“การบ้าน” ในที่นี้หมายถึงงานที่จะต้องนำส่งเวลานี้การบ้านของผมมี ๔ แบบ คือ (๑) PowerPoint ประกอบการบรรยาย (๒) คำนิยมหรือคำนำหนังสือ (๓) บันทึกสำหรับลง บล็อก อันที่ ๓ นี้ เป็นการบ้านที่กำหนดให้ตนเอง (๔) อื่นๆ เช่นมีคนมาขอให้ไปพูดในโอกาสพิเศษบ้างเป็นครั้งคราว
ผมเดาว่าคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องงานเหล่าคงจะไม่ทราบว่าผมใช้เวลามากแค่ไหน ในการเตรียมงานหนึ่งๆ การบรรยายหนึ่งชั่วโมง ใช้เวลาเตรียมอย่างน้อย ๓ ชั่วโมง บางกรณีที่ผมไม่คุ้น แต่ก็ยังอยากรับ (เพราะได้เรียนรู้ และมันท้าทายดี) อาจใช้เวลากว่า ๒๐ ชั่วโมง ต้องไตร่ตรองแล้วไตร่ตรองอีก และต้องค้นคว้ามาก โดยผมทำเองทั้งหมด ไม่ได้ใช้ผู้ช่วยเลย ผมเคยคิดเหมือนกันว่า ที่ผมดำรงชีวิตโดยไม่มีเลขานุการจริงๆ จังๆ ไม่มีผู้ช่วยงานแบบนี้อาจเป็นการคิดผิด เพราะถ้ามีผู้ช่วยอาจทำประโยชน์ได้มากกว่านี้
ผมจึงเป็นคนมีการบ้านให้ทำมาก เรียกได้ว่าล้นมือ แต่ผมก็ชอบ เพราะสนุก และได้ถือโอกาสค้นคว้าตีความทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ โดยผมพยายามฝึก “มองต่างมุม” ในเรื่องต่างๆและถกเถียงกับตนเองถกเถียงกับตำราหรือข้อเขียนต่างๆเป็นชีวิตที่สนุกสนานและสร้างสรรค์อย่างยิ่ง
เดาว่าผู้คนเขาคงเห็นประโยชน์เขาจึงยังให้การบ้านคนแก่อย่างผมทำเราก็ภูมิใจที่ชีวิตยังพอจะมีประโยชน์อยู่บ้างในวัยสนธยาแต่ผมจะเตือนตัวเองและเตือนคนอื่นเสมอว่าอย่าเชื่อผมนักเพราะเวลานี้ผมอยู่ในฐานะ “ผู้ไม่รู้จริง” เพราะไม่ได้ลงมือทำเรื่องอะไรก็ตามหากไม่ได้ลงมือทำเองผมถือว่าไม่รู้จริงคือไม่มี tacit knowledge
คนที่เข้ามาอ่านบันทึกนี้เพราะเห็นหัวเรื่องแล้วคึกคัก คิดว่าผมจะเล่าเรื่องโป๊ เสียใจด้วยนะครับ
วิจารณ์ พานิช
๗ ม.ค. ๕๖
ผมก็อยู่ในกลุ่มผู้สูงวัยเช่นกัน ( 63 ปี ) เพียงแต่ยังน้อยกว่าอาจารย์ เมื่อ 3 ปีก่อน ผมเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัททำงานเหมือนเป็นเจ้าของบริษัทเอง มีเงินเดือนประจำ พอมีเวลาก็ศึกษาเรียนรู้โดยเข้ารับฟังสัมมนา และประชุม เรื่องที่เกี่ยวข้องกับบริษัทบ้าง และเป็นเรื่องของสังคมบ้าง ก็เคยมีเจ้าของบริษัทที่เป็นพี่สาวของเจ้านายโดยตรง โทรศัพท์ตามผมทุกวันว่าผมอยู่ที่ไหน เมื่อแจ้งว่าอยู่ในที่ประชุม ก็จะถามว่า ประชุมเรื่องอะไร เมื่อตอบไป ก็บอกว่าประชุมนั้นไม่เห็นเกี่ยวกับบริษัทเลย ผมทำงานบริหารให้บริษัทนี้มามากกว่า 14 ปี ทำงานทุกวัน โรงแรมที่ผมบริหารงานอยู่ต่างจังหวัด แต่ผมอยู่ที่กรุงเทพ นานๆจะลงไปที่โรงแรมสักครั้ง แต่ผมควบคุมการบริหารงานด้านการตลาดทั้งหมด รวมถึงดูแลการทำงานของลูกน้องที่อยู่ในโรงแรมด้วย ผมบริหารงานโดยใช้ IT เป็นเครื่องมือ การรายงานและติดต่องานทั้งภายในและภายนอกใช้ e-mail เป็นเครื่องมือ e-mail ทุกฉบับที่ใช้ในงานของโรงแรม จะต้องสำเนาถึงผม ผมต้องอ่าน e-mail วันละเป็นร้อยๆฉบับ บริหารงานและสั่งงานทาง e-mail โดยเฉพาะ e-mail จากลูกค้า ถ้าเป็นเรื่องปกติ ผมก็จะให้ลูกน้องตอบแต่ต้องสำเนาให้ผมรับทราบ แต่ถ้าลูกน้องตอบช้า ผมก็อาจจะตอบเองหรือจี้ให้ลูกน้องตอบ
เมื่อผมอายุครบ 60 ปี จึงเริ่มเบื่อกับการไม่ให้เกียรติ ของเจ้าของบางคน ประกอบกับ มีสามีของคนที่ผมรู้จักมาชวนผมไปช่วยบริหารงานให้เขา ตกลงกันอย่างดี แต่พอผมไปทำงานด้วย ก็ไม่รักษาคำพูดและ พอถึงสิ้นเดือนก็ไม่จ่ายเงินเดือนให้ผม จนต้องทวงถาม พอเดือนที่สองผมจึงขอให้สิ้นสุดกัน และให้จ่ายเงินเดือนที่ติดค้างผมอยู่จำนวนสองเดือน เขาก็ยอมจ่ายโดยดี ทำให้ผมขาดรายได้ประจำ โดยที่ไม่ได้วางแผนไว้ก่อน แต่มีรายจ่ายประจำ
ตลอด 3 ปีที่ผมลาออกและไม่สนใจที่จะรับบริหารงานให้ใครอีก เนื่องจากประสบการณ์ที่ไม่ดีจากเจ้านายล่าสุดสองราย เจ้านายรายแรกผมทำกำไรให้เขามาตลอด ทำงานยิ่งกว่าเจ้าของ สามารถขึ้นเงินเดือนให้ลูกน้องทุกปี แต่ลืมขอขึ้นเงินเดือนตัวเอง ทำงาน 10 ปี โดยไม่ได้ขึ้นเงินเดือนเลย ผมก็ไม่ทันคิดเพราะสนกกับงาน วันที่ผมลาออก นอกจากเงินเดือนแล้วก็ได้รับแบบฟอร์มการโอนหุ้นเพื่อให้ผมเซ็นต์โอนหุ้นลอยไว้ โดยไม่มีการให้เงินค่าหุ้นแม้นแต่บาทเดียว (ระหว่างที่ผมทำงานกับเขา เขาแจ้งว่าผมมีหุ้น แต่ไม่เคยทราบเลยว่ามีหุ้นเท่าไหร่ ได้แต่เซ็นต์เอกสารแต่ไม่ให้โอกาสได้อ่านรายละเอียด ไม่เคยได้รับเงินปันผลจากหุ้นแม้นแต่บาทเดียว เป็นกรรมการโดยไม่มีเงินค่ากรรมการ )
จากประสบการณ์ของนายจ้างทั้งสอง ผมจึงตัดสินใจไม่เป็นลูกจ้างใครอีกแล้ว จึงหันมาทำงานอิสระ เป็นวิทยากร และเป็นที่ปรึกษา ครั้งแรกคิดว่าง่ายๆ ความรู้และประสบการณ์รวมทั้งผลงานมีมาก คิดว่าถ้าผมรับงานเป็นที่ปรึกษาให้โรงแรม สัก 3 โรงแรมๆละ 20,000 บาท ผมก็อยู่อย่างสบายแล้ว แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น สองปีแรกไม่มีใครมาจ้าง มีแต่มาปรึกษาโดยไม่มีค่าตอบแทนให้ เป็นวิทยากร ก็ฟรีบ้าง ได้เงินบ้าง ไม่กล้าไปเรียกร้องจากใคร สรุปแล้วใน 2 ปีแรก มีรายได้ถั่วเฉลี่ยเดือนละ 12,000 บาท ไม่พอกับค่าใช้จ่ายประจำในแต่ละเดือน ก็ต้องนำเงินเก่าที่มีอยู่ไม่มากนักมาใช้ จะขายที่ทางที่พอมีบ้างก็ขายไม่ได้
เชื่อไหมครับช่วงที่ทำงานอิสระมีงานหนักกว่าเดิม ต้องทำการบ้านมากกว่าเดิม เพราะงานบริหารเดิมผมมีประสบการณ์ มองเห็นทุกอย่างและมีลูกน้องช่วยเหลือ แต่พอมาทำงานอิสระ ต้องทำงานเพียงคนเดียวทำทุกอย่าง เหมือนกับเปลี่ยนอาชีพใหม่ ที่อาจารย์แจ้งว่า ใช้เวลาเตรียมเอกสารการบรรยาย 3 ชั่วโมง หรือบางครั้ง 20 ชั่วโมง แต่สำหรับผมยิ่งแล้วใหญ่ ต้องใช้เวลาอย่างต่ำๆ หนึ่งวัน หรือบางครั้ง สามวัน สำหรับการไปบรรยาย หรือร่วมในเวทีสัมมนา 1-3 ชั่วโมง แถมบรรยายฟรี ค่ารถก็ไม่มี บางแห่งมีค่าตอบแทนให้แต่ก็ไม่มากนัก นานๆจะได้ค่าบรรยายดีๆสักครั้ง ปีที่แล้วไปรับเป็นที่ปรึกษา 1 ราย และได้งานวิจัยมางานหนึ่ง ก็ทำให้มีรายได้มากกว่า 2 ปีก่อน แต่ก็ยังห่างไกลกับรายได้เก่าที่ได้เป็นประจำทุกเดือนมาก
พออาจารย์กล่าวถึงการบ้าน จึงอยากจะแลกเปลี่ยนข้อมูลกับอาจารย์ ว่า การบ้านของอาจารย์สบายกว่าผมเยาะครับ ผมมาจากนักปฎิบัติ แต่มากลับลำเป็นนักวิชาการ เมื่ออายุมากแล้ว แถมไม่มีกระดาษ มาเป็นการันตี ความสามารถของตัวเอง ผมเลือกงานและเลือกนาย ให้คำปรึกษาหรือแนะนำใครก็แนะนำตรงๆ เอาความจริงมาบอก ไม่เหมือนที่ปรึกษาบางคนที่แค่คอยตามใจนายจ้าง หาความผิดจากคนอื่นและรายงานเพื่อความชอบของตัวเอง
ผมต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆมากกว่าเดิม แต่โชคดีที่ผมเป็นนักปฎิบัติมาตลอดชีวิต จึงมีประสบการณ์มากและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม สำหรับทฤษฎี ผมก็เรียนรู้ศึกษาเช่นกัน แต่เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่รู้เพื่อนำมาใช้ในงาน ไม่ได้เรียนเพื่อเอากระดาษ ความจริงผมก็มีกระดาษมากเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยเอาใจใส่และนำมาเป็นหลักฐานแสดงตัว อาจารย์ไม่ต้องเดือดร้อนเรื่องหาเงิน เพราะเชื่อว่ามีรายได้ประจำอยู่ แต่ผมไม่มีรายได้ประจำก็เหมือนกับคนหาเช้ากินค่ำ การที่ผมมาอยู่ในฐานะนี้ทำให้เข้าใจถึงอีกหลายๆคนที่ลำบากกว่าผมในการหาเงินเพื่อมาเลี้ยงชีพและครอบครัว ผมจึงทุ่มเทอย่างเต็มที่กับมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ เพื่อเป็นที่พึ่งของผู้ด้อยโอกาส
ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท
...แต่ผมไม่มีรายได้ประจำก็เหมือนกับคนหาเช้ากินค่ำ การที่ผมมาอยู่ในฐานะนี้ทำให้เข้าใจถึงอีกหลายๆคนที่ลำบากกว่าผมในการหาเงิน เพื่อมาเลี้ยงชีพและครอบครัว... there is a saying that "necessity is the mother of inventions" or in my way of thinking "those who never have to do anything, have no need for anything" ;-) and those who have to use their skills to earn a living, have to learn more skills to earn a living ;-);-)
Dear sr
Thank for your comment, I agree with you.
อีนก่อนกสาเหตุหนึ่งที่ผมมุ่งมั่นในการจัดตั้งมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ เพราะ ช่วงที่ผมบริหารงานให้กับโรงแรมแห่งหนึ่งอยู่ ได้พบเห็นคนที่อายุระหว่า 45-55 ปี เป็นจำนวนมากที่เข้ามาสมัครงานในตำแหน่งอะไรก็ได้ คนเหล่าวนั้นล้วนเคยผ่านงานเป็นระดับผู้จัดการฝ่าย ถึงเป็นรองผู้จัดการทั่วไปโรงแรม หรือผู้จัดการโรงแรมมาแล้ว แต่มีอันเป็นไป ในสายอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสามารถของเขา หรือเรื่องของความผิดพลาดในการเลือกงาน หรือการผิดพลาดจากการทำธุรกิจส่วนตัว คนเหล่านี้กำลังอยู่ในช่วงที่ต้องใช้เงินมาก เพราะลูกเต้ากำลังอยู่ในวัยเรียนระดับอุดมศึกษาที่ต้องใช้เงินมาก แต่เขาเหล่านั้นหางานในตำแหน่งที่เคยมีประสบการณ์ไม่ได้ มาเป็นเวลานาน ดังนั้นจึงขอให้ได้งาน เพื่อมีรายได้ ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม
ผมในฐานะที่มีส่วนร่วมในการสัมภาษณ์ เศร้าใจมาก อยากจะช่วยแต่ก็ทำไม่ได้ เพราะถ้ารับคนที่ไม่เหมาะสมกับงาน องค์กรก็จะเสีย ส่วนปฎิเสธก็สงสาร
ช่วงที่เกิดสึนามิ ขณะนั้นผมบริหารโรงแรมอยู่ที่เกาะ พี พี วันที่เกิด สึนามิ ผมอยู่ที่กรุงเทพ ลูกน้องผมที่อยู่โรงแรม โทรมาหาผม และแจ้งรายละเอียดต่างๆที่กระทบกับโรงแรมและนักท่องเที่ยว ผมบริหารโรงแรมอยู่ 2 แห่งบนเกาะ พี พี โรงแรมหนึ่งโดนสึนามิ ที่พักถูกทำลายเสียหายไปส่วนหนึ่ง ส่วนอีกโรงไม่ได้รับผลกระทบกับตัวโรงแรม ลูกน้องที่โทรหาผมอยู่โรงแรมที่ไม่ได้รับผลกระทบ ได้แจ้งว่าขณะนี้พนักงานโรงแรมและนักท่องเที่ยวได้หนี้ขึ้นไปอยู่ในที่สูงของบริเวณโรงแรม และมีนักท่องเที่ยวเจ็บหายคน จึงขอให้ติดต่อผู้ช่วยเหลือนำนักท่องเทียวที่บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลด่วน ผมจึงติดต่อประสานงานกับศูนย์ช่วยเหลือที่กรุงเทพ และขอให้ส่งเฮลิคอปเตอร์ ไปรับผู้บาดเจ็บในจุดที่ลูกน้องแจ้งมา ได้ติดต่อประสานงานตลอดเวลา แต่ "ฮ" ก็ไม่สามารถลงในจุดที่ลูกน้องบอกได้ เพราะต้นไม้สูง และลมแรง เสียงต่อการนำ "ฮ" ลง ใช้เวลาหลายชั่วโมง ในที่สุดจึงต้องให้ลูกน้องอพยพผู้ป่วยไปอีกจุดหนึ่งที่ "ฮ" ลงได้ สุดท้ายได้ช่วยกันนำผู้บาดเจ็บนำส่งโรงพยาบาลได้
เมื่อสนามบินที่ภูเก็ตเปิด ผมรีบจับเที่ยวบินแรกไปที่ภูเก็ต ไปถึงประมาณเที่ยง รีบลงเรื่อของบริษัท (เรือใหญ่จุคนได้ 300 กว่าคน แต่ผมไปเพียงคนเดียวกับลูกเรือ) (เจ้านายผมที่อยู่ภูเก็ตได้ลงเรือไปก่อนตั้งแต่เช้า) เมื่อผมไปถึงที่โรงแรม ปรากฎว่าทั้งนักท่องเที่ยว พนักงานโรงแรมทั้งของโรงแรมเราเอง และของโรงแรมอื่น พากันลงเรือเตรียมเข้าภูเก็ต ปรากฎว่ามีนักท่องเทียวหลายคนไม่กลับภูเก็ต อาสาอยู่ที่โรงแรมเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยคนอื่นๆที่ยังหาไม่เจอ ผมต้องเข้าไปขอร้องให้พนักงานอยู่ต่อเพราะโรงแรมก็ไม่ได้รับความเสียหาย และยังมีนักท่องเที่ยวอยู่ ในที่สุดก็มีพนักงานส่วนหนึ่งยอมอยู่ต่อ โดยที่ผมต้องแสดงความเป็นผู้นำโดยการเสียสละอยู่กับพนักงานเหล่านั้นและพักอยู่ในห้องพักที่เป็นจุดอันตรายที่สุด ถ้าสึนามิมาอีกผมก็จะต้องโดยก่อนเพื่อน เจ้านายผมเองที่เป็นเจ้าของก็ยังไปนอนในห้องที่อยู่สูงๆเพื่อความปลอดภัย มีเพียงผมคนเดียวที่นอนในห้องพักที่เสี่ยงที่สุด ถามว่ากลัวไหม บอกตามตรงว่ากลัวและนอนไม่หลับทั้งคืน เพราะ ต้องคอยฟังเสียงน้ำทะเล และคอยดูคลื่นจากหน้าต่างห้องตลอดเวลา แต่ก็ต้องทำเพราะกำลังใจของพนักงาน
หลังจากเคลียร์เรื่องต่างๆเรียบร้อยแล้ว ผมได้คุยกับเจ้าของว่า ขอให้ไปเตรียมหาเงินหมุนเวียนให้เพียงพอกับการบริหารงานใน 1 ปี โดยคิดว่าไม่มีรายได้เข้าเลย และขอไม่ให้ลดพนักงาน และลดเงินเดือนพนักงาน เจ้านายเห็นด้วย และให้ผมดำเนินการตามแผนและการแก้ไขปัญหาต่างๆตามที่เสนอทุกอย่าง ช่วยนั้นนักท่องเที่ยวหายหมด โรงแรมและบริษัทท่องเที่ยว รวมทั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยพยายามดึงนักท่องเที่ยวโดยการลดแรกแจกแถม แต่ผมไม่ลดตามคนอื่น และต้องพยายามหาวิธีการให้ได้เงินจากนักท่องเที่ยวต่อหัวให้มากขึ้นด้วย ต้องตีปัญหาให้แตก ที่นักท่องเที่ยวไม่มา ไม่ใช่เพราะราคา แต่เป็นเพราะเขากลัว และปัญหาเรื่องเที่ยวบิน ดังนั้นจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่จะมา เจาะคนกลุ่มนั้นให่ได้ คนที่จะมาเขาไม่สนใจเรื่องราคา เขามาช่วยเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ประสบภัย ถ้ายิ่งไปลดราคาและตัดราคากันเองก็ไม่สิ้นสุดมีแต่ตายกับตาย พนักงานก็เป็นเรื่องสำคัญ ช่วงสึนามิ พนักงานตายไปเป็นจำนวนมาก หลายๆคนที่กลัวก็ไปหางานที่อื่นทำ แถมโรงแรมลดพนักงาน ทำให้พนักงานที่ถูกปลดออก หรือไม่ได้ปลดออกแต่ให้ทำงานน้อยลงและลดเงินเดือน พนักงานเหล่านี้ มีค่าใช้จ่ายคงตัว เงินเดือนน้อย ที่อยู่ได้เพราะค่า services charge และค่าทิปจากนักท่องเที่ยว เมือ่ไม่มีนักท่องเที่ยวรายได้หลักจาก services charge และค่าทิป ไม่มี พนักงานก็แย่อยู่แล้ว ยิ่งตกงานยิ่งแย่ใหญ่ ในที่สุดพนักงานเหล่านี้ก็ต้องไปกู้หนี้นอกระบบ จนปลายปีเริ่มมีลูกค้ากลับมา พนักงานเหล่านี้ก็ไม่สามารถกลับมาทำงานได้ เพราะต้องหนีหนี้ หนีเจ้าหนี โรงแรมก็หาพนักงานไม่ได้ ปัญหาด้านไม่มีแรงงานภาคธุรกิจโรงแรมเริ่มมีปัญหาตั้งแต่ช่วงสึนามิ เป็นต้นมา ช่วงนั้น หลายๆคนจึงเปลี่ยนอาชีพ บ้างก็ไปทำธุรกิจของตัวเอง โดยเฉพาะสายที่มาจาก F&B จะออกไปรวมตัวกันเปิดร้านอาหาร แต่เนื่องจากมีเงินลงทุนไม่เพียงพอ ในที่สุดธุรกิจก็ไปไม่ได้ จนต้องไปสมัครงานในตำแหน่งงานอะไรก็ได้ นอกเหนือจากนั้นยังมีปัญหาจากเจ้าของโรงแรมที่บริหารงานโดยครอบครัวเจ้าของเอง ระดับหัวหน้างานเป็นของลูกหลานเจ้าของ และหุ้นส่วน จนทำให้พนักงานอาชีพไม่มีโอกาสได้รับตำแหน่งหัวหน้างานหรือผู้บริหาร จึงเท่ากับเป็นการตัดตอนคนในอาชีพโรงแรม เป็นได้แค่พนักงานระดับล่าง พอมีเหตุการณ์อะไรกระทบกับรายได้ของโรงแรม พนักงานเหล่านี้จะเป็นพวกแรกที่ได้รับผลกระทบ ไม่ถูกลดเงินเดือน ก็ต้องออกจากงาน ทั้งๆที่ไม่ใช่ความผิดของเขา