จากความหมายของคำว่าการบ้าน
ที่กล่าวมาแล้วและผมเห็นด้วย จะเห็นว่าเจตนารมณ์ของการให้นักเรียนทำการบ้าน
ก็เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกฝนจนชำนาญ เกิดความเข้าใจจริง หรือที่เรียกว่าเกิดการเรียนรู้ จริงๆ ในสิ่งที่ครูสอน
หรือจัดการเรียนรู้ เมื่อมาดูตามข่าวที่ว่า
“ เด็กไทยต้องทำการบ้านเยอะมาก สพฐ.จึงต้องบูรณาการทั้งเนื้อหา เวลาเรียน การวัดและประเมินผล ตลอดจนการบ้านที่ต้องมีการบูรณาการทุกกลุ่มสาระวิชา สพฐ. จึงต้องทำคู่มือการบูรณาการหลักสูตรการเรียนการสอนแบบครบวงจรโดยครอบคลุมทุกหลักสูตรให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2556 จากนั้นจะจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับเขตพื้นที่การศึกษา และครู เพื่อให้มีความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน”
*****ทำการบ้านเยอะมาก*****
เด็กของเราในระยะสี่ห้าปีที่ผ่านมาก็น่าจะเก่งมาก แต่ผลการทดสอบของสถาบันการทดสอบแห่งชาติ เด็ก ๆ ตกกันเพียบมาหลายปี ถ้าไปลดการบ้าน แล้วเด็กๆ จะไม่แย่กว่านี้หรือครับ
แต่ที่รู้ ๆ กันก็คือ การบ้านไปทำให้เด็กเครียด และหากเจาะลึกลงไปการบ้านที่ว่าก็คือหลักการสอน กระบวนการสอน ที่รวมถึงขั้นตอนการให้การบ้านของครู และการบริหารการเรียนรู้ของโรงเรียน ที่ไปทำให้เด็กเครียด
<p></p>
สพฐ.จึงต้องบูรณาการทั้งเนื้อหา เวลาเรียน
การวัดและประเมินผล ตลอดจนการบ้านที่ต้องมีการบูรณาการทุกกลุ่มสาระวิชา
การบูรณาการ ซึ่งหมายนำเอาวิชาต่าง ๆ มาสอนไปพร้อม ๆ กัน การสอนแบบบูรณาการปกติก็ใช้สำหรับเด็กระดับชั้นอนุบาล
น้อยลงในระดับประถม และแทบไม่มีเลยในระดับชั้นมัธยมต้น และ ไม่มีในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
</span></span></span>
ผมให้ดูตัวอย่างการสอนแบบบูรณาการที่ฝรั่งเขาสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นสัก
ตัวอย่าง คลิ๊กดูนะครับ http://www.thaiteachers.tv/vdo2.php?id=71
การสอนแบบนี้ว่าไปก็ดีมาก สำหรับเด็กทุกคนที่จะมีความรู้ความเข้าใจจริงในสิ่งที่ครูสอน โดยเฉพาะนักเรียนที่เรียนโดยวิธีทั่ว ๆ ไปแล้วเข้าใจยาก หากท่านดูท่านก็คงรู้ว่าจะทำได้อย่างฝรั่งน่าจะมีเงื่อนไขอย่างไร
- เด็กต่อห้องต้องน้อย ครูที่สอนแต่ละครั้งหลาย ๆ มีคน อุปกรณ์พร้อม
- ครูผู้สอนรู้จริง ในเรื่องที่สอนร่วมกันอย่างเป็นทีมการสอน
การทำแผนการสอนแบบบูรณาการแล้วให้ครูคนเดียวไปใช้สอนนักเรียนห้องละ 40-50 คน นึกไม่ออกว่าครูที่จะนำไปสอนอย่างไร ครั้งแรกที่บอกว่าต้องสอนตามแผนที่ให้มา ครูก็ต้องสะท้อนใจในวิชาชีพครูที่ถูกบังคับให้ทำตามคนที่ทำแผนการสอนแบบบูรณรการให้คนอื่นนำไปใช้ ก็ไม่เคยใช้สอน แล้วจะเชื่อได้อย่างไรว่าดี อย่าลืมว่าคุณครูก็มีหลากหลาย การจะบอกให้ทำตามแบบซ้ายหันขวาหัน มันไม่ใช่ครู รู้กันบ้างไหมท่านผู้บริหารการศึกษาของชาติ
เจตนาที่ให้ทำแผนการสอนแบบบูรณาการหากอ่านตามข่าวก็เพื่อไปลดการบ้าน ให้ทำการบ้านไปทีเดียวโดยไม่ต้องทำหลายวิชา เพื่อลดปริมาณการทำการบ้าน ยิ่งไปกันใหญ่ ผู้บริหารการศึกษาใหญ่ในกระทรวงศึกษาต้องไปทบทวนว่าการบ้านคืออะไร ใครต้องรับผิดชอบ ตามลำดับขั้น ถึงการให้การบ้านที่ถูกต้องเหมาะสม เด็กไม่เครียด
ผู้ที่รับผิดชอบในการให้การบ้านของครูแก่นักเรียนคือผู้บริหารโรงเรียน ในฐานะผู้บริหารการเรียนรู้ของโรงเรียน ผู้ที่รับผิดชอบการบริหารการเรียนรู้ของผู้บริหารโรงเรียนก็คือ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หากคิดว่าเกิดความไม่ถูกต้องเหมาะสมในเรื่องการให้การบ้านของเด็ก ๆ ก็ต้องไปทบทวนว่ามันอยู่ที่จุดไหน ซึ่งอาจเป็นได้ ดังนี้
ครูผู้สอน
- สอนแล้วเด็กไม่เข้าใจในสาระสำคัญ (concept) อย่างทั่วถึงทุกคน แล้วมอบหมายการบ้าน ใครไม่เข้าใจก็ทำไม่ได้ แล้วก็เครียด ลอกเพื่อนส่งครู
- เด็กในห้องมีทั้งเก่งและอ่อน การให้การบ้านในปริมาณ และความยากง่ายเท่า ๆ กัน เด็กอ่อน หรือ กลาง ๆ ที่มักจะมีมากกว่าก็เครียด และลอกส่ง หรือไม่ส่งไปเลย
- วิชาที่ยาก ๆ เช่น คณิตศาสตร์ ที่เด็กส่วนมากอ่อน ครูจะให้การบ้านบ่อย ๆ หากครูสอนแล้วเด็กไม่เข้าใจ แล้วต้องให้ทำการบ้านอีก นึกออกนะว่ามันจะทุกข์ เครียดแค่ไหน
- วิชาที่เด็ก ๆ หลาย ๆ คนชอบมาก ๆ เช่น ศิลปะ พละศึกษา มีการบ้านน้อยๆ แต่เด็กก็ทำเองได้ ฝึกซ้อมกันเองได้ดี โดยมีการบ้านที่คิดทำเอง เพราะเข้าใจง่ายใช่ไหม
ผู้บริหารโรงเรียน
- หลายท่านไม่เห็นปัญหา หรือ เห็นแต่ก็ไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะอยู่กันอย่างนี้มานานโรงเรียนไหน ๆ ก็เป็นกันอย่างนี้ หรือ อาจยังไม่ถึงระดับของนักบริหารการเรียนรู้
- ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หลายท่านคงยังไม่ถึงระดับนักบริหารการศึกษา
หากกระทรวงศึกษาธิการเห็นว่าการบ้านเป็นสิ่งที่ดี แต่มีอะไรขัดข้อง เช่น เด็กเครียด ก็ต้องมีนโยบายอะไรก็ได้ที่ทำให้ครูสอนดีขึ้น (เน้นที่การให้การบ้านด้วย) ให้ผู้บริหารโรงเรียน หรือ ที่เรียกกันว่าผู้อำนวยการโรงเรียน บริหารการเรียนรู้ (เน้นที่การให้การบ้าน)ให้คมชัดลึกขึ้น หรือ ให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่เป็นนักบริหารการศึกษา (เน้นที่การให้การบ้านด้วย)
ไม่ใช่มากำหนดนโยบายลดการบ้าน ที่ออกมาแล้วดูเหมือนว่าลดในทุกชั้นทุกวิชา และไปล้วงลูกจนถึงห้องเรียน และไม่มีทางที่จะล้วงได้จริง จนทำให้รู้สึกว่าต้องมาเสนอความคิดที่กล่าวมาครับ
มีต่อตอนที่ 3
.... ช่วยกันคิด .... ช่วยกันหาทาง ออก นะคะ ....
เพียงแค่คำว่า "การบ้าน" ทุกส่วนงานเกี่ยวข้องหมด ;)...
มารออ่านตอนต่อไปเลยครับ เขียนได้ดีมากๆๆครับ
คิดว่าการบ้านเป็นเพียงปลายเหต ต้นเหตุคือการเรียนการสอนในห้องเรียน อย่างที่อาจารย์ชัดกล่าวถึงคือหากนักเรียนเข้าใจ concept และประยุกต์ใช้ได้แล้ว การบ้านอาจจะไม่จำเป็นมาก อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่ามีบางบริบทบางสังคม นักเรียนต้องทำงานหนัก เรียนรู้ ค้นคว้าเพิ่มเติมหลังเลิกเรียนเยอะมาก เคยคุยกับนักเรียนเกาหลีใต้ บางคนไปเรียนพิเศษถึงเที่ยงคืน (กลับบ้านไปก็ไม่รู้ไปทำอะไรเพราะพ่อแม่ก็ยังไม่เลิกจากการทำงาน) ในขณะที่บางสังคม เช่นในประเทศอังกฤษ หรือฟินแลนด์ การเรียนตามหลักสูตรจบในห้อง. หลังเลิกเรียนนักเรียนก็ไปเรียนรู้เรื่องที่สนใจ ทั้งสองตัวอย่างที่ยกมาเป็นการเรียนรู้ต่อด้วยความสมัครใจของตนเองหลังเลิกเรียน สรุปที่อยากแสดงความเห็น คือ หากไม่มีการบ้านแล้ว กระบวนการเรียนการสอนในห้องเรียนจะช่วยสร้างบรรยากาศให้นักเรียนของเราสนใจไปเรียนเรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเองหรือไม่ ถ้าไม่อะไรจะเกิดขึ้นอาจารย์ชัดก็ได้แสดงความกังวลแล้ว ขอฟังต่อด้วยคนค่ะ
หมายเหตุ จากการวิจัยของ Pearson ทั้งฟินแลนด์ เกาหลีใต้ อังกฤษ ติด 1 ใน 10 ประเทศที่มีการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก http://www.voathai.com/content/best-education-systems-ss/1557918.html
ขอบคุณ คุณภาวิณีย์ ที่ช่วยเติมเต็ม
"หากนักเรียนเข้าใจ concept และประยุกต์ใช้ได้แล้ว การบ้านอาจจะไม่จำเป็นมาก อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่ามีบางบริบทบางสังคม นักเรียนต้องทำงานหนัก เรียนรู้ ค้นคว้าเพิ่มเติมหลังเลิกเรียนเยอะมาก"
บางเรื่องที่ครูสอน อาจไม่จำเป็นต้องมีการบ้าน บางเรื่องต้องมี จะมีหรือไม่อยู่ที่ดุลยพินิจของครูซึ่งเรียนรู้วิธีการสอนมา ถ้าเห็นว่าครูหย่อนในเรื่องการสอน การให้การบ้านก็ต้องแนะนำครูโดยผู้อำนวยการการเรียนรู้ หรือ ผู้อำนวยการโรงเรียน หรือไม่ก็ศึกษานิเทศก์ ซึ่งเป็นกลไกการช่วยเหลือครู หรือ ผูัรู้อื่นๆ ตามดุลยพินิจของผู้อำนวยการการเรียนรู้
ต่างประเทศเขาเข้าใจว่านักเรียนคืออะไร เขาก็จัดการเรียนรู้ให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้า ให้สมกับคำว่า ๅ "นักเรียน" ภายใต้การดูแลช่วยเหลือของครูที่รู้เรื่องในการจัดการเรียนรู้ที่ดี ว่าจะทำอย่างไรที่ให้นักเรียนรู้จรืง ไม่ใช่รู้เพียงแค่สอบได้เหมือนกับของเรา ที่เอาแต่ติว ติว ติว เพียงแค่ให้สอบได้
"หากไม่มีการบ้านแล้ว กระบวนการเรียนการสอนในห้องเรียนจะช่วยสร้างบรรยากาศให้นักเรียนของเราสนใจไปเรียนเรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเองหรือไม่"
อย่างไร ๆ ก็ต้องมีการบ้าน การบ้านเป็นงานเสริม งานพิเศษสำหรับชีวิต ไม่มากก็น้อยต้องมี ส่วนจะจัดการกับการให้การบ้านอย่างไร ต้องให้คุณครูท่านพิจารณา ติดตามด้วยผู้บริหารโรงเรียนคอยดูแลให้เกิดความถูกต้องเหมาะสม ไม่มากไม่น้อยพอดี ๆ ให้เด็ก ๆ เขามีเวลาไปเรียนรู้ หรือ ทำกิจกรรมที่สนใจ ไม่เช่นนั้นเด็กของเราจะเมาเรียน ดังที่ผมได้เขียนไว้แล้ว
พอดีลิงค์ไม่ไปเลยก๊อบมาให้อ่านนะคะ
ฟินแลนด์และเกาหลีใต้นำหน้าประเทศที่มีการศึกษาดีที่สุดในโลก ส่วนไทยอยู่อันดับ 37
ดัชนีชี้วัดความสามารถทางเชาน์ปัญญาและการบรรลุผลทางการศึกษาซึ่งจัดทำโดย สถาบัน Pearson และ The Economist Intelligence Unit หรือ EIU ระบุว่าฟินแลนด์และเกาหลีใต้คือประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลกในอันดับที่ 1 และ 2 ตามลำดับ โดยใช้วิธีวัดผลจากปัจจัยหลายอย่าง เช่นผลการทำข้อสอบ ระดับการอ่านออกเขียนได้ และอัตราการจบการศึกษาของประชาชนแต่ละประเทศ
- เงินทุนไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุดของการมีระบบการศึกษาที่ดี และการที่ครูอาจารย์มีเงินเดือนสูงก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีความสามารถทางการสอนสูงตามไปด้วย
- ครูต้องได้รับการปฏิบัติในสังคมในฐานะผู้เชี่ยวชาญทางวิชาชีพระดับสูง ไม่ใช่แค่ส่วนหนึ่งของเครื่องจักรทางการศึกษา
- การสร้างวัฒนธรรมที่ดีด้วยการให้คุณค่ากับการศึกษา
- ผู้ปกครองควรเข้ามามีส่วนร่วมกับระบบการศึกษาในทุกระดับให้มากที่สุด
- การวางรากฐานการศึกษานั้นต้องคิดเผื่ออนาคต ไม่ใช่ทำเพื่อแค่ในปัจจุบัน เช่นวิชาความรู้ด้านไหนที่จำเป็นต่อเด็กในอนาคตมากกว่ากัน
Sir Michael Barber หัวหน้าที่ปรึกษาด้านการศึกษาของ Pearson ชี้ว่า ฟินแลนด์และเกาหลีใต้มีระบบการศึกษาที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยนักเรียนในฟินแลนด์นั้นมีชั่วโมงเรียนสั้นในแต่ละวัน การบ้านน้อย แต่ให้ความสำคัญกับความเข้าใจของเด็ก และเน้นให้เด็กรู้จักปรับใช้ความรู้ที่มีอยู่มากกว่า ขณะที่เกาหลีใต้เน้นการทำข้อสอบ การท่องจำ มีระเบียบวินัย ชั่วโมงเรียนยาวนาน และอาจมีการเรียนพิเศษเพิ่มเติม
รายงานไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าระบบการเรียนแบบไหนดีกว่ากัน แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือประเทศที่อยู่ในอันดับต้นๆนั้น ดูเหมือนคุณครูจะมีฐานะทางสังคมดีกว่า และค่อนข้างให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมทางการศึกษาอย่างชัดเจนโดยเฉพาะประเทศทางเอเชีย ได้แก่ ฮ่องกง ญี่ปุ่นและสิงคโปร์ที่อยู่ในอันดับ 3-4-5 ตามลำดับ
เป้าหมายของการจัดอันดับในรายงานชิ้นนี้คือการช่วยให้ผู้จัดทำนโยบายด้านการศึกษาได้รับรู้ถึงปัจจัยสำคัญต่างๆที่มีผลต่อคุณภาพและความสำเร็จทางการศึกษา โดยรายงานได้พบประเด็นสำคัญต่อการศึกษา 5 ประการด้วยกัน
สำหรับอันดับประเทศที่น่าสนใจจากการจัดอันดับของ Pearson และ EIU ครั้งนี้ นอกจาก 5 อันดับแรกที่กล่าวมาแล้ว อีก 5 ประเทศใน Top Ten คือ อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ สวิสเซอร์แลนด์ และแคนาดา ส่วนออสเตรเลียอยู่อันดับ 13 เยอรมนี 14 สหรัฐอยู่อันดับ 17 รัสเซีย 20 จีนและอินเดียอยู่ที่อันดับ 25 เท่ากัน ส่วนไทยอยู่ที่อันดับ 37 สูงกว่าบราซิลและอินโดนีเซียซึ่งอยู่ที่ 39 และ 40 จากการจัดอันดับการศึกษาของ 40 ประเทศทั่วโลก