Plastic Brain

ผมสนใจและชอบศาสตร์ Appreciative Inquiry (AI) มาก AI ว่าด้วยกระบวนการค้นหาสิ่งดีๆ ร่วมกัน เพื่อค้นหาสิ่งที่ดีที่สุด ที่ให้ “ชีวิต” กับระบบ AI เชื่อว่าทุกระบบทุกเรื่องราวมี สิ่งดีๆ รอการค้นพบเสมอ งานเขียนของผมที่ผ่านมากว่า 500 ตอน ไม่เป็นเรื่องเทคนิดการทำ AI ไม่ก็เป็นเรื่องราวดีๆ ที่ผมค้นพบผ่านปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต เรื่องหนึ่งที่ผมให้ความสนใจตลอดมาคือเรื่องสมอง เพราะเดี๋ยวนี้คนสามารถเข้าไปดูสมองว่าทำงานได้อย่างไรแล้ว สองสามปีที่ผ่านมาผมมีโอกาสศึกษาเรื่อง “สมองเปลี่ยนตัวเองได้” หรือ Plastic Brain (พลาสติก เบรน) จากหนังสือเรื่อง The Brain that Changes itself (เดอะเบรนแด็ทเช๊นส์อิทเซ๊ลฟ์)                                  

                     

                      Cr: http://biologos.org/blog/beauty-science-and-theology-part-2


แนวคิดมีง่ายๆ คือเมื่อก่อนเราเชื่อว่าเราทำอะไรสมองไม่ได้ อยากทำอะไรต้องปลูกฝังแต่เด็กๆ...ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว อายุมากเท่าใด มีความบกพร่องเรื่องการใช้สมองขนาดไหน ถ้ามีวิธีการที่ถูกต้องพอ เราเปลี่ยนได้สมองได้ 

....

ผมอ่านมาถึงท้ายบทก็เจอเรื่องน่าสนใจ...เป็นเรื่องของสมองกับวัฒนธรรม.. มีที่มาคือเมื่อก่อนเวลาเราจะศึกษาเรื่องสมอง ฝรั่งก็จะศึกษาสมองฝรั่ง โดยคิดว่าสมองฝรั่งก็เหมือนสมองมนุษย์ทั่วไป เพราะฉะนั้นทฤษฎีสมองทั้งหมด ส่วนใหญ่ศึกษาในฝรั่ง ต่อมามีนักวิทยาศาสตร์ที่คิดต่าง (ทั้งที่เขาเองก็มีความเชื่อแบบแรก) ไปศึกษาสมองคนเอเชีย กับสมองฝรั่งพร้อมกัน แล้วก็ต้องตกใจว่าสมองของคนต่างวัฒนธรรม มีระบบการคิดที่ต่างกันสุดขั้ว  ดูการทดลองง่ายๆ เขาลองเอาภาพฝูงปลา ที่จงใจให้ตัวใดตัวหนึ่งมีสี มีลักษณะโดดเด่นกว่าตัวอื่น (เรียกเล่นๆ ว่าปลาหล่อ) จากนั้นลองเปลี่ยนนฉากหลัง เปลี่ยนตำแหน่ง ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปอย่างไร ฝรั่งมีแนวโน้มจะจำปลาหล่อตัวนั้นได้เสมอ เรียกว่าไม่สนใจสิ่งแวดล้อมอะไร เรียกว่าจำได้แค่จุดเด่นๆ เท่านั้น ส่วนคนญี่ปุ่นจะไม่มองปลาหล่ออย่างเดียว เวลาให้บรรยายภาพ เขาจะพูดถึงโขดหิน ปะการัง ปลาตัวที่ไม่น่าสนใจที่โผล่มาในภาพใหม่  คนญี่ปุ่นมองในภาพรวมมากกว่า 

จากการทดลองซ้ำ เลยพบว่าสมองคนตะวันตกเป็นสมองที่ให้ความสนใจเชิงลึก (แบบแยกส่วน) ไม่สนใจภาพรวม ส่วนสมองคนเอเชียเป็นสมองที่มองอะไรในภาพรวม เอาใจใส่ในภาพรวมมากกว่า (แบบองค์รวม) ต่อมาได้สร้างข้อสรุปเพิ่มเติมว่าวัฒนธรรม มีผลต่อการใช้สมองของมนุษย์  

เรื่องนี้นักวิจัยยกตัวอย่างไว้อย่างดี ตอนช่วงที่เกิดทซึนามิในเอเชีย มีชาวพื้นเมืองกลุ่มหนึ่งผมจำไม่ได้ว่าชื่ออะไร แต่ฝรั่งเรียกว่า Sea Gypsy (ซี ยิ๊ปซี หรือคนเร่ร่อนที่อาศัยในทะเล) ในขณะที่มีคนเอเชียในแถบทะเลตายนับแสน ชาวเผ่าที่เจอทซึนามิเช่นกัน กลับไม่มีใครตายเลย นักวิจัยสมองเปลี่ยนตัวเองได้ จึงไปศึกษา ได้ความดังนี้ ...  “...พวกเราสังเกตเห็นน้ำลดลง ปลาโลมาว่ายน้ำหนีไปทะเลลึก ช้างรีบตะเกียกตะกาย ขึ้นไปที่สูง จั๊กจั่น ที่เคยร้องดังก็เงียบเสียง...ทันใดนั้นพบพวกเราก็นึกถึงตำนานปรำปราของเราที่ว่า ..คลื่นยักษ์กินคน..มันมาแน่..ว่าแล้วพวกเราก็พากันหนีขึ้นที่สูง พวกที่อยู่ในทะเลรีบขับเรือไปที่ลึก....


                  

                  mCr: http://twelfthbough.blogspot.com/2010/08/heads-up.html


เผ่านี้ไม่มีใครตาย แต่มีชนเผ่าไกล้ๆ พวกเขาในอันดามัน ตายกันมากคือชาวประมงพม่า.. เมื่อนักวิจัยไปถามว่าทำไมถึงตาย.. พวก Sea Gypsy บอกว่า “...พวกเขาเห็นปลาหมึกจำนวนมหาศาล ตรงชายฝั่ง  เขามองเห็นแค่นั้น ไม่ยอมสนใจอะไรเลย ไม่สนใจอะไรจริงๆ ไม่มองอย่างอื่น เลยไม่ยอมขับเรือให้ไปไกลกว่านั้น ที่สุดก็ตายกันหมด...”  

นักวิจัยบอกว่าสมองของ Sea Gypsy มีการมองแบบเป็นภาพรวม เป็นสมองคนเอเชียแบบดั้งเดิม คล้ายๆกับคนญี่ปุ่น พวกเขามองอะไรเป็นภาพรวม ที่เมื่อมาประกอบกันกลายเป็นข้อมูลที่หนักแน่น จนทำให้เขาสามารถเชื่อมโยงไปหาตำนานโบราณเรื่องคลื่นกินคนได้ แม้จะยังไม่เคยเกิดขึ้นในคนรุ่นเขาก็ตาม แต่ก็มีพลังมากพอที่จะทำให้สมองของเขาเชื่อมโยงไปตำนานโบราณ ที่นำไปสู่การตัดสินใจหนีอย่างทันท่วงที ต่างจากชาวประมงพม่าในหมู่บ้านข้างๆ ที่มองเฉพาะฝูงปลาหมึก ที่มารวมตัวกัน อยู่ตรงหน้าหมู่บ้านพอดี ด้วยการมองอะไรเพียงส่วนเดียว ลึกในส่วนเดียว จึงมองไม่เห็นสิ่งผิดปรกติอื่นๆ ที่สุดถึงกับตายยกหมู่บ้าน  

วัฒนธรรมการคิดการใช้สมอง มีความสำคัญจริงๆ ชี้เป็นชี้ตายได้เลย 

เรื่องนี้ทำให้ผมคิดถึงสรรพวิชาความรู้ใดๆ จากตะวันตก ความรู้ส่วนใหญ่เกิดจากสมอง ในเมื่อสมองของคนตะวันตก ที่มีระบบการคิดที่ไม่ต่างจากชาวประมงพม่าบางหมู่บ้าน ที่มองเห็นเฉพาะปลาหมึกที่ขึ้นมารวมกันเป็นฝูง  ห่างจากชายฝั่งเล็กน้อย โดยไม่ตะหนักถึงความผิดปรกติอื่นๆ เหมือนพวก Sea Gypsy ที่มองและเก็บรายละเอียดในภาพรวม แล้วตัดสินใจ น่ากลัวมากกับความรู้ที่เกิดจากสมองแบบนี้  เพราะเห็นอะไรชัดเท่านั้นจึงเรียกว่ารู้ ไม่ชัดไม่เอา ด้วยเหตุที่ผมอยู่ในวงการวิชาการ เห็นชัดมากๆ ตอนนี้เลยว่าสังคมครูบาอาจารย์ของเรารับแนวคิดแบบแยกส่วนนี้มาเต็มๆ เรียกว่าเราคิดแบบคนตะวันตกและคนพม่าบางส่วน ด้วยอะไร เพราะส่วนใหญ่เราเรียนด้วยวิถีแบบตะวันตก ต่อให้ไปเรียนในญี่ปุ่น ในไทยก็เรียนผ่านวิธีการใช้สมองแบบแยกส่วนอยู่ดี เป็นส่วนใหญ่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเรากำลังอยู่ในภาวเสี่ยงขนาดไหน

วิชาแต่ละวิชามองอย่างแยกส่วนอย่างน่ากลัว นอกจากนี้ ยังแทรกซึมเข้าไปในวงการบริหาร ผ่านความเชี่ยวชาญของผู้มีการศึกษาจากตะวันตก เช่นกลุ่ม MBA และบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำ โดยเฉพาะการพยายาม “วัด” เพราะต้องการเห็นอะไรเป็นรูปธรรม พูดง่ายๆเราต้องการเห็น “ฝูงปลาหมึก” เพื่อเราจะได้เก็บเกี่ยว ผลผลิตได้ ด้วยต้นทุน และเวลาที่ต่ำที่สุด โดยไม่คำนึงถึงอะไรเลย

                                         

Cr: http://web.results.com/Blog/bid/90693/The-magic-of-having-the-right-Key-Performance-Indicators

ปัจจุบันองค์กรส่วนใหญ่ของไทยคลั่งเรื่อง “ตัวเลข” เราจึงเห็นคนในวงการหลายวงการ ต้องพยายามปั้นยอดขาย ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม ลูกค้าจะเซ็งแค่ไหน ไม่ว่า  ที่เลวร้ายมากๆก็คือแนวคิด เรื่อง Zero Stock (ซีโร่สต๊อก) ที่บริษัทรถญี่ปุ่น ที่บังเอิญคงไปเรียนรู้กันมาครับ ไปใช้สมองแยกส่วน ตอนนี้รถเสีย รออะไหล่อย่างเดียว ไม่แคร์ว่าลูกค้าจะเป็นตายอย่างไง ขอให้ข้าพเจ้ารักษา “ตัวเลข” เรื่องสินค้าคงคลังให้น้อยที่สุดเป็นพอ จะเกิดอุบัติเหตุตายก็ช่างหัวมัน  

แนวคิด KPI เป็นอะไร ที่อธิบายระบบการใช้สมองแยกส่วนได้ดีมากๆ ที่ปัจจุบันเราพูดอะไรเป็นนามธรรมไม่ได้  พูดถึงแรงบันดาลใจ ยากแล้วครับ ต้องถูกถามกลับ  “อาจารย์ มันวัดไม่ได้นะ มันจะวัดยังไง แรงบันดาลใจ เขาไม่เอาหรอกแนวคิดนี้”  นี่ไงแนวคิดแบบแยกส่วนมาแล้ว  ไม่ชัดวัดไม่ได้ เป็นไม่เอา” เอาไม่ต้องถึงแรงบันดาลใจก็ได้ เพื่อนผมคนหนึ่ง เมื่อสิบกว่าปีก่อน ถูกบริษัทฝรั่งจีบดึงตัวออกไปทำงานเป็นตัวแทนขายสินค้าอุตสาหกรรม ตกลงกันตั้งเป้ายอดขายไว้ 1 ล้าน ปรากฏว่าเพื่อนผมทำยอดขายได้ 2 ล้าน อืมเข้าท่าแฮะ  ต่อมาได้ข่าวเพื่อนลาออก พอถาม “..ภิญโญ รู้ไหม ปีต่อไปมันตั้งเป้าให้ฉันเป็น 10 ล้าน ไม่พูดไม่จาอะไรเลย ไม่ให้อะไร กำลังใจ การสนับสนุน... ฉันเลยออก”  เคยได้ยินอะไรอย่างนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมไทยไหม นี่ไงไม่มองภาพรวม เรื่องใจคน เรื่องแรงบันดาลใจ มันอาจวัดไม่ได้ เป็นองค์ประกอบที่ดูไม่ชัด แต่ก็สำคัญ 

ล่าสุดเจอคุณครูคนหนึ่งที่ผมนับถือ ลาออกจากงานไปขายเครื่องดื่ม เป็นคูณครูระดับเกียรตินิยม ที่ผมเสียดายมากๆ... เธอบ่นว่า “...งานเอกสารเยอะ จนปวดประสาท ประเมินคุณภาพนี่แหละอาจารย์ มีแต่เอกสาร...” อยากบอกคุณครูครับ พอกันเลย ตอนนี้มีกรรมการประเมินในมหาวิทยาลัย ที่ผมเชื่อว่าได้รับอิทธิพลแนวคิดสมองแยกส่วน แบบชาวประมงพม่า มาสร้างระบบ “คลั่งเอกสาร” ให้คุณครูจำนวนมากไม่ต้องทำอะไรแล้ว หน่วยงานผมเองถึงกับจ้างผู้บริหาร และมีแผนกหนึ่งขึ้นมาจัดการกับระบบ “คลั่ง” การประเมิน (ตาม KPI) เพราะไม่มีใครสามารถจะทำตามได้ทันแล้ว เสียเงินปีหนึ่งรวมกันเป็นล้านๆ  (แทนที่จะไปเอาไปใช้ในการให้ทุนสร้างอาจารย์ใหม่)  

                     

                                        Cr: http://www.stressuless.com/stress.html

ล่าสุดผมมีลูกศิษย์ AI ทำงานธนาคารจนเก่ง สร้างผลประโยชน์ให้ธนาคารมาไม่รู้กี่ร้อยล้าน ที่สุดลาออกไปทำงาน “เลี้ยงคนชรา” ในอเมริกา เพราะ “..อาจารย์ครับ เครียด มีแต่เป้า เป้า อย่างเดียวแล้ว ก็โหด มากขึ้นเรื่อยๆ พึ่งประสบความสำเร็จก็มาแล้ว...เป้าอีกสองสามเท่า ไปดีกว่า..พอกันที” ถ้าคุณไม่คิดอะไรก็ได้ แต่องค์กรกว่าจะฝึกคนมาหาเงินให้เป็นร้อยๆล้าน ไม่ง่ายนะ  

แนวคิดสมองแยกส่วนที่ผมบอกได้เลยว่ากำลังครอบงำสังคมไทย ผ่านระบบการศึกษาที่ครูอาจารย์ นักคิด นักธุรกิจ นำเข้าจากผลผลิตของ “สมอง” ชาวตะวันตก เรากำลังเปลี่ยนวัฒนธรรมตัวเอง จากการใช้สมองอย่างเป็นองค์รวม ให้ไปใช้สมองแยกส่วนแบบตะวันตก น่ากลัวมากๆ ผมเชื่อว่าถ้าไม่เปลี่ยนอะไรบางอย่างรับรอง เราล่มสลายแน่ๆ ผมว่าตอนนี้เราอยู่ปากเหวครับ ถึงเวลาแล้วที่เราจะหันกลับมาเหลียวมองวิธีการใช้สมองของเรา ขององค์กรของเรา และประเทศชาติของเราแล้ว

ส่วนจะทำอย่างไร โปรดติดตามตอนที่ 2 ได้ครับ


                          

                                   Cr: http://learn.mybrainsolutions.com/video:14