ถึงจะด้อยโอกาสทั้งฐานะทางเศรษฐกิจและอยู่ไกลจากเมือง แต่นักเรียนที่โรงเรียนบ้านโสกยาง ต.หนองแสง อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคามไม่เคยยอมแพ้ พวกเขาชดเชยด้วยประสบการณ์ชีวิต มุ่งเรียนรู้นอกตำราผ่านวิถีชุมชน พวกเขาเรียกมันว่า “โรงเรียนชาวนา” ซึ่งมีที่มาจากกิจกรรม “โรงเรียนชุมชนชาวนาบ้านปลาบู่” กิจกรรมที่พาลูกหลานชาวนาซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีฐานะยากจน เรียนรู้ทักษะอาชีพผ่านความรู้ดั้งเดิม อาทิ การทำผ้ามัดย้อม การทำเกษตรอินทรีย์ ดนตรีมโหรี จนมีความรู้พอทำอาชีพเสริมหารายได้พิเศษได้


“ธีรดา นามให” ผู้ก่อตั้ง “โรงเรียนชุมชนชาวนาบ้านปลาบู่” ผู้จัดการโครงการเสริมสร้างสร้างพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อน้องผู้ด้อยโอกาสของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บอกว่า กิจกรรมจะให้คนในชุมชนซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ แต่มีองค์ความรู้มาถ่ายถอดให้แก่เด็กเพิ่มเติมจากการเรียนในระบบการศึกษาปกติ


“เช่นที่ผ่านมา เราสอนเด็กๆและชาวบ้านในชุมชนมาทำผ้ามัดย้อม ที่ร่วมกันคิดตั้งแต่ขั้นตอนการเอาผ้ามามัดย้อม ออกแบบลาย ผลิตเป็นกระเป๋า เป้ ผ้าห่ม และอื่นๆ ทำให้ในของกลุ่มมีมากพอจะเลี้ยงตัวเองได้ แต่มีข้อแม้ว่าพอถึงฤดูลงนา และ เกี่ยวข้าว พวกเขาจะปิด และ หยุดทำ เพื่อหันหน้าทำอาชีพที่บรรพบุรุษให้มาจนเสร็จก่อน ค่อยไปทำงานเสริม”


“หรืออย่างเราเคยส่งเสริมการเลี้ยงกบ เริ่มต้นด้วยการแจกจ่ายพันธุ์กบให้เด็กๆ ไปเลี้ยงที่บ้าน เมื่อกบโตเต็มที่ เด็กๆ ก็จะนำไปขายที่ตลาด ทำให้โรงเรียนชุมชนชาวนาที่มุ่งเน้นเรื่องการศึกษาทางเลือกได้เกิดขึ้นที่นี่ มากไปกว่านั้นพอผู้ปกครองเห็นเด็กเลี้ยงกบได้ ก็อยากจะเข้ามาช่วย เอาเงินมาลงทุน จนท้ายที่สุด พ่อแม่ผู้ปกครองจึงเข้ามามีส่วนร่วมไปโดยปริยาย”เธอว่า


ส่วนผลพลอยได้จากเรื่องนี้คือการที่เด็กนักเรียนมีความผูกพันกับชุมชนมากขึ้น กล่าวคือเมื่อ “ชาวบ้าน”ธรรมดาๆ กลายเป็น “ครู”ที่ถ่ายถอดความรู้ให้แล้ว เด็กจะให้ความเคารพ มีสัมมาคาราวะเมื่อพบปะ ขณะที่ชาวบ้านเองรู้สึกมีความภาคภูมิใจและเห็นคุณค่าความรู้ตัวเอง อยากจะสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนในรูปแบบที่ตัวเองพอจะทำได้ ตัวอย่างจากป้า “พยุ ลงกลาง” ครูชุมชนโรงเรียนชุมชนชาวนา บ้านปลาบู่ ต.หนองแสง ซึ่งมีอาชีพขายก๋วยเตี๋ยว บอกว่า รู้สึกภูมิใจที่ได้ไปช่วยสอนเด็กในเรื่องการมัดย้อมผ้า เพราะเด็กๆ ชอบ และสนใจเรียนรู้เพราะมองว่าอนาคตจะต่อยอดเป็นอาชีพได้


“วิธีการทำให้เด็กสนใจคือ การแนะนำว่าสีต่างๆ มาจากวัสดุธรรมชาติที่หาได้ในชุมชนอาทิเปลือกไม้โดยสอนให้เด็กๆ รู้ว่าไม้แต่ละชนิดจะทำออกมาแล้วจะได้เป็นสีอะไร ก็จะให้เด็กๆ จินตนาการเองและให้ผสมเอง ตามแต่ใจเด็ก ก็สอนการย้อมว่าจะต้องย้อมยังไง เขาก็จะตื่นเต้นว่าต้นไม้บ้านเราทำอย่างนี้ได้ด้วยเหรอ เราก็บอกเขาว่าถ้าเราเรียนจบไปแล้วไม่มีงานทำ หรือไม่สามารถเรียนต่อได้ เราก็สามารถทำผ้ามัดย้อมขายได้ ก็บอกเด็กๆ ว่าอย่างกลุ่มแม่บ้านที่ทำผ้ามัดย้อมกันอยู่ก็จะมีรายได้ต่อคนอยู่ที่ 2-3 พัน ต่องวดก็แล้วแต่ว่าช่วงไหนขายได้มากหรือน้อย เด็กๆ เขาก็ตื่นเต้นว่าดีจังเลยทำแล้วได้เงินด้วย เราก็จะให้เด็กๆ มัดลายเอง เด็กที่เข้าร่วมก็ขยัน อยากทำให้เป็นอยากทำให้ได้ วันไหนเขาได้ผ้าน้อยเขาจะเสียใจมากเลย เขาก็บอกว่าวันหลังจะเอาผ้าที่บ้านมาเยอะๆ เลย เพราะเขาอยากฝึกทำ”ป้าพยุบอก


ขณะที่การตอบรับจากผู้เรียนก็ดูจะไปได้สวย ตัวอย่างจาก ด.ญ.วรรณิษา เลิศสีดา (แก้มยุ้ย) นักเรียนโรงเรียนบ้านโสกยาง ที่บอกว่า การไปเรียนที่โรงเรียนชุมชนชาวนา ได้ความรู้หลายๆอย่าง เกี่ยวกับการทำผ้ามัดย้อม การทำอาหารพื้นบ้าน การทำฟ้อนรำนาฏศิลป์ โดยจากเดิมที่ไม่รู้จักผ้ามัดย้อม แต่ตอนนี้ได้รู้มากได้ลองทำลายต่างๆ ลายวงกลม ลายหนอน ลายดอกไม้ และถ้าฝีมือดีกว่านี้ตั้งใจว่าพัฒนาไปขายเป็นสินค้าโอทอปสร้างรายได้ต่อไป


“ปัญหาที่เจอคือหนูทำไม่ค่อยเป็น อยากมาเรียนทุกๆครั้ง หนูอยู่บ้านกับแม่ ป้า ลุงและพี่ พ่อแม่เลิกกัน เวลาหนูไปเยี่ยมพ่อก็ให้เงินมา หนูอยากเรียนสูงๆ ได้เรียนถึงปริญญาโท เรียนพวกกฏหมาย หรือไม่ก็อยากเรียนพวกอาหาร อยากเป็นเชฟค่ะ อยากมีความรู้ หนูอยากได้ความสามารถหลายๆ อยากแรกคือให้โรงเรียนใหญ่กว่านี้ มีอุปกรณ์การเรียนที่ดี”เธอบอกถึงความฝัน


ด้าน”พิชิต มะหัด” ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโศกยาง สะท้อนปัญหาทิ้งท้ายว่า เมื่อโรงเรียนบ้านโสกยางเป็นโรงเรียนเล็ก โดยมีนักเรียนเพียง43คน เช่นนี้งบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจึงน้อยตามไปด้วย เหตุนี้โรงเรียนจึงต้องนำทุกภาคส่วนมาร่วมอาทิ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือเครือข่ายความรู้ที่มีในชุมชน


“นอกจากได้ความรู้ กิจกรรมเช่นนี้มันยังช่วยพัฒนาเด็ก เพิ่มทักษะชีวิตและที่สำคัญคือการหวังจะลดความเหลื่อมล้ำในสิ่งที่ครอบครัวเขายังขาดแคลนโอกาสเมื่อเทียบกับเด็กในเมือง กิจกรรมนี้คือการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชนกับโรงเรียน ก่อนที่จะมีแผนพัฒนาในเรื่องอื่นๆ โดยการนำเอาระบบผู้นำต่างๆ ทั้งผู้นำชุมชน กรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครองนักเรียน เพื่อหาแผนงานที่จะมาพัฒนานักเรียน พัฒนาชุมชนในโอกาสต่อๆไป”


ทุกบ่ายของวันพฤหัสบดี เราจึงเห็นนักเรียนโรงเรียนบานโสกยางตื่นเต้นทุกครั้ง เมื่อโรงเรียนอนุญาตให้พวกเขาได้ย้ายห้องเรียน จากที่แคบๆสู่บ่อเลี้ยงปลา ทุ่งหญ้า และลานทำผ้ามัดย้อม เพราะนั่นคือสิ่งที่ชุมชนจะช่วยเติมเต็มให้แก่เขาให้ได้รับสิ่งที่ดีเท่าที่คนในชุมชนจะช่วยกันได้