กลึงโพธิ์ ได้แบ่งผลงานที่มาจากการบริหารการปกครองคณะสงฆ์ในพ.ร.บ.ตัวใหม่(พ.ศ. ๒๔๘๔)นี้ ให้เห็นเป็นผลงานอันน่าตื่นตาตื่นใจ ๒ ช่วง[๒๕] ได้แก่
ระยะแรก ปี ๒๔๘๕- ๒๔๙๐ เป็นระยะปรับตัวเตรียมงานปกครอง เป็นช่วงที่มีการออกสังฆาณัติ ออกระเบียบมากที่สุด เช่น สังฆาณัติระเบียบบริหารคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาค พ.ศ.๒๔๘๕, สังฆาณัติระเบียบพระคณาธิการ พ.ศ.๒๔๘๖ เป็นต้น นอกจากนั้นถือว่ามีการตื่นตัวทางการศึกษาขึ้นมาก โดยเปิดการศึกษาวิชาการฝ่ายสามัญเป็นครั้งแรกอย่างจริงจังในระดับ มหาวิทยาลัยคือ มหามกุฏราชวิทยาลัย ปี ๒๔๘๙ และมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ปี ๒๔๙๐ นับเป็นการเตรียมผลิตบุคลากรเพื่อเข้าไปดำเนินการปกครองสงฆ์ต่อไป
ระยะที่สอง ปี ๒๔๙๐-๒๕๐๓ เป็นระยะทำงานเชิงรุก นับเป็นยุคที่คณะสงฆ์ไทยเฟื่องฟูขึ้นมาก เพราะมีความพร้อมทางด้านบุคลากรที่เข้าใจ พ.ร.บ.มากขึ้น โดยเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่สังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง (คล้าย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย) ของ พระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) วัดมหาธาตุ ได้มีการทำงานเชิงรุก โดยส่งพระภิกษุสงฆ์ที่มีความรู้ไปยังภูมิภาคต่างๆ และนำพระสังฆาธิการและพระสงฆ์มาอบรมที่วัดมหาธาตุ ทั้งยังส่งภิกษุไปดูงานและเผยแผ่ศาสนาในต่างประเทศ
หากเปรียบกับรัฐบาลทางโลกที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ต่อสังคมไทย แล้ว ผลงานของรัฐบาลคณะสงฆ์ที่คู่ขนานกันไปนั้นสัมฤทธิ์ผลอย่างน่าสนใจ เช่น การก่อตั้งและขยายสำนักวิปัสสนา โดยหลักการนับได้ว่าภารกิจของพระสงฆ์มีอยู่ ๒ ประการ ก็คือ คันถธุระ การศึกษาเล่าเรียน และ วิปัสสนาธุระ คือ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน สมเด็จมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) สังฆนายกองค์แรก ได้ทำการรวบรวมวัดป่าในเขตอีสานขึ้นต่อคณะสงฆ์ธรรมยุตเกือบทั้งหมด นอกจากนั้นยังพบว่ามีฝ่ายมหานิกายไม่น้อยที่เลื่อมใสข้อวัตรของธรรมยุตแล้ว หันไป อุปสมบทแปรญัตติใหม่ แม้จะมีพรรษากว่า ๑๐ พรรษาแล้วก็ตาม ซึ่งภายในเวลาไม่ถึงสิบปี พบว่าธรรมยุตได้ตั้งมั่นในเขตอีสานตอนบนและล่างแทบทั้งหมด ทำให้ฝ่ายมหานิกายตื่นตัวว่าได้สูญเสียสมาชิกจำนวนมาก จึงทำให้ฝ่ายมหานิกาย ให้ความสนใจกับการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมากขึ้นพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) ได้ส่งเปรียญวัดมหาธาตุไปศึกษาพุทธศาสนาทั้งคันถธุระและวิปัสสนาธุระที่พม่าในปี ๒๔๙๕ และยังให้พระเถระพม่าเข้ามาสอน โดยเปิดสอน ณ อุโบสถวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์ตั้งแต่ปี ๒๔๙๖ เป็นต้นมา ปรากฏว่าเป็นที่สนใจกันมากการแข่งขันดังกล่าวจึงส่งผลให้การศึกษาของพุทธศาสนาขยายตัวคึกคักมากขึ้น[๒๖]
๓. บทบาทสงฆ์เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสงฆ์
ผู้เขียนมองความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นกับคณะสงฆ์ในประเทศไทย ดังนี้
๓.๑ บทบาทของวัดกำลังเลือนหาย
วัดไม่ได้เป็นศูนย์กลางหรือสถานที่สำหรับจัดการศึกษาอีกต่อไป หลังจากเมื่อก่อนวัดเป็นที่พึ่งทางการศึกษา ทั้งสงฆ์และฆราวาส ระบบดังกล่าวนี้กำลังจะโดนกลืนหายไปกับกระแสสังคมสมัยใหม่ ตามแบบแผนการศึกษาตะวันตก ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้เกิดขึ้นมาพักใหญ่แล้ว ภายหลังการจัดการนำเข้าศึกษานอกวัดกันอย่างขนานใหญ่ เช่น ระบบประถมศึกษา ระบบมัธยมศึกษา และระบบมหาวิทยาลัย เมื่อก่อนวัดเป็นสถานที่ตั้งของสถานศึกษาทางโลกเหล่านี้ก็จริง แต่ยังมีความสัมพันธ์เชิงการบริหารระหว่างพระสงฆ์กับโรงเรียนอยู่บ้าง แต่หลังจากนั้นไม่นาน วัดเป็นเพียงสถานที่ตั้งของโรงเรียนเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนของโรงเรียนแต่อย่างใดเลย ปล่อยให้เป็นไปตามหน้าที่ตามระบบกฎหมาย โดยครู ผู้บริหารโรงเรียน และผู้บริหารในกระทรวงศึกษาธิการ
การเริ่มต้นของเปลี่ยนแปลงในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการของไทยที่เห็นได้ชัด อย่างเช่น เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๑๔ ที่มีการประกาศใช้ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่า “โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา” เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของภิกษุสามเณร โดยให้เรียนทั้งวิชาธรรมและวิชาสามัญศึกษาควบคู่กันไป ดำเนินการโดยกรมการศาสนา โดยมีวัตถุที่จะให้การศึกษามนโรงเรียนดังกล่าว เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายศาสนจักร และฝ่ายบ้านเมือง กล่าวคือ ทางฝ่ายศาสนจักรก็จะได้ศาสนทายาทที่ดี มีความรู้ความเข้าใจหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง เป็นผู้ประพฤติดีประพฤติชอบ ดำรงอยู่ในสมณธรรมสมควรแก่ภาวะ สามารถดำรงและสืบต่อพระพุทธศาสนาให้เจริญสถาพรต่อไป และถ้าหากพระภิกษุสามเณรเหล่านี้ลาสิกขาไปแล้วก็สามารถเข้าศึกษาในสถานศึกษาของรัฐได้ หรือเข้ารับราชการสร้างประโยชน์ ให้ก้าวหน้าแก่ตนเอง และบ้านเมืองสืบต่อไปด้วยเช่นกัน[๒๗] แสดงให้เห็นว่า พระภิกษุ สามเณร เริ่มเข้าสู่กระแสการศึกษาแบบโลกนับแต่นั้น และเป็นมากขึ้นเรื่อยๆตลอดมาจนถึงสมัยปัจจุบัน
๓.๒ เปรียญธรรมบาลีกำลังเลือนหาย
การศึกษาปริยัติธรรม “เปรียญธรรมบาลี” กำลังถึงขั้นวิกฤติ เดินหน้าไปสู่ความล่มสลาย, ในปัจจุบันแม้จะยังมีการสอบเปรียญธรรมสนามหลวงอยู่ก็ตาม แต่ในแต่ละปีมีผู้สอบผ่านน้อยมาก เช่น ผลการสอบบาลีสนามหลวงปี พ.ศ.๒๕๕๔ ชั้นเปรียญธรรม ๗ ประโยค พระภิกษุ สามเณร เข้าร่วมสอบจำนวน ๕๓๓ รูป สอบผ่านจำนวน ๑๐๕ รูปคิดเป็น ๑๙.๗๐ เปอร์เซ็นต์ , ชั้นเปรียญธรรม ๘ ประโยค พระภิกษุ สามเณร เข้าสอบจำนวน ๓๗๑ รูป สอบผ่านจำนวน ๗๒ รูป คิดเป็น ๑๙.๔๑ เปอร์เซ็นต์ ,เปรียญธรรม ๙ ประโยค พระภิกษุ สามเณร เข้าสอบจำนวน ๓๘๕ รูป สอบผ่าน ๖๐ รูป คิดเป็น ๑๕.๕๘ เปอร์เซ็นต์ ขณะที่สถิติพระภิกษุ สามเณรที่เข้าสอบบาลีสนามหลวงในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ทุกระดับชั้น มีพระภิกษุ สามเณร เข้าสอบจำนวน ๒๒,๖๓๑ รูป สอบผ่านจำนวน ๓,๐๒๖ รูป คิดเป็น ๑๓.๓๗ เปอร์เซ็นต์ [๒๘] แสดงให้เห็นถึงความสนใจต่อการเรียนปริยัติธรรมบาลี อันเป็นพุทธวัจนะ(ซึ่งมีความหมายทางการศึกษาปริยัติธรรม)ที่น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกเหนือไปจากคุณภาพของสงฆ์ผู้เรียนที่ด้อยลงไปอย่างมาก
สถิติการสอบบาลีปี ๒๕๕๕ มีจำนวนที่มากขึ้นกว่าปี ๒๔๔๔ โดยในปี ๒๕๕๕ มีผู้เข้าสอบรวม ๓๔,๙๘๐ รูป แบ่งเป็นเปรียญธรรม ๑-๒ ประโยค จำนวน ๒๓,๗๕๘ รูป เปรียญธรรม ๓ ประโยค จำนวน ๔,๕๕๑ รูป เปรียญธรรม ๔ ประโยค จำนวน ๒,๒๙๗ รูป เปรียญธรรม ๕ ประโยค จำนวน ๑,๕๑๒ รูป เปรียญธรรม ๖ ประโยค จำนวน ๘๗๖ รูป เปรียญธรรม ๗ ประโยค จำนวน ๙๖๕ รูป เปรียญธรรม ๘ ประโยค จำนวน ๕๙๔ รูป และ เปรียญธรรม. ๙ ประโยค จำนวน ๙๔๐ รูป[๒๙] อย่างไรก็ตามในแต่ละปีมีสงฆ์จำนวนมาก สมัครสอบเอาไว้แต่ไม่ได้เข้าสอบ เมื่อถึงเวลาจริง
ตัวอย่างที่แสดงถึงขีดความรู้ทางด้านบาลีที่ลดลง เช่น การสมัครสอบเปรียญธรรม ๙ ประโยค เมื่อปี ๒๕๕๕ ที่มีจำนวน ๙๔๐ รูป แต่สอบได้เพียงแค่ ๖๓ รูป ขณะที่ในปี ๒๕๕๔ มีผู้เข้าสอบ จำนวน ๓๘๕ รูป สอบผ่าน ๖๐ รูป เมื่อเทียบอัตราส่วนแล้ว จะเห็นได้มีผู้สอบระดับเปรียญธรรม ๙ ประโยค น้อยลงมาก[๓๐]
พระสงฆ์ สามเณร และพุทธศาสนิกชน ต้องเห็นการศึกษาพระบาลีเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นหัวใจที่ทำให้ศึกษาหลักธรรมในพระไตรปิฎกได้อย่างถ่องแท้ เป็นพื้นฐานการศึกษาพระธรรมวินัย ที่สำคัญจะทำให้สื่อสารแลกเปลี่ยนกับพระสงฆ์ที่อยู่ในประเทศต่างๆที่มีการ เรียนบาลีด้วย เช่น ศรีลังกา พม่า อินเดีย เนปาล เป็นต้น เป็นไปอย่างสะดวกมากขึ้น นอกจากนี้ พุทธศาสนิกชนเองก็ควรเข้ามาศึกษาบาลีกันให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้เข้าใจแก่นของพระพุทธศาสนา[๓๑]
๓.๓ สิกขาหน้าที่ในสถานภาพสงฆ์กำลังเลือนหาย
พระสงฆ์จำนวนมากหันมาสนใจการศึกษาทางโลก ละเลยความสนใจการศึกษาทางธรรม หมายถึง สงฆ์ให้ความสนใจในแง่ของวิชาชีพที่คฤหัสถ์ให้ความสนใจ จนละเลยความสนใจใน ๒ ส่วน ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงในส่วนการศึกษา(สิกขา)ของสงฆ์ คือ
(๑) ความสนใจเกี่ยวกับปริยัติสิกขา คือ ความสนใจต่อการศึกษา ทำความเข้าใจในหลักพุทธรรม ทั้งเพื่อตนเอง และให้ความรู้กับคฤหัสถ์
(๒) ความสนใจเกี่ยวกับจิตตสิกขา คือ ความสนใจต่อการปฏิบัติทางจิต อบรมจิต เพื่อบรรลุเป้าหมายทางธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออย่างน้อยๆ ก็พอเป็นแนวทางสำหรับตัวเอง และเพื่ออบรมให้ความรู้กับคฤหัสถ์ได้บ้าง
ความละเลยทั้ง ๒ ประการ นับเป็นความละเลยต่อหน้าที่หลักของสงฆ์ ทำให้บทบาทของสงฆ์ต่อชุมชนชาวพุทธมีน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่นับรวมการที่พระสงฆ์กันไปสนใจศึกษาศาตร์ทางโลกกันอย่างขนานใหญ่ ดุจเดียวกับการศึกษาของคฤหัสถ์ ในส่วนนี้แม้ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อความรู้เท่าทันโลกของสงฆ์ หรืออีกส่วนหนึ่งเป็นประโยชน์ในอนาคตต่อพระสงฆ์ในยามลาสิกขาก็จริง แต่การที่พระสงฆ์ละเลยการให้ความสำคัญต่อการศึกษาพุทธธรรม ย่อมทำให้การแสดงบทบาทของสงฆ์ไม่ตรงกับหน้าที่ของสงฆ์ที่ถูกกำหนดไว้ทั้งในพุทธวัจนะและโดยสถานะของความเป็นสงฆ์ ซึ่งที่ถูกแล้วแม้ว่าการศึกษาทางโลกจะเป็นประโยชน์กับสงฆ์ แต่สงฆ์ไม่ควรละเลยต่อการศึกษาพุทธธรรมควบคู่กันไปด้วย
ในชุมชน(สงฆ์) หากละเลยหรือไม่ประสบความสำเร็จในการฝึกฝนจิตใจให้เข้าถึงความสุขอันประณีต เช่น สุขจากสมาธิ หรือความสงบเย็นจิตใจก็จะยิ่งเป็นทุกข์เพราะสุขจากเพศรสก็ไม่ได้ประสบสัมผัส จิตใจที่เหี่ยวแห้งและเคร่งเครียดเช่นนี้ย่อมโหยหาความสุขจากเพศรสหนักขึ้น อาจจะยิ่งกว่าฆราวาสซึ่งยังมีความสุขจากเพศรสมาหล่อเลี้ยงใจด้วยซ้ำ ผลที่ตามมาก็คือการหวนไปหาเซ็กส์ หากหวนด้วยการสึกไปเป็นฆราวาส ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร แต่ถ้ากลับไปเสพเพศรสขณะที่เป็นภิกษุ ก็จะเกิดผลเสียตามมาทั้งต่อตนเองและคณะสงฆ์ รวมทั้งศรัทธาของญาติโยมที่มุ่งหวังให้ท่านเป็นแบบอย่างของผู้พากเพียรเพื่อ จิตที่เป็นอิสระเหนือโลก หรืออย่างน้อย ๆ ก็เป็นแบบอย่างในทางชีวิตพรหมจรรย์[๓๒]
๓.๔ สถานภาพสงฆ์เป็นบันไดไต่เต้าทางชนชั้น
การศึกษาของสงฆ์ทั้งทางโลกและทางธรรม มุ่งเพื่อแสวงหาลาภยศและตำแหน่งมากขึ้น ใช้การศึกษาเป็นบันไดไต่เต้าเพื่อยกระดับชั้นทางสังคมของตนเอง ประจวบกับระบบการปกครองคณะสงฆ์ของไทยในปัจจุบันซึ่งใช้ “ระบบสมณศักดิ์”นั้น เอื้อต่อการทำความก้าวหน้าให้กับตนเองของภิกษุมากขึ้น จึงทำให้สงฆ์จำนวนไม่น้อย และกำลังมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆใช้พลังงานเพื่อการศึกษาในเชิงเป้าหมายประโยชน์ลาภผล ยศ ตำแหน่ง สักการะ เป็นการแสวงหา ลาภผล ยศ ตำแหน่ง สักการะ ตามระบบ หรือที่เรียกว่า “กินตามน้ำ” นั่นเอง
เมื่อครั้งสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงริเริ่ม ปฏิรูปการศึกษาแบบใหม่ พระองค์ทรงมีความเข้าใจว่า การจัดการศึกษาให้ได้ผลดี จะต้องจัดการปกครองคณะสงฆ์ให้เรียบร้อยไปพร้อมกันด้วย จึงปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองใหม่โดยจับมือกับฝ่ายบ้านเมืองเพื่อเสาะหาพระผู้รู้ภาษามคธ ผู้สอบได้เป็นเปรียญสูงๆ เป็นพระราชาคณะเพื่อช่วยปกครองสังฆมณฑลโดยผูกอำนาจการปกครองไว้กับระบบสมณศักดิ์ที่พระองค์ทรงจัดทำเนียบขึ้นมาใหม่ ซึ่งในเวลาต่อมาพระสมณศักดิ์นี้กลับกลายเป็นเป้าหมายการศึกษาของพระภิกษุสามเณรไปโดยปริยาย แทนที่จะศึกษาเพื่อเข้าถึงนามธรรมอันลึกซึ้ง แต่กลับเรียนเพื่อไต่เต้าในทางสังคมสงฆ์ เพื่อสมณศักดิ์ หรือการเป็นพระสังฆาธิการ หาไม่ก็เตรียมสึกออกไปทำมาหากิน[๓๓]
เมื่อมิติทางปรมัตถธรรมเริ่มเสื่อมสูญ ผนวกกับการศึกษาที่ขาดวิปัสสนาหรืออธิจิตสิกขา ย่อมทำให้โลกทรรศน์และวิถีชีวิตของพระภิกษุสามเณรฝักใฝ่ในวัตถุมากขึ้นประดุจเดียวกับคฤหัสถ์ผู้บริโภคกามโภคี ด้วยทัศนะคติที่ไม่สอดคล้องกับไตรสิกขา ไม่เป็นไปเพื่อการเรียน เพื่อรู้แจ้งเห็นจริง เน้นการเลื่อนสถานะทางสังคมมากกว่า จึงทำให้การศึกษาของสงฆ์ตกลงสู่วงจรความเสื่อมสูญอย่างรวดเร็ว[๓๔]
Robert David Larson หรืออดีตพระสันติกโร(Santikaro Bhikkhu) [๓๕] มองว่า
“ผู้ชายจำนวนมากที่เข้ามาบวชที่จริงไม่ได้เลือกที่จะมีชีวิตพรหมจรรย์ ผมเองตอน มาบวช ไม่ได้มาบวชเพื่อเลิกทางเพศ แต่เป็นผลพลอยได้จากการปฏิบัติธรรม ผมบวชเพื่อศึกษา เพื่อปฏิบัติ แต่มีกฎเกณฑ์ในพระวินัยว่า ต้องอย่างนี้ๆ หลายปีผมก็รับไปปฏิบัติ แต่ตอนหลัง ถูกผิดก็ไม่รู้ ผมมองว่า เมื่อพระจำนวนมากเห็นว่าเรื่องนี้ยาก แล้วโยมก็เป็นห่วงด้วยกลัวว่าพระจะสึกเขาก็เลยสร้างอะไรเพื่อกันพระกับฆราวาส แม้แต่ระหว่างพระเอง เรื่องความรู้สึกก็มักจะเกิดขึ้น ความรู้สึกนั้น ไม่ต้องเป็นเรื่องเพศ แต่พระผู้ใหญ่กลัว ก็เลยพยายามทำทุกอย่างที่อาจจะสร้างความลำบากต่อพรหมจรรย์ ก็กันไว้ ผมสันนิษฐานว่า เพราะไปให้ความสำคัญกับพรหมจรรย์เกินไป แล้วคนมาบวชส่วนใหญ่ไม่ตั้งใจจะถือพรหมจรรย์ด้วย ผมมั่นใจว่า พระ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าแต่งงานได้ก็เอา”[๓๖]
John H. Crook กล่าวถึงการเชื่อมต่อระหว่างโลกตะวันออกกับตะวันตก(linkages between east and west) ในสถานการณ์ของโลกสมัยของพระพุทธศาสนาว่า เป็นเพราะคน ๒ ฝ่าย คือ กลุ่มนักคิด(ชาวพุทธ)ฝ่ายหนึ่ง กับกลุ่มผู้สนับสนุนการเผยแผ่พระพุทธศาสนา(ผ่านทุนและอื่นๆ)อีกฝ่ายหนึ่ง ทุกเพศสภาพและทุกสถานภาพ ซึ่งสภาพของโลกของเราในเวลานี้กลวงโบ๋ เต็มไปด้วยการโป้ปดมดเท็จ เป็นโลกในยุคคอนกรีตและคอมพิวเตอร์ ซึ่งมนุษย์เองเป็นผู้ผลิตสิ่งเหล่านี้ออกมา พร้อมกันกับการเพิ่มขึ้นถึงขีดสุดของลัทธิปัจเ
ผู้เขียนอนุญาตให้นำบทความของผู้เขียนที่ปรากฎในเว็บไซต์นี้ (http://www.gotoknow.org) ไปใช้ในงานวิจัย และงานเขียนประเภทอื่นได้ แต่ต้องระบุแหล่งที่มาหรืออ้างอิงกำกับด้วย
พีรพร พงศ์พิพัฒนพันธุ์