เช้าวันหนึ่งขับรถออกจากบ้านที่ปากพะยูนเพื่อมาโรงเรียน  มีครูโรงเรียนประถมคนหนึ่งขอโดยสารรถมาด้วย  ระหว่างที่นั่งรถมาด้วยกันก็พูดคุยกันหลายต่อเรื่อง  ซึ่งก็ไม่พ้นเรื่องของโรงเรียน ครู และนักเรียน ตามประสาผู้มีอาชีพเดียวกัน (แม้จะสอนต่างระดับชั้นกัน) จำได้ว่าในช่วงนั้นเป็นช่วงแรก ๆ ของการ “ปฏิรูปการศึกษา” คุณครูท่านนั้นเล่าให้ฟังว่า  ที่โรงเรียน ครูต้องรับต้องทำงานสารพัดอย่าง  ทั้งงานโรงเรียนที่เพิ่มขึ้นจากเดิม  งานที่เกี่ยวข้องกับชุมชนและสังคม  ตลอดจนงานที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการอื่น ๆ จนแทบไม่มีเวลาว่าง  งานไม่เสร็จก็ต้องไปทำวันเสาร์วันอาทิตย์  บางทีกลับบ้านค่ำมืดบ่อยครั้งจนมีปัญหากับครอบครัว  เช้าวันหนึ่งผู้อำนวยการมาถึงโรงเรียนก็ถามครูด้วยความห่วงใยว่า “น้อง.. มีงานอะไรบ้างไหมที่ยังไม่ได้ทำหรือทำไม่เสร็จ”

“ทำครบทุกอย่างแล้วครับ  ยกเว้นสอนนักเรียน”  ครูผู้ชายคนหนึ่งตอบ

ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นที่ใด  ที่โรงเรียนของคุณครูที่เล่าให้ฟังหรือไม่  ไม่สามารถยินยันได้  แต่จำได้ว่าเป็นเรื่องที่ได้ฟังในช่วงที่มีการเตรียมตัวก่อนประกาศใช้หลักสูตร 2544 แต่ในช่วงเวลานั้นข้าพเจ้าก็ยังคงสอนนักเรียนตามปกติ  มีภาระงานสอนมากกว่างานอื่น  การ “ร่น – ย่น – ย่อ – หยุด” เรียนก็มีไม่มากนัก  เรียกได้ว่าในปีแรก ๆ ที่มาทำงานที่โรงเรียนตะโหมด สามารถทำงานสอนได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ  แม้ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต หรือสื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ เหมือนปัจจุบัน  แต่ก็รู้สึกว่ามีความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนมากกว่าปัจจุบัน  มีเวลาสำหรับทำแผนการสอน (ที่ไม่ใช่แผนการส่ง) การเตรียมตัวสอน ทำสื่อการสอน  มีเวลาแก้ปัญหาและพัฒนาการเรียนการสอนโดยไม่ต้องบอกว่าจะต้องทำเป็นงานวิจัย (5 บท)

เคยอ่านหนังสือที่แปลจากข้อเขียนของครูฝรั่งบางท่านที่เป็นการบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน  การแก้ปัญหา และการพัฒนานักเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ซึ่งน่าจะเทียบได้กับระดับอนุบาลและระดับประถมศึกษาของเรา  อ่านแล้วสนุก ได้ความรู้ ได้ข้อคิดใหม่ ๆ ถ้าเอารูปแบบของ “งานวิจัย” เข้าไปจับก็ต้องบอกว่า “ตก” แต่สาระที่ได้มันมากกว่างานวิจัย 5 บท ที่วงการศึกษาของเราเน้นให้ครูทำ  และเมื่อทำออกมาแล้วก็ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไม่ให้ใครอ่าน  เพราะหาความคิดใหม่ ๆ ไม่เจอ

มีคนกล่าวไว้น่าสนใจเมื่อประมาณ 20 กว่าปีก่อนว่า  เครื่องมือในการทำงานวิจัยของนักวิชาการในเมืองไทยได้แก่ เครื่องถ่ายเอกสาร กรรไกร กาว และกระดาษ

หลักการวิจัยจริงมีนิดเดียวครับ ข้ออ้างเอาทฤษฎีของนายหมาก (คำเรียก คาร์ล มาร์กซ์ ของ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร) คือ

Thesis (ข้อเสนอ) ===> anti-thesis (ข้อโต้แย้ง) ===> thesis (ข้อเสนอใหม่ = ความรู้ใหม่)

บางทีการมุ่งเน้นไปที่รูปแบบการเขียนรายงานมากเกินไป (หรือไปเข้าใจว่ารูปแบบรายงานการวิจัยคือผลการวิจัย หรือคือการทำงานวิจัย) ทำให้ครูรู้สึกว่าภาระงานเพิ่มมากขึ้น

และที่สำคัญ  อย่าคิดว่าครูระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย  ที่สามารถนำเอาการทำวิจัยเป็นภาระงานได้  อาจารย์มหาวิทยาลัยสามารถนั่งทำงานวิจัยอยู่ที่บ้านหรือที่ไหนก็ได้ถ้าคุณไม่สอน  แต่ครูประถมและมัธยมจะไปไหนไม่ได้แม้จะไม่สอน ....

เติ้งเสี่ยวผิง อดีตผู้นำจีนเคยกล่าวไว้ว่า “ไม่ว่าจะเป็นแมวขาวหรือแมวดำ ขอให้จับหนูได้ก็แล้วกัน” นี่เราเล่นมาดูกันว่าแมวสีอะไร ขนเป็นอย่างไร ปากอย่างไร หูอย่างไร ฯลฯ แต่ไม่เคยดูว่าจับหนูได้จริงหรือเปล่า

ปัจจุบันมีงานวิจัยของครูเผยแพร่อยู่มากมาย  จะว่าไปแล้ว ถ้างานวิจัยเหล่านี้สร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ เราก็น่าจะมีองค์ความรู้ใหม่ ๆ เป็นจำนวนมาก  มากพอที่จะนำมาใช้เพื่อพัฒนาการศึกษาของประเทศโดยไม่ต้องไปลอกของฝรั่งมาใช้อย่างผิด ๆ เพี้ยน ๆ ดังที่เป็นอยู่  หากนับจำนวนผลงานวิจัยทางการศึกษาในเมืองไทย  ข้าพเจ้าว่า  หากเอามาเรียงต่อ ๆ กันมันก็น่าจะเต็มพื้นที่ประเทศแล้ว  หรืออาจจะล้นไปถึงเขมรลาวด้วยก็ได้  ด้วยปริมาณดังกล่าวนี้ก็น่าจะที่จะทำให้ประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้าทางการศึกษาไม่แพ้ประเทศใด ๆ ในโลกแน่ครับ- ถ้าเป็นผลงานวิจัยจริง ๆ

การประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 ดูหลักการแล้วคล้ายกับการมองไปยังขอบฟ้าอันเรืองรองในยามเช้าที่เต็มไปด้วยความหวัง  แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่ถึง 10 ปี กลับพบว่าขอบฟ้าที่เห็นแสงเรืองรองอยู่นั้นแท้จริงแล้วอยู่ทางทิศตะวันตกหาใช่ทิศตะวันออกไม่  ก็ไม่ทราบว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของประเทศนี้ได้อ่านและทำความเข้าใจหลักสูตรฉบับนี้กันอย่างถี่ถ้วนหรือเปล่า  ช่างมืดมนแท้ ๆ

ปฏิรูปการศึกษาที่ให้ครูทำงานอื่นมากขึ้น  สอนเด็กน้อยลง  สอนนักเรียนไม่ทันหรือไม่ครับตามหลักสูตรก็ให้นักเรียนไป "ทำการบ้าน" เอาเอง (เด็กน่าจะเก่งขึ้นเยอะนะครับ  เพราะศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองได้โดยไม่ต้องให้ครูสอน) ข้าพเจ้าเคยถามนักเรียนในช่วงปลายภาคเรียน (นักเรียนกลุ่มสนใจเรียนครับ) เป็นยังไงบ้าง คอตอบที่คล้าย ๆ กัน "เกือบตายครับครู  รอดมาได้ก็บุญแล้ว" - ทำการบ้านกันเกือบตายเพราะครูสอนไม่จบ

เมื่อไรครับที่ผู้บริหารการศึกษาหรือผู้บริหารโรงเรียนจะให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนเป็นอันดับแรก

ในยุคที่ “แฟ้มสะสมงาน” ระบาด ครูทำแต่แฟ้มสะสมงานจนไม่ได้สอนเด็ก (โชคทีดีในช่วงนั้นข้าพเจ้าลาศึกษาต่อ  เลยไม่ได้รวมวงทำแฟ้ม-หรือสนับสนุนพ่อค้าขายแฟ้ม)

ครับ – ทำงานครบแล้วทุกอย่าง  ยกเว้นสอนนักเรียน