หลังจากเรียนจบปริญญาตรีไม่นานนักก็มีประกาศรับสมัครครูในตำแหน่ง “อาจารย์ 1 ระดับ 3” ของจังหวัดพัทลุง  ด้วยเหตุที่ในปีนั้นมีการรับสมัครครูเป็นจำนวนมาก  การเลือกโรงเรียนป่าพะยอมพิทยาคม ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพื้นที่สีแดงจึงไร้คู่แข่ง  เพียงสอบให้ได้คะแนนถึงเกณฑ์ก็ได้เข้ารับราชการแล้ว  วันที่ได้รับคำสั่งบรรจุเข้ารับราชการ  คือวันที่ 16 พฤษภาคม 2523 ก็คือวันที่เดินทางไปพร้อม ๆ กับครูบรรจุใหม่ทั้งที่เป็นอาจารย์ 1 และ ครู 2 เกือบ 10 คน ไปรายงานตัวที่โรงเรียน – โรงเรียนที่มีอาคารชั่วคราวเพียงหลังเดียว  มีครูเพียง 5 คน รวมทั้งครูใหญ่ (อาจารย์สมนึก  สุพรรณ) ภารกิจหลักของครูจึงไม่เพียงแค่สอนนักเรียน  แต่จะต้องจัดสร้างห้องเรียนให้กับนักเรียนด้วย

ชีวิตการเป็นครูในช่วงแรก ๆ ของข้าพเจ้าก็คงไม่ได้แตกต่างไปจากครูเก่า ๆ ของโรงเรียนตะโหมด และครูกลุ่มแรก ๆ ของหลาย ๆ โรงเรียนที่ตั้งขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน คือ นอกจากการเป็นครูที่ต้องสอนเกือบ 30 คาบ/สัปดาห์แล้ว  ยังต้องพัฒนาโรงเรียนในด้านต่าง ๆ เกือบทุกด้าน  เพราะโรงเรียนที่เพิ่งตั้งใหม่ล้วนอยู่ในภาวะขาดแคลน

ภาระงานที่ต้องรับผิดชอบหลังจากที่เริ่มเป็นครูเพียงไม่กี่เดือนก็คือการรับหน้าที่เป็นหัวหน้างานวิชาการของโรงเรียน (โรงเรียนมีครูเพียงสิบกว่าคน  ยังไม่มีผู้ช่วยครูใหญ่) ก็เป็นในยุคที่ ผอ.ขวัญชัย  ชูไฝ เป็นผู้ช่วยอยู่โรงเรียนเขาชัยสน  ผอ.สวัสดิ์  มณีนิล เป็นผู้ช่วยโรงเรียนตะโหมด ผอ.จำเนียร  รักใหม่ เป็นผู้ช่วยอยู่โรงเรียนอุดมวิทยายน  รองประสิทธิ์  รัตนสุภา เป็นผู้ช่วยอยู่โรงเรียนหารเทา ฯลฯ เคยนั่งประชุมร่วมกับท่านเหล่านี้หลายต่อหลายครั้ง  แต่ก็ได้แต่เพียงนั่งฟังท่านเหล่านั้นคุยกันมากกว่า  เพราะตัวเองไม่ได้มีความรู้ทางด้านบริหาร  หลักสูตรการเรียนการสอนก็เพียงแค่เริ่มต้นศึกษาหาความเข้าใจ  ความรู้ที่เรียนมาทั้งหมดก็ยังรอการปรับใช้ให้สอดคล้องกับการทำงานจริง

ก็ไม่รู้ว่าเป็นความโชคดีหรือโชคร้ายที่ต้องมาทำหน้าที่นี้ตั้งแต่เริ่มบรรจุเข้ารับราชการ  ความรู้ความคิดที่อยู่ใน “อุดมคติ” ตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนครูกับความจริงเมื่อต้องมาเป็นข้าราชการครู ดูแล้วมันไปกันไม่ค่อยได้  มันขัดแย้งกันจนบางครั้งมีความรู้สึกว่าตัวเองจะเป็น “ข้าราชการครู” ที่ดีได้หรือเปล่า  และแน่นอนที่สุด การเริ่มชีวิตข้าราชการครูที่ต้องทำหน้าที่เป็นผู้บริหารงานวิชาการของโรงเรียนมันเริ่มทำให้เกิดความเข้าใจตัวเองมากขึ้น (หรืออาจจะสรุปเอาเอง) ว่าเส้นทางการเป็นผู้บริหารน่าจะไม่ใช่เส้นทางของเรา  ดังนั้นเมื่อผู้อำนวยการโรงเรียนท่านหนึ่งกล่าวถึงลักษณะของผู้ช่วย (ครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ ผู้อำนวยการ) ว่าจะต้องเป็นผู้ที่มีความคิดเห็นที่สอดคล้องกับผู้บริหาร  จึงเป็นคำพูดที่ช่วยให้สามารถตัดสินใจได้ว่าการเป็นผู้บริหารไม่ใช่งานที่เราถนัดหรือชอบ  จึงตัดสินใจลาออก

หลายครั้งที่ระลึกถึงคำกล่าวของผู้บริหารท่านนั้นด้วยความรู้สึกที่เป็นลบ  มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อผู้บริหารท่านนั้น  แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป  อายุมากขึ้น ประสบการณ์การเป็น “ครู” และ “ข้าราชการครู” มีมากขึ้น  ก็ต้องกราบขอบพระคุณผู้บริหารท่านนั้นเป็นอย่างยิ่ง  เพราะหากไปหลงใหลได้ปลื้มกับตำแหน่งที่ได้รับมอบหมายในวันนั้น  และเลือกเส้นทางชีวิตเป็นผู้บริหาร  ก็อาจจะต้องประสบกับความล้มเหลวในชีวิตราชการก็เป็นได้  เพราะยิ่งทำงานมากเข้านานเข้าความคิดเห็นก็ยิ่งแตกต่างและยิ่งขัดแย้งมากขึ้นเรื่อย ๆ (เรียกว่ายิ่งแก่ยิ่งยึดเอาความคิดตนเองเป็นหลักก็ว่าได้)

บางที่การลาออกจากราชการตามมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการหรือโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด ครั้งนี้จึงน่าจะเกิดผลดีทั้งต่อตัวเองและส่วนรวมมากกว่า เพราะ....(ค่อยมาต่อครับ)