ผมคิดว่า งานวิจัยทางปรัชญานั้น มีความเป็นมนุษยศาสตร์และอัตนัยค่อนข้างสูง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า งานวิจัยแต่ละศาสตร์นั้น จะมีลักษณะเฉพาะศาสตร์ที่แตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายอันเดียวกันคือ "ความรู้" ทั้งในเชิงปรากฎการณ์เช่นผลของการพัฒนา ผลผลิต ภาพของสังคม เป็นต้น และในเชิงความคิด งานทางปรัชญาจะมีลักษณะความรู้ที่เป็นความคิดมากกว่า ที่เด่นที่สุดคือ "เหตุผล" ทั้งของเนื้อหาที่เราศึกษา และที่ขาดไม่ได้คือ "เหตุผลของตัวผู้วิจัย" ที่จะยืนยันหรือปฏิเสธ ความรู้นั้น และต้องบอกให้ได้ว่า "ทำไม" จึงเป็นอย่างนั้น หากพิจารณางานทางปรัชญาในยุคแรก ข้อถกเถียงเกี่ยวกับสิ่งหนึ่ง คือการหาเหตุผลมายืนยันสิ่งที่เราคิดว่าใช่ และหักล้างสิ่งที่เราคิดว่าไม่ใช่ ดังนั้น งานวิจัยทางปรัชญาจึงเป็นหัวข้อเดียวกันได้ โดยงานหัวข้อเดียวกันนั้น มีเหตุผลเพื่อยืนยันและหักล้างที่ต่างกัน หากถามว่า อะไรสำคัญที่สุดในการหาความรู้แบบปรัชญา สาขาต่างๆอาจให้ความสำคัญกับผล แต่งานทางปรัชญาให้ความสำคัญกับเหตุผลเพื่อยืนยันและ/หรือปฏิเสธผล(เป้าหมาย)

ปัจจุบัน งานทางปรัชญาจะให้ความสำคัญกับเอกสาร เพราะเอกสารคือข้อคิด/ความคิดแทนนักคิด แตกต่างจากยุคต้นที่เอาเหตุผลมาชนกัน อนึ่ง คำว่า "เหตุผล" ในงานทางปรัชญานั้น ไม่ใช่คำว่า "ความเป็นเหตุเป็นผลที่สืบเนื่อง" ดังนั้น ในการทำงานเอกสาร บางทีและจำนวนมาก เหตุผลไม่ได้อยู่ในข้อความบนเอกสาร หากแต่อยู่ลอยอยู่บนหน้าเอกสารโดยไม่ได้มีการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร มีงานที่ตีตราว่าเป็นงานทางปรัชญาที่พยายามเอาผลทางสังคมมาพิจารณา แต่ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับที่ดี ทั้งที่ผลทางสังคมก็น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งด้วยเช่นกัน

วิธีการทางปรัชญา เป็นการสอนไม่ใช่เชื่ออะไรง่ายๆ ดูแล้วน่าจะสอดคล้องกับแนวคิดของพุทธองค์ที่ตรัสสอนชาวกาลามะ แม้แต่อาจารย์ของเรา เราก็ไม่ควรเชื่อ ดังนั้นจะมีศิษย์สำนักเดียวกันสามารถโต้แย้งความคิดของอาจารย์ได้อย่างจนด้วยข้อโต้แย้ง แต่ลักษณะของอาจารย์ทางปรัชญาคือ การยอมรับเหตุผล โดยไม่ได้คิดว่าเขาเป็นศิษย์ หรือการไม่พิจารณาสถานะของบุคคล หากแต่พิจารณาที่ตัวเหตุผลหรือเนื้อหา ลักษณะแบบนี้อาจขัดกับวิถีของการศึกษาแบบไทยที่ผ่านมาคือ ไม่ว่าอาจารย์จะถูกหรือผิดในทางความคิดหรืออะไรก็ตาม อาจารย์ถูกเสมอ และเราก็ต้องทำตามที่อาจารย์ว่ามา ปัญหาคือ เมื่อเราทำตามที่อาจารย์ว่ามา ความคิดของเอกลักษณ์บุคคลจะไม่เกิด จะเกิดเฉพาะสิ่งที่อาจารย์บอกมา หลายคนที่เชี่ยวชาญในงานวิจัยเคยรู้สึกผิดมาแล้วกับการเป็นกรรมการตรวจโครงการวิจัยแล้วให้ผู้ที่ขอทุนนั้นทำอย่างที่ตนอยากให้เป็น ส่วนนักวิจัยก็ต้องทำอย่างที่คณะกรรมการบอก อย่างน้อยจะมีทุนทำวิจัยและมีคุณค่าทางสังคมคือ "งานวิจัยนี้ได้ทุน"

กรณีที่กล่าวมานี้ไม่แปลกอันใด เพราะเราถูกลงโปรแกรม(รูปแบบชีวิต) มาอย่างไร เราก็ต้องเป็นอย่างนั้น และเมื่อเป็นอย่างนั้นนานเข้า ก็จะคิดว่าสิ่งที่ตนเองเป็นนั้นถูกต้องลงตัวที่สุด เมื่อคิดว่าสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่นั้นถูกต้องลงตัวที่สุด เราก็อยากแบ่งปันให้คนอื่น แต่ลืมไปว่า แต่ละชีวิตไม่เหมือนกัน ลักษณะที่เห็นชัดเจนคือเส้นลายมือ

ในบางครั้ง เราบอกว่า เราอิสระให้นักวิจัย หรือ อยากให้นักวิจัยทำในสิ่งที่นักวิจัยอยากทำ แต่ขอเสนอว่า น่าจะเพิ่มนี้นิดหนึ่ง เพิ่มนั้นนิดหนึ่ง ข้อความดังกล่าวนี้ขัดแย้งกัน เพราะถ้านักวิจัยคิดว่าสิ่งที่เสนอมาน่าสนใจ นักวิจัยก็น่าจะเพิ่มมาตั้งแต่ต้น เพราะก่อนที่นักวิจัยจะทำวิจัยชิ้นใดชิ้นหนึ่ง นักวิจัยต้องคิดโครงการวิจัยดังกล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว

งานวิจัยทางปรัชญานั้น คณะกรรมการวิจัยจะไม่แตะต้อง เพราะถือว่า "เป็นวิธีการและความรู้ของนักวิจัย" ไม่ใช่ของอาจารย์หรือของคณะกรรมการประเมินการวิจัย

อย่างไรก็ตาม มีอีกอันหนึ่งที่น่าคิดคือ งานวิจัยในแต่ละชิ้นนั้น เรามักจะคิดว่า การเอาความคิดของผู้มีชื่อเสียงทางสังคมมาระบายในงานวิจัยของตน ดูจะน่าเชื่อถือและหนักแน่น งานวิจัยทางปรัชญาไม่ได้ในใจเรื่องนั้น สิ่งที่จะดูน่าเชื่อถือหรือหนักแน่น คือ "เหตุผล" ซึ่งคือ "เนื้อหา" มากกว่าการอิงอาศัยบุคคลที่มีเชื่อเสียง คล้ายกับคำว่า "ทางมวย" ของนักมวย มากกว่า กองเชียร์รอบเวที