เมื่อวานได้มีโอกาสไปพูดคุยกับเกษตรกรผู้ปลูกสวนยางท่านหนึ่ง ได้เล่าถึงความยากลำบากของการปลูกผลไม้จนต้องมาปลูกยางกันเต็มสวน

เหตุผลหนึ่งที่เขากล่าวนั้น เขาบอกว่า เดิมทีก็ปลูกผลไม้นั้นละ เช่น ปลูกทุเรียน ปลูกเงาะ และปลูกลองกอง แต่ปัญหามันดันเกิดขึ้น ก็ตอนที่ขายนี้ละ ไม่รู้เกิดจากอะไร คงหลายๆอย่างรวมกัน ทีนี้เราก็ต้องมาดูกันว่าทำไม

สวนที่ผมกล่าวถึงนั้น คือ ที่จังหวัดยะลา เมื่อเวลาเราปลูกผลไม้แล้ว มันก็ต้องดูแล ใช้เวลามากเหมือนกัน ตั้งแต่ปัญหาโรคพืช พายุฝน น้ำท่วม และความแห้งแล้ง ล้วนมีผลต่อการเจริญเติบโตทั้งสิ้น ถ้าฝนตกมากไป ผลไม้ก็บวมน้ำร่วงกันเป็นว่าเล่น ถ้าแห้งมากไปก็เล็กกันจนแคระเกร็นกันไป

สุดท้ายปัญหามันก็ไม่ได้จบที่นี้อีก ไปติดปัญหาการเก็บเกี่ยว ที่จะต้องไม่้ำช้ำ ไม่เสียหาย และขายได้ราคาดี

ปีนี้เป็นงัยครับ ราคาเท่าเดิมแถมตกลงเรื่อยๆ อันนี้พูดถึง ลองกองนะครับ โดยส่วนใหญ่ราคาจะอยู่ ๒๕ บาทเกือบทุกปี หมายถึงราคากลางแล้ว ไม่ว่าเศรษฐกิจจะแพงขึ้นหรือต่ำลง ราคาก็ยังคงเท่าเดิม

มีบางท่านบอกว่าต้องทำใจ เพราะเป็นผลไม้ฟุ่มเฟือย ไม่ใช่ผลไม้หลักในสังคมโลก อ้าวถ้าคิดแบบนี้ก็คงต้องโค่นทิ้งไปเลย ไม่ต้องเหลือไว้เป็นเอกลักษณ์ทางพืชพรรณเขตร้อนของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว

แต่ในศาสนาอิสลามก็กล่าวอีกเช่นกันว่า เราต้องแบ่งส่วนที่ได้จากผลไม้ด้วย ที่เขาเรียกว่า "จ่ายซะกาต" ครับ เพราะถ้าเราเอาแต่ได้ แต่ไม่แจกจ่ายตามเงื่อนไขศาสนา พระเจ้าก็พร้อมที่จะส่งบททดสอบมาลงโทษเราบนโลกนี้

นี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านเลือกที่จะปลูกยางมากกว่า เพราะมันง่าย จะง่ายอย่างไรนั้น ไว้ผมสอบถามจากชาวบ้านอีกที แล้วจะมาเล่าต่อ เพราะถึงยังงัยมันก็ราคาดีสูงมาก แม้จะเป็นบางปีที่รัฐบาลช่วยก็ตาม

เข้าใจแล้วว่า ปลูกไปก็เท่านั้น แถมโดนกดราคาอีก ขายเองก็โดนต่อราคาซะจนไม่เหลือ แต่เวลาไปซื้อสินค้าอย่างอื่นที่ไม่ใช่ของไทย มักจะไม่ต่อราคากัน

บางทีงานที่ใช้แรงงานจนออกเหงื่อ ก็ไม่ใช่ว่าจะได้เงินดีเสมอไป สุดท้ายลูกหลานก็ตัดสินใจไปเรียนหนังสือ ทำงานสำนักงาน ใต้ร่มหลังคา ในอากาศเย็นที่เครื่องจักรสร้างขึ้นมาให้ และไม่เลือกที่จะทำงานเกษตรกรเพื่อกลับมาพัฒนาให้ถูกต้องตามหลักวิชาการแต่อย่างใด