...

ตามตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่าเมื่อสัตว์ประหลาดดุร้ายที่ใครๆ เรียกว่าเหนียนนั้นออกมาทำร้ายและกินคนเป็นประจำ พระเจ้าจึงสั่งให้เจ้าสัตว์ประหลาดนี้สามารถออกจากป่าลึกมาได้ปีละหนึ่งครั้งเท่านั้นคือในวันสุดท้ายของแต่ละปี เป็นที่รู้กันดีว่าในช่วงปลายฤดูหนาวย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิเช่นในตอนนี้ สัตว์ประหลาดตัวนี้จะออกมาอาละวาด ผู้คนที่หวาดกลัวจึงกักตุนเตรียมเสบียงเพื่ออยู่แต่ในบ้านในช่วงวันที่เหนียนออกมาจากป่าลึก 

ต่อมาผู้คนก็ค่อยเรียนรู้ว่าสัตว์ประหลาดตัวนี้มีจุดอ่อนคือกลัวเสียงดัง กลัวสีแดง และกลัวไฟ ดังนั้นในช่วงที่รู้ว่าเหนียนจะออกอาละวาด ชาวบ้านจึงคิดป้องกันภัยจากตัวเหนียนไว้ด้วยการจุดประทัดให้เสียงดัง ติดประตูบ้านเรือนด้วยกระดาษสีแดง และแขวนโคมไฟสีแดงไว้ตามหน้าบ้านและถนนหนทาง เหนียนเจ้าสัตว์ประหลาดผู้พ่ายแพ้ต่อความกลัวของตัวเองจึงไม่กล้าออกมาทำร้ายคนอีก ชาวบ้านจึงทำการเฉลิมฉลองกันอย่างครึกครื้นในวันต่อมาในทุกปีเป็นประเพณี เรียกว่าเทศกาลใบไม้ผลิหรือตรุษจีนนั่นเอง

พอขึ้นต้นเดือนมกราคม ทุกห้างสรรพสินค้าและร้านรวงต่างๆ จะเปลี่ยนสไตล์การจัดร้านและข้าวของเพื่อขายในเทศกาลตรุษจีนทันที ร้านขายเสื้อผ้าจะนำเสื้อผ้าโทนสีแดงสดใส ออกมาตั้งโชว์ ร้านขายดอกไม้จะมีต้นไม้ดอกไม้มากมายให้เลือก ต้นส้มซึ่งกำลังออกลูกสีทองซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งของคนจีนจะถูกนำมาเรียงรายกันอย่างสวยงามตระการตา ร้านขายผลไม้จะมีกล่องส้มตั้งซ้อนกันสูงเพื่อรอขายให้ผู้คนนำไปมอบให้กัน ซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหารจะเริ่มรับสั่งทำเป็ดไก่อบที่ใช้ไหว้ ซองอั่งเปาของห้างร้านจะถูกแถมมาไว้ให้ใช้เมื่อซื้อสินค้าจากแต่ละร้านถือเป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ และการโมษณาร้านไปในตัว ป้ายลดราคาต้อนรับคริสต์มาสและปีใหม่ถูกเปลี่ยนไปเป็นลดราคาต้อนรับตรุษจีน จากเพลงคริสต์มาสที่เปิดกันอย่างเอิกเกริกในช่วงเดือนธันวาคมก็จะเปลี่ยนมาเป็นเพลงจีนจังหวะครึกครื้นต้อนรับเทศกาลปีใหม่จีนกันอย่างร่าเริง ร้านค้าแถบไชน่าทาวน์เหมือนจะถูกชุบชีวิตให้ตื่นขึ้นมาอย่างกระฉับกระเฉงอีกครั้งในช่วงนี้

แม้ตัวเหนียนจะไม่เคยออกมาอาละวาดอีก แต่การฉลองความเป็นอิสระจากความกลัว การฉลองการเริ่มชีวิตใหม่ในแต่ละปีก็ยังคงปฏิบัติกันมาอย่างต่อเนื่อง ในบรรดาเทศกาลทั้งหลายในรอบปี ฉันคิดว่าตรุษจีนเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของครอบครัวคนจีนที่นี่ ญาติมิตรพี่น้องของหลายๆ ครอบครัวจะพบปะกันปีละครั้งก็ในช่วงนี้ บางคนก็เดินทางกลับมาจากต่างประเทศเพื่อเทศกาลนี้โดยเฉพาะ

ในขณะที่ชาวจีนในสิงคโปร์กำลังเตรียมต้อนรับเทศกาลประจำปีนี้ ชาวจีนที่มาจากที่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย มาเลเซีย จีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง ไทย ก็จะเตรียมตัวกลับบ้านไปหาครอบครัวเช่นกัน บางคนต้องจองตั๋วเตรื่องบินล่วงหน้าเกือบปีเลยทีเดียว ชาวอื่นๆ ที่ไม่ฉลองตรุษจีนก็อาจถือโอกาสในช่วงวันหยุดราชการสองวันติดต่อกันนี้ไปพักผ่อนที่อื่นเช่นกัน ช่วงนี้จึงมีคนลาหยุดงานกันค่อนข้างเยอะมาก โรงงานบางที่จึงปิด หากไม่ปิดก็ต้องวางแผนการผลิตที่ช้าลงโดยอาศัยแรงงานจากชาวชาติอื่นที่ยินดีรับค่าแรงเท่าครึ่งหรือสองเท่าในช่วงวันหยุด

เนื่องจากสามในสี่ของประชากรที่นี่เป็นคนจีน ในช่วงตรุษจีนถือเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง การใช้เวลากับครอบครัว ตลาดร้านค้าและซุปเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ จึงเริ่มปิดตั้งแต่บ่ายวันไหว้และจะไปเปิดอีกทีหลังปีใหม่ จะมีก็เพียงร้านสะดวกซื้อบางร้านที่ยังคงเปิดให้บริการ ร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตไทยและร้านอาหารไทยที่โกลเด้นไมล์คอมเพล็กยังคงเปิดให้บริการตามปกติ ร้านอาหารแขก ร้านอาหารมุสลิมบางร้านและร้านฟาสฟู้ดเช่นแม็คโดนัลก็อาจยังคงเปิดอยู่ แต่ทว่าแทบทั้งเมืองจะดูเงียบลงอย่างไม่น่าเชื่อ 

ดังนั้นก่อนตรุษจีนจึงเป็นช่วงเวลาของการจับจ่าย สำหรับชาวจีนก็ต้องจับจ่ายเพื่อทำอาหารเลี้ยงญาติมิตรพี่น้อง เพื่อนฝูง สำหรับชาวอื่นๆ ก็ต้องซื้อของสดไปตุนไว้เพื่อทำอาหารทานเองในช่วงที่แทบเมืองทั้งเมืองจะหยุดหายใจ

วันอาทิตย์สุดท้ายก่อนจะขึ้นปีใหม่ของชาวจีน ร้านค้าในแถบไชน่าทาวน์จึงคราคร่ำไปด้วยผู้คน บางร้านเช่นร้านขายเนื้อย่างที่โด่งดังก็มีคนเข้าคิวซื้อของยาวเหมือนงูตามชื่อปีใหม่ แม้ฝนจะตกลงมาตลอดทั้งวันแต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้คนเลิกล้มความตั้งใจที่จะไปเดินหาของ ซื้อของ ต่อรองราคา หรือแม้แต่เดินดูเปิดหูเปิดตาในบริเวณนั้น คนจีนเชื่อว่าสายฝนนำความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์มาให้ 

ตรอกซอยเล็กๆ ในแถบไชน่าทาวน์ยิ่งดูแคบลงไปอีกเมื่อร้านรวงต่างๆ เปิดขายของอีกมากมายหน้าร้าน ไม่ว่าจะเป็นของขวัญ ของประดับประดาตกแต่งบ้าน เสื้อผ้า ขนมต่างๆ ผลไม้สดและแห้ง อาหารนานาชนิด ตลอดจนดอกไม้ต้นไม้

..



ในขณะที่บรรดาผู้หญิงและเด็กไปเดินซื้อของ ลุงๆ ทั้งหลายก็มานั่งเล่นหมากรุก พบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ในขณะที่เราไปเดินดูบรรยากาศแถบตลาดสด ลุงสองคนที่กำลังยืนคุยกันอยู่ก็ยิ้มให้อย่างเป็นมิตรและเริ่มออกปากชวนคุยสัพเพเหระอย่างออกรส จากคนที่ไม่รู้จักมาก่อน เราชวนกันไปนั่งดื่มชา-กาแฟโบราณคุยกันจนฝนหยุดตก 

ไม่ว่าจะที่ไหนๆ ไม่ว่าจะเมืองไทยหรือสิงคโปร์ เท่าที่สังเกตมิตรภาพที่พร้อมจะหยิบยื่นให้ผู้อื่นเสมอ มักมาจากคนสองวัย เด็กและผู้เฒ่า... ทำให้คิดว่าทำไมสำหรับวัยครึ่งๆ กลางๆ อย่างเราๆ จึงยิ้มให้กันยาก ทักทายกันยาก เปิดใจคุยกันยากเหลือเกิน อะไรกันนักกันหนาที่ทำให้เรากลัว-ไม่กล้า อะไรที่เกาะกุมใจไว้ไม่ให้เป็นอิสระ - 
ตัวเหนียนหรือเปล่า?

.

.

นำภาพบรรยากาศไชน่าทาวน์ที่สิงคโปร์ก่อนตรุษจีนมาฝากค่ะ


..


...

.

...


...


...


...


...


...


...


...


...


...


...


...


...


...


...


...


...

...


...

...


...

Tong Hua - Piano..