ผมไปนอนค้างที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ที่ราชประสงค์๓คืน๓๐ม.ค. - ๑ก.พ. ๕๖  ดังนั้นตอนเช้ามืดวันที่๓๑ม.ค. - ๒ก.พ. ผมก็มีโอกาส“วิ่งเที่ยว”บริเวณนั้น  เหมือนปีก่อนๆ  เพื่อทำความเข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน  เปรียบเทียบกับปีก่อนๆ

          ผมพบว่าแผงลอยขายอาหารตอนเช้าที่ริมกำแพงวัดปทุมวนารามด้านถนนพระราม๑หายไป  ไม่ทราบว่าโดนไล่ที่หรือเพราะธุรกิจไม่ดี

          ส่วนต้นไม้ที่สวนริมถนนของศูนย์การค้าสยามที่ฟากหนึ่งของถนนเป็นวังสระปทุมต้นไม้โตขึ้นร่มรื่นขึ้น 

ลานกว้างหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิร์ลที่หลายปีก่อนก่อนหน้าเหตุการณ์เผาราชประสงค์เป็นลานโล่งสวยงาม  บัดนี้กลายเป็นลานรกเต็มไปด้วยร้านโปรโมทสินค้า  เช่นเบียร์  รถจักรยานยนต์  และอื่นๆ 

          ผมเห็นการขยายตัวของโลกทุนนิยมแทรกซึมเข้าไปในวัฒนธรรมไทยโดยเราไม่รู้ตัว   หรือโดยเราเป็นแนวร่วมที่ไม่รู้ตัว  โดยที่การประชุมที่ผมมาประชุมเป็นเรื่องของธรรมชาติ  คือโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ในธรรมชาติ  ที่มีอยู่ตามปกติและดำเนินกลไกชีวิตไปตามปกติของเขา 

          ระบบทุนนิยมบริโภคนิยมเกินพอดี  จึงเป็นกลไกกระตุ้นหรือเพิ่มโอกาสเกิดการระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อโดยเราไม่รู้ตัว  เพราะมันนำไปสู่การตัดไม้ทำลายป่า  ทำลายระบบนิเวศธรรมชาติ  ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการกระตุ้นให้เชื้อโรคเข้ามาพัวพันรอบๆตัวมนุษย์  และที่ร้ายกว่านั้นคือเกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก  ที่ไปกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงเป็นลูกโซ่  จนในที่สุดเชื้อโรคมันมาหาคนและเกิดการระบาดใหญ่

          ผมวิ่งข้ามถนนช่วงไฟแดงไปดูบริเวณพระพรหมหน้าโรงแรมเอราวัณพบเจ้าหน้าที่กำลังทำความสะอาดเป็นการใหญ่  โดยตอน๖น. เศษยังไม่สว่างยังไม่มีคนมาสักการะพระพรหมผมวิ่งเลยไปถึงหน้าศูนย์การค้ามณียาแล้วขึ้นสู่“ลู่วิ่งลอยฟ้า”ของรถบีทีเอส  วิ่งกลับมาลงที่หน้าเซ็นทรัลเวิร์ล  บนลู่วิ่งลอยฟ้าค่อยยังชั่วเรื่องเสียง  คือผมพบว่าวิ่งริมถนนบริเวณนี้มลพิษเรื่องเสียงเหลือทน  ผมฟังเสียงวิทยุจากหูฟังไม่ได้ยินเลย  เสียงรถยนต์ดังกลบหมด

          ตอนวิ่งข้ามถนนตรงทางม้าลายช่วงไฟแดง  รถจักรยานยนต์แล่นบนทางม้าลายฝ่าไฟแดงทำผิดกฎจราจร  น่ากลัวอันตรายต่อคนเดินเท้ามาก  เรื่องรถมอเตอร์ไซคล์ใช้วิธีวกไปบนทางม้าลายเพื่อไปฝ่าไฟแดงไปอีกทางหนึ่งนี้ผมเห็นทำกันดาษดื่นมาก  โชเฟอร์ของผมบอกว่าตำรวจมักปล่อยให้ชะล่าใจนานๆก็จับเพื่อรีดไถเสียทีหนึ่ง   

          เมืองไทยเรามีรูปเทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เต็มไปหมด  วิ่งเลยศาลพระพรหมหน้าโรงแรมเอราวัณไปหน่อยเดียวแถวๆใกล้ศูนย์การค้ามณียาก็มีศาลพระพรหมอีกองค์หนึ่ง  หน้าเซ็นทรัลเวิร์ลไปทางประตูน้ำมีอีกศาลหนึ่งอยู่คู่กับศาลพระพิฆเณศ  ผมคิดเอาเองว่านี่เป็นเครื่องบอกว่าสังคมของเราอยู่ภายใต้วัฒนธรรมอ้อนวอนผู้อื่นคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์  ผมเองโดนอบรมมาให้อ้อนวอนตนเองหวังพึ่งตนเอง  และทำตัวให้เป็นที่พึ่งแก่คนอื่นได้บ้างตามกำลังความสามารถ

          เช้าวันที่ ๒ ก.พ. ๕๖  ผมออกสายหน่อยคือ  ๖.๓๐น.  เพื่อสัมผัสชีวิตผู้คน   โดยวิ่งไปด้านหน้าศูนย์การค้าด้านถนนราชปรารภ  ข้ามสะพานลอยคนเดินข้ามไปอีกด้านหนึ่ง  พบว่าพ่อค้าแม่ค้ากำลังตั้งแผงลอยกันจ้าละหวั่น  ทั้งแผงลอยขายอาหารและแผงลอยขายเสื้อผ้าเครื่องประดับ 

          ผมวิ่ง (ที่จริงเดิน) ไปข้ามสะพานเฉลิมโลกไปเลี้ยวขวาที่สี่แยก  พบว่าผู้คนและร้านค้าแผงลอยคับคั่งมาก  เมื่อวิ่งเลยสะพานลอยรถข้ามไปหน่อยความคับคั่งหายไป  ผมวิ่งไปอีกหน่อยถึงซอยเพชรบุรี๓๒  มองเข้าไปเห็นว่ามีสะพานข้ามคลองแสนแสบ  และเริ่มสว่างดีแล้วไม่เปลี่ยวจึงวิ่งเข้าไป  ได้ชมบรรยากาศเหนือคลองแสนแสบที่น้ำดำและมีกลิ่นโชยขึ้นมา 

          ซอยนี้ ๒ ข้างเป็นที่ว่างแต่มีรั้วสังกะสีล้อมทั้ง๒ฟากซอย  ข้ามสะพานข้ามคลองวิ่งไปหน่อยเดียวก็ถึงบริเวณอาคารศูนย์การค้า  ผมวิ่งเลี้ยวขวาออกไปสู่ถนนราชปรารภ  ตรงใกล้ๆสะพานลอยคนข้ามถนน  รวมเป็นการวิ่งชมเมืองระยะทางทั้งหมดน่าจะประมาณ ๑.๕ ก.ม.  ได้ซึมซับบรรยากาศชีวิตคนหาเช้ากินค่ำของสังคม 


วิจารณ์ พานิช

๓ ก.พ. ๕๖



                                   พระพรหมยามเช้าตรู่



                           บรรยากาศริมถนนเพลินจิตยามเช้าตรู่



                                             ลู่วิ่งลอยฟ้า



                   เวลา ๖.๓๐ น. พ่อค้าแม่ค้าริมถนนเริ่มขายของแล้ว



               คอลงแสนแสบและท่าเรือ ถ่ายจากสะพานเฉลิมโลก



                                 ถนนเพชรบุรีช่วงนี้คนไม่คับคั่ง



                                         คลองแสนแสบ



ลู่วิ่งของผม ข้างหน้าคือสะพานข้ามคลองแสนแสบ  ผมวิ่งเลยมา หันหลังไปถ่ายรูป



           บรรยากาศริมถนนราชปรารภ ตรงข้ามศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิร์ล 

                             ถ่ายจากสะพานลอยคนเดินข้ามถนน



                          ถ่ายมุมกว้างให้เห็นบรรยากาศยามเช้า