เป็นครูอยู่โรงเรียนป่าพะยอมพิทยาคมเกือบ 12 ปี (ขาดเพียงไม่กี่วัน) จึงได้ขอย้ายมาอยู่โรงเรียนตะโหมด ถือว่าโชคดีที่สามารถย้ายมาพร้อมกันได้ และตัดสินใจที่จะตั้งรกรากอยู่ปากพะยูนอันเป็นบ้านเดิมของครูดารุณี แม้ว่าระหว่างบ้านกับโรงเรียนจะไกลพอสมควร และการเดินทางค่อนข้างจะลำบากสักหน่อย (หากไม่มีรถส่วนตัว) แต่สภาพแวดล้อมสงบเงียบ ไม่พลุกพล่านวุ่นวายเหมือน “ตลาดแม่ขรี”
โรงเรียนป่าพะยอมพิทยาคมในปี พ.ศ.2535 แม้จะเปลี่ยนฐานะจากโรงเรียนประจำตำบลไปเป็นโรงเรียนประจำกิ่งอำเภอ และโรงเรียนประจำอำเภอ แต่ไม่อาจนับเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ได้ ในช่วงที่ข้าพเจ้าสอนอยู่ที่นั่นมีนักเรียนเฉพาะระดับ ม.ต้น จำนวนไม่กี่ร้อยคน มีครู 30 กว่าคน การโยกย้ายครั้งนี้จึงเป็นการย้ายจากโรงเรียนที่อยู่ตอนเหนือสุดของจังหวัดมาอยู่ทางตอนใต้ (แม้จะไม่ใช่ใต้สุดก็ตาม) แม้จะเป็นโรงเรียนในพื้นที่ใกล้เคียงกัน แต่สภาพแวดล้อมหลาย ๆ อย่างก็แตกต่างกันไป ในการทำงานจึงต้องปรับตัวเองพ่อสมควร
โรงเรียนใหญ่ งบประมาณมากขึ้น มีความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนมากขึ้น ความใฝ่ฝันเมื่อมาทำงานที่นี่ได้สักระยะหนึ่งก็คือ ถ้ามีเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้สักเครื่องหนึ่งคงจะดีไม่น้อย เวลาทำงานเตรียมเอกสารสำหรับการสอน (ซึ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อสอนนักเรียน ม.ปลาย) จะได้ไม่เหนื่อย จำได้ว่าแรก ๆ จะพิมพ์ลงกระดาษไข โรเนียม แล้วพยายามจัดเก็บกระดาษไขต้นฉบับไว้สำหรับการโรเนียวในปีถัดไป ซึ่งค่อนข้างยุ่งยาก หากพิมพ์แล้วเก็บข้อมูลไว้ในแผ่นดิสก์หรือในคอมพิวเตอร์ก็น่าจะสะดวกสำหรับการแก้ไขและนำมาใช้ใหม่ เช่นเดียวกันกับการเขียนหนังสือ หากใช้คอมพิวเตอร์น่าจะทำงานได้เร็วขึ้น ไม่ต้องพิมพ์ใหม่ทุกครั้งที่แก้ไข
ในที่สุดความฝันก็เป็นจริงเมื่อความเจริญทางด้านเทคโนโลยีปรับตัวอย่างรวดเร็ว ราคาเครื่องคอมพิวเตอร์ลดลงในระดับที่พอจะกัดฟันซื้อได้ จึงตัดสินใจซื้อ แต่ผลที่ตามมาไม่รู้ว่าเป็นผลดีหรือไม่ เพราะเมื่อโรงเรียนจัดซื้อคอมพิวเตอร์และเริ่มให้มีการเรียนการสอนวิชาคอมพิวเตอร์ การมีเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้เป็นของส่วนตัวกลายเป็นเงื่อนไขให้ต้องไปสอนวิชาคอมพิวเตอร์ กลายเป็นภาระงานที่แย่งเวลาในการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยและการเขียนหนังสือไปในที่สุด และต้องมีภาระเกี่ยวกับงานด้านนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ และตั้งแต่ยุคโรงเรียนในฝันเป็นต้นมา แม้จะไม่ได้เป็นครูสอนคอมพิวเตอร์แล้วก็ตาม และเป็นภาระที่แย่งเวลาการทำงานอื่น ๆ (ส่วนใหญ่จะเดียวกับคอมพิวเตอร์)ไปจนกระทั่งกลายเป็นครูที่บกพร่องในหน้าที่หลาย ๆ ด้านที่เพิ่มขึ้นในยุคปฏิรูปการศึกษา (ซึ่งเน้นว่าครูผู้สอนทำหน้าที่สอนเพียงอย่างบเดียว – จริงหรือเปล่า????)
ไม่ว่าใครก็ไม่อยากจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ทำงานบกพร่อง บางทีเมื่อไม่มความสามรถที่จะทำได้ก็....
ถูกใจค่ะ เขียนได้ดี เขียนอีกจะติดตามอ่านนะคะ
หากไม่มาอ่าน ไปเรียกมาอ่านนะคะ ขอบคุณมากค่ะ
เรียนอาจารย์ วินัย ไม่ได้เจอกันหลายปี ทั้งที่อยู่ในเมืองลุงมาตลอด
กับอาจารย์ประมวล เจอบ้างเป็นบางครั้ง
แต่กับอาจารย์สมคิดเจอบ่อย
อาจารย์รูญมักเจอในเวที
ครั้งหลังสุดเดือน มค.ที่สถาบันฯ
กับวิระศักดฺฺ์ (ดำ) เจอกันแทบทุกวันเวลาที่เขาลงมาจากกรุงเทพฯ
วันนี้ดีใจที่พบอาจารย์ ทาง กทน. (โกทูโนว์)
ด้วยคารวะครับอาจารย์