วันหนึ่ง  ในคาบวิชาการงานอาชีพของนักเรียนห้องหนึ่ง  ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มทำขนม  ข้าพเจ้าเดินผ่านไปเห็นจึงแวะเข้าไปดู  นักเรียนคนหนึ่งเห็นครูเข้าไปเยี่ยมจึงตักขนมให้ให้พร้อมทั้งกล่าวชวนให้รับประทาน  ข้าพเจ้ากล่าวในเชิงปฏิเสธว่า “ไม่เป็นไร พวกเธอกินกันเถอะ”  แกจึงบอกว่า “ครูกินเถอะ  เหลือแล้วนี่คะ” ฟังแล้วสะอึก  แต่เมื่อมองดูสายตาใสซื่อที่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกจริงใจ  และมองดูบนโต๊ะก็เห็นว่ามีขนมอยู่อีกมาก  ก็เข้าใจ เข้าใจว่าคำว่า “เหลือ” ของแกไม่ได้หมายถึงขนมที่เหลือจากที่ทุกคนกินกันแล้ว  แต่น่าจะหมายถึงขนมมีพอสำหรับทุกคน  เข้าใจว่าแกชวนด้วยความจริงใจ  แต่ใช้ภาษาในการพูดไม่ถูกต้องเท่านั้นเอง  แกไม่ผิดหรอกแต่ที่ผิดน่าจะเป็นข้าพเจ้าซึ่งเป็นครูภาษาไทยมากกว่า

นักเรียนที่ชวนข้าพเจ้ากินขนมในวันนั้น  ข้าพเจ้าจำชื่อของแกไม่ได้  จำได้แต่เพียงว่าข้าพเจ้าเป็นครูภาษาไทยของแก  ถ้าแกใช้ภาษาไม่ถูกต้องไม่เหมาะสมนั่นเป็นเพราะว่าข้าพเจ้ายังสอนไม่ดีพอ  หรือยังไม่ได้เน้นที่จะสอนให้แกสามารถใช้ภาษาในการสื่อสารได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ 

บางที(หรือทุกที) คนเรามักจะไม่ยอมจำความผิดพลาดของตัวเอง หรืออยากจะลืมความผิดพลาดของตัวเอง  ขณะเดียวกันก็มักจะจำความผิดพลาดของผู้อื่นได้แม่นยำ

ที่ข้าพเจ้าจำได้ดีกลับเป็นนักเรียนอีกคนหนึ่ง  แกอาจจะเป็นนักเรียนที่เรียนไม่เก่ง (หรือเราอาจจะบอกว่า “โง่” ก็ได้เมื่อเปรียบเทียบกับนักเรียนทั่ว ๆ ไป) นักเรียนคนนี้เรียกได้ 0 เกือบทุกวิชา  ข้าพเจ้ายังจำชื่อของแกได้จนบัดนี้  (แต่ก็ขออนุญาตไม่บอก) วันหนึ่งครูเกือบทั้งโรงเรียนได้ยินเสียงเด็กคนนี้ตะโกนเสียงดังลั่นและเห็นแกวิ่งออกไปในทุ่งนาหลังโรงเรียนชนิดที่คนใต้เรียกว่า “แล่นท่อง” (คำว่า ท่อง ถ้าจะเขียนให้ตรงกับเสียงพูดจริงต้องมีไม้ไต่คู้อยู่บน ท ทหาร ด้วย  แต่คอมพิวเตอร์พิมพ์ไม่ได้ครับ) สืบทราบทีหลังว่าแก “แล่นท่อง” ในรายวิชาคณิตศาสตร์(ครูคณิตศาสตร์หรือครูเลขที่สอนเด็กคนนี้เป็นคนละคนกับครูเลขที่อยู่บ้านเดียวกันครับ) จะไม่ให้แก "แล่นท่อง" ได้อย่างไรครับ  ก็แกเรียนไม่รู้เรื่องเอาเลย  อันนี้ไม่ได้กล่าวโทษครูผู้สอนนะครับ  เพราะเด็กอีกตั้งสี่สิบกว่าคนที่อยู่ห้องเรียนเดียวกันไม่ได้ ฆ"แล่นท่อง" เหมือนเด็กคนนี้  ก็ต้องโทษไอ้พวกที่ไปเอาความคิดฝรั่งมาโน่นแหละ  แน่นอนครับว่าการเรียนร่วมกันของเด็กเก่ง เด็กอ่อน (หรือบางที่ก็จะเอาที่ปัญญาค่อนข้่างอ่อนด้วย) เป็นเรื่องที่ดีครับ  แต่บริบททางสังคมไทยเป็นอย่า่งไร  การจัดการเรียนการสอนของประเทศเราเป็นอย่างไรดูเหมือนท่านจะไม่ค่อยสนใจหรอกครับ  ระหว่างห้องเรียนของเด็กฝรั่งที่มีนักเรียนเพียง 20-30 คน ครู 2-3 คน กับห้องเรียนในประเทศไทยที่มีนักเรียน 40-50 คน ครูคนเดียว  มันต่างกันครับ  ยิ่งโรงเรียนบ้านนอกที่ครูคนหนึ่งไม่รู้ว่าจะต้องสอนกี่วิชา ทำงานพิเศษไม่รู้ว่ากี่อย่าง เด็กเรียนอ่อนไม่ส่วนใหญ่ไม่ "แล่นท่อง" ก็นับว่าบุญอักโจแล้วแหละครับ

ทั้งสองกรณีนี้อาจเป็นตัวอย่างของปัญหาทางการเรียนการสอนที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับการใช้ภาษาในการสื่อสาร  การอ่านหนังสือไม่คล่อง/ไม่อ่านหนังสือ  การคิดคำนวณเลขไม่ได้/ไม่ถูก  หรือแม้กระทั่งการขี้เกียจทำงานทำการบ้านในหลาย ๆ วิชาที่ส่งผลให้มีนักเรียนจำนวนมากมีผลการเรียน “0” และ “ร” หลายต่อหลายวิชาในแต่ละภาคเรียน  ปัญหาสำคัญเหล่านี้ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากพื้นฐานความรู้ในระดับชั้นประถมศึกษา  ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ใช่เป็นการกล่าวโทษครูระดับประถมศึกษา  เพราะผลผลิตของครูประถมศึกษาเหล่านั้นที่เรียนหนังสือเก่ง  มีผลการเรียน 4 เกือบทุกวิชาก็มีอยู่มาก  แต่น่าจะเกิดจากการให้ความสำคัญต่อการศึกษาของสังคมต่างหาก

มีข้อมูลที่น่าสนใจที่ข้าพเจ้าพบในช่วงเป็นครูใหม่ ๆ ก็คือ สถิติการเรียนต่อของนักเรียนที่ผู้ปกครองมีอาชีพทำนาเป็นหลักกับผู้ปกครองที่มีอาชีพทำสวนยางในจังหวัดพัทลุงจะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด คือ ในโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ที่ประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพทำนาจะมีสถิตินักเรียนเรียนต่อระดับมัธยมสูง  (บางโรงนักเรียนเรียนต่อ 100 % ทุกปี) ในขณะที่นักเรียนในโรงเรียนที่อยู่ในเขตชุมชนชาวสวนยางส่วนใหญ่จะมีนักเรียนเรียนต่อไม่เกิน 50 %

ครูสอนในโรงเรียนประถมหลาย ๆ โรงเล่าให้ฟังว่า  ความสนใจในการศึกษาเล่าเรียนของนักเรียนที่มาจากสังคม 2 กลุ่มนี้แตกต่างกันมาก  เด็กที่มาจากฟากตะวันออกของถนนเอเชียที่ส่วนใหญ่เป็นชาวนาจะสนใจเรียน  พ่อแม่จะเอาใจใส่กวดขันให้ลูกเรียนหนังสือ  เด็กกลุ่มนี้จะสนใจเรียนและเรียนเก่ง  ในขณะที่เด็กฟากตะวันตกของถนนเอเชียที่ส่วนใหญ่เป็นชาวสวน  เด็กกลุ่มนี้จะไม่ค่อยสนใจเรียน  พ่อแม่ส่วนหนึ่งก็จะมีทัศนะว่าไม่มีความจำเป็นต้องเรียนหนังสือสูง ๆ ก็ได้  มีสวนยางสวนผลไม้มากพอที่จะแบ่งให้ลูกทำมาหากิน  การให้เข้าโรงเรียนระดับประถมศึกษาจึงเป็นความจำเป็นที่ต้องทำเพราะหากไม่ทำก็ผิดกฎหมาย  ในยุคที่การศึกษาภาคบังคับแค่ระดับประถม 4 ก็เห็นว่าเรียนแค่จบ ป.4 ก็พอแล้ว  พอการศึกษาภาคบังคับขยายถึงชั้นประถมปีที่ 6 ก็คิดว่าจบ ป.6 ก็เพียงพอแล้ว