พ.ศ.2517 สอบเรียนครู ป.กศ.ได้ (ป.กศ.ที่มักจะเรียกกันว่า ป.กศ.เตี้ย เพราะเมื่อจบ ป.กศ. ก็จะเรียนต่อ ป.กศ.สูง) ในปีนี้นักเรียนจากพัทลุงจะถูกส่งไปเรียนที่วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช ส่วนนักเรียนที่จบ ม.ศ.3 รุ่นเดียวกัน คนที่เลือกสอบเรียนครูก็จะไปเรียนที่วิทยาลัยครูสงขลา (จะสลับกันอย่างนี้หลายปี) เลยต้องเรียนครูพร้อมกับรุ่นน้อง คือ รุ่นเดียวกับครูพิจิตร  เสนอินทร์ (ที่เสียชีวิตไปแล้ว)  ครูวีระศักดิ์ วิจิตรโสภา(ที่เพิ่งสละโสด) และครูวันเพ็ญ  พรหมยอด (นามสกุลเดิม... จำไม่ได้ ถามครูวันเพ็ญเอาเอง)

การเปลี่ยนแปลงสถานะจากนักเรียนไปเป็นนักศึกษา(ในขณะที่ผู้ที่เรียนมัธยมปลายยังเป็นนักเรียน) เปลี่ยนจากนุ่งกางเกงขาสั้นไปโรงเรียนเป็นนุ่งกางเกงขายาว (แถมผูกเนคไทต์ด้วย) ทำให้ตัวเองดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะ ความรู้สึกว่าตัวเองจะต้องรับผิดชอบในระดับที่สูงขึ้นกว่านักเรียนก็มีมากขึ้น

การเดินทางไปเรียนที่นครศรีธรรมราชสมัยนั้นที่สะดวกที่สุดก็คือรถไฟ  ส่วนทางรถยนต์นั้นแม้จะมีรถยนต์สายพัทลุง-นครศรีธรรมราชแล้ว แต่ก็ยังไม่สะดวกนัก  ครั้งใดที่เดินทางโดยรถยนต์ก็มักจะถูกเพื่อนล้อว่าเป็นฝรั่งเพราะเส้นผมโดนฝุ่นจับจนเป็นสีเดียวกับผมของฝรั่ง  และถ้าเดินทางกลับบ้านโดยรถยนต์เที่ยวสุดท้ายก็มีโอกาสต้องนอนค้างคืนที่บ้าน “น้าชาน(ชาลา)” ที่ชะอวด  หากว่าเมื่อรถถึงตลาดชะอวดในตอนเย็นและมีผู้โดยสารที่จะเดินทางต่อยังพัทลุงเพียงไม่กี่คน 

เรียนครูอยู่ที่วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช 4 ปี  เป็น 4 ปีที่ที่ถือได้ว่าเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่าง ๆ ได้มาก  ในปีที่ 1 – 3 อยู่ในช่วงประชาธิปไตยเบ่งบาน  นอกเหนือจากการเรียนจึงเป็นเรื่องของการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ และเป็นจุดเริ่มต้นของความฝันที่จะเป็น “นักเขียน” จบระดับ ป.กศ. จึงเรียนต่อ ป.กศ.สูง และเลือกเรียนวิชาเอกภาษาไทย  แต่การทำกิจกรรมก็ต้องหยุดลงภายหลังเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ขณะที่เรียนระดับ ป.กศ.สูง ปีที่ 1 จบ ป.กศ.สูง แล้วจึงไปสมัครเรียนต่อในระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา ในสาขาวิชาเอกภาษาไทย วิชาโทประวัติศาสตร์ ในปี พ.ศ.2521 ก็เรียนไปทำกิจกรรมไป (พร้อม ๆ กับที่ต้อง “อด” และ “ทน”) จนจบการศึกษาในต้นปี พ.ศ.2523

ข้าพเจ้าอาจเรียนและทำกิจกรรมในช่วงเวลาที่ความคิดทางสังคมและการเมืองของนิสิตนักศึกษาแตกต่างจากยุคปัจจุบัน  กิจกรรมจึงหล่อหลอมความคิดให้เกิดความรู้ความเข้าใจสังคม  เน้นให้เป็นผู้นำทางความคิดในสังคมมากกว่าที่จะปลูกฝังความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยคล้อยตามสังคมไปโดยไม่ได้คิดพิจารณาอะไรดังที่เห็น ๆ อยู่ในยุคปัจจุบัน

นวนิยายขนาดยาว(เหยียด) เรื่องเพชรพระอุมา ที่เริ่มอ่านมาตั้งแต่ชั้นประถมก็มาจบภาคแรกลงในช่วงที่กำลังเรียนระดับปริญญาตรีนี่เอง  ขณะเดียวกันสถานการณ์ทางการเมืองหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ทำให้หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่อย่างไทยรัฐและเดลินิวส์ได้นำเอานิยายกำลังภายในที่มีการสร้างเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์มาตีพิมพ์  จึงเริ่มอ่านนิยายและดูหนังจีนกำลังภายในจนติดงอมแงม  อ่านและดูเรื่อยมาจนกระทั่งภาพยนตร์จีนกำลังภายในที่ฉายทางโทรทัศน์เสื่อมความนิยม  จึงอ่านมากกว่าดูมากระทั่งปัจจุบัน