ตอน การเป็นลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดี


การเป็นลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดี

         นับจากประสบการณ์ในการทำงานของตนเอง ไม่ว่าตัวเราจะอยู่ ณ ขณะใดในปัจจุบันนี้ ตราบใดที่ตัวเราได้ทำงานอยู่ ทุกขณะเราเติบโตมาจากการที่ตัวเราเป็นลูกน้อง ไม่ว่า เริ่มแรกของการทำงาน มา ณ บัดนี้ ถึงแม้ว่าในยุคคปัจจุบันสายการบังคับบัญชาดูจะลดบทบาทลงมาบ้าง แต่สำหรับโครงสร้าง หน้าที่ ก็ยังคงมีให้พวกเราได้ทราบและถือปฏิบัติตาม...ทำให้ปัจจุบันนี้ คำว่า "อำนาจ" ดูลดลงไปในตัว แต่จะมีอยู่ในโครงสร้างของมันเอง...ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยก่อนเมื่อประมาณ ๒๕ ปีขึ้นไป คำว่า "อำนาจ" ในโครงสร้างสายการบังคับบัญชาดูจะแข็งแกร่ง เข้มแข็ง มีอำนาจมากมาย มองดูแล้ว มีอำนาจในตัวของมัน ยิ่งถ้าใครทำงานรับราชการแล้วละก็ ดูจะมีบทบาทที่ยิ่งใหญ่...รวมถึงเคยเป็นระบบศักดินาเดิมมาด้วย...ซึ่งใคร ๆ ก็อยากส่งให้ลูก - หลาน เข้ามาทำงานรับราชการกัน เพราะเขายังไม่ทราบความหมายของคำว่า "ข้าราชการ" ที่แท้จริง...แต่มา ณ ปัจจุบันภาครัฐพยายามปรับบทบาทลง แต่อำนาจก็ยังมีอยู่ในตัวของโครงสร้างเอง...

         แต่ในตัวของสายบังคับบัญชานั้น ก็ขึ้นอยู่การกระทำตัวของ "บุคคล" ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น "หัวหน้า" "ผู้บังคับบัญชา" คือ ตัวตนของผู้นั้นที่ได้เข้ามารับหรือครองตำแหน่งหัวหน้าหรือผู้บังคับบัญชา ว่า...บุคคล คนนั้น มีความยุติธรรม ต่อการทำงาน ต่อลูกน้อง ต่อเพื่อนร่วมงานมากน้อยเพียงใด...ถ้าบุคคลใดมีจิตใฝ่ไปทางด้านเผด็จการ ก็จะแสดงถึงความมีอำนาจในการทำงานแบบล้นเหลือ บางครั้งทำให้เพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง รู้สึกอึดอัด บางคนถึงกับบอกว่า "บ้าอำนาจ" เรียกว่า...เมื่อเขาให้สวมหัวโขนแล้วกลับใช้หัวโขนในด้านของการทำงานแบบรุนแรง ไม่มีคำว่า...ประนีประนอมกัน...ใช้ความคิดและอำนาจสั่งการของตนเองเป็นใหญ่...สถานการณ์แบบนี้จะทำให้เพื่อนร่วมงานหรือลูกน้องไม่เกิดสุขในการทำงาน เวลาเกิดเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น ลักษณะการทำงานแบบนี้ก็จะเป็นลักษณะตัวใคร ตัวมัน ไม่ค่อยสนใจกัน เรียกว่า "ไม่ได้ใจกัน"  แต่สถานการณ์แบบนี้ ก็จะมีข้อดี - ข้อเสียในตัวของมันเองเช่นกัน...

        สำหรับอีกสถานการณ์หนึ่ง หัวหน้าหรือผู้บังคับบัญชาบางคนเมื่อได้รับตำแหน่งและได้รับบทบาท แต่ก็ไม่ได้นำเรื่องอำนาจมาใช้ อาจนำมาใช้บ้างแต่ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ณ สถานการณ์หนึ่ง ใช้หลักคุณธรรมมาใช้ในการทำงาน ก็จะทำให้การทำงานนั้น เกิดสุข สุขสำหรับเพื่อนร่วมงานและลูกน้อง ลักษณะการทำงานแบบนี้ จะทำให้หัวหน้าหรือผู้บังคับบัญชาได้ใจลูกน้อง เวลาเกิดปัญหาใด ๆ เกิดขึ้น ลูกน้องก็จะรักและปกป้อง เกิดการทำงานกันด้วยใจ มีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้น ก็จะบอกกัน ร่วมกันคิดแก้ไขปัญหานั้น ๆ ให้ผ่านไปด้วยดี สถานการณ์แบบนี้ก็เช่นกัน มีข้อดี - ข้อเสียในตัวของมันเองเช่นกัน...

        ณ ที่ทำงาน เรียกว่า เกือบจะทุกแห่งที่เมื่อตัวของเราได้เป็นลูกน้อง ลูกน้องที่ดี ต้องหมั่นเรียนรู้งานในหน้าที่ของตนเองที่ได้รับมอบหมายได้ทำ และทำให้ดีที่สุด...แต่เมื่อหัวหน้ามอบหมายงานให้ทำก็ไม่ควรที่จะปฏิเสธงานที่ได้รับมอบหมาย เพราะนั่นหมายความว่า...ท่านได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้าให้ท่านได้แสดงฝีมือ แสดงผลงานของท่าน...สิ่งที่ท่านจะได้รับและเก็บเป็นประสบการณ์ชีวิตของการทำงาน นั่นคือ ความรู้ที่ท่านได้รับโดยไม่รู้ตัวว่า...การทำงานในครั้งที่ท่านได้รับมอบหมายมันกลับกลายเป็นองค์ความรู้ที่สั่งสมในตัวของท่านเอง...คราวนี้ท่านยังอายุน้อย ๆ อาจจะยังไม่ได้ใช้ แต่เมื่อตราบใดที่ท่านได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น...ความรู้ที่ท่านได้รับและสะสมขึ้นเรื่อย ๆ นั้น มันจะสามารถนำมาใช้ในกับสถานการณ์หนึ่ง โดยที่บางคนไม่เคยได้ปฏิบัติเช่นท่าน เขาก็จะไม่สามารถปฏิบัติหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดนั้นได้ แต่ท่านกลับสามารถปฏิบัติงานนั้นให้สำเร็จลงได้...นี่คือ...ประสบการณ์ชีวิตการทำงานที่แต่ละคนได้รับและมีความแตกต่างกันนั่นเอง...

        ลูกน้องที่ดี ไม่ควรปฏิเสธเรื่องการทำงาน...ไม่ควรทำให้หน่วยงานแตกความสามัคคี...ไม่ควรนินทาเพื่อนร่วมงาน ควรเอาใจเขามาใส่ใจเรา...ไม่ควรนินทาหัวหน้าตนเอง...ไม่ควรนำความในของหน่วยงานไปขยายความต่อสาธารณชน...งานบางอย่างเป็นความลับก็ไม่ควรที่จะนำไปเผยแพร่ให้ใครต่อใครได้รับทราบ...ควรเชื่อเหลือกันภายในหน่วยงาน มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน...ช่วยเหลือกันเพื่อให้งานบรรลุผลสำเร็จ...มีจิตใจมุ่งมั่นเพื่อให้งานสำเร็จมากกว่า...ไม่ควรนำเรื่องราวส่วนตัวของเพื่อนร่วมงานอีกคนหนึ่งไปบอกเพื่อนอีกคนหนึ่งในทางที่มีอคติ...(หากเป็นไปได้ควรพูดกันถึงเรื่องการทำงานให้มาก ๆ จะดีกว่า)...ยามใดที่มีเรื่องราวที่จะบอกกัน ควรบอกด้วยใจ ใจคิดอย่างไร ปากก็ควรพูดแบบนั้น ไม่ใช่ใจอย่าง...ปากก็พูดอีกอย่าง...ซึ่งจะทำให้เกิดการบาดหมางภายในหน่วยงานได้...แต่การทำงาน บางครั้งก็เป็นเรื่องยาก ๆ ที่จะบอกให้ปฏิบัติแบบข้างต้นได้...ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมส่วนลึกของบุคคลคนนั้นว่าจะทำได้หรือไม่ และขึ้นอยู่กับจิตใต้สำนึกของบุคคล คนนั้น ที่สามารถนึก คิดและแยกแยะออกว่าสิ่งใดควรทำและไม่ควรทำ...สำหรับเพื่อนร่วมงานด้วยกัน ถึงแม้สนิทกันก็ไม่ควรใช้นิสัย "การยุแย่" เพื่อให้เพื่อนร่วมงานเกิดการแตกแยกกันภายในหน่วยงาน...

         สำหรับปัจจุบัน ภาครัฐได้นำเรื่องของการทำงานเป็นทีมเข้ามามีบทบาทในการทำงานมากขึ้นเพื่อขจัดหรือลดปัญหาในเรื่องของอำนาจให้ลดลง แต่ไม่ถึงกับหมดไปเลยทีเดียว คำว่า "การทำงานเป็นทีม" จึงมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานในยุคปัจจุบันนี้

         คำที่กล่าวมาข้างต้น...ที่เกิดเรื่องขึ้น เนื่องมาจาก "คนเราลืมนึกถึงไปว่า...ตัวเรามาทำงาน และจุดประสงค์ของการทำงาน นั่นคือ การทำงานให้ประสบผลสำเร็จ...แต่พอเมื่อลืมนึกถึงเรื่องงาน จิตใจก็มักจะมุ่งไปนึกถึงเรื่องอื่น ๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้น จึงทำให้เกิดปัญหาในการทำงานเสียส่วนใหญ่...และทำให้หน่วยงานไม่เกิดสุข...สุดท้ายก็จะทำให้เกิดเรื่องต่าง ๆ รวมทั้งงานก็จะไม่บรรลุผลสำเร็จได้...

                                "แล้วท่านที่ได้เข้ามาอ่านล่ะ...ปัจจุบันเป็นลูกน้องที่ดีหรือไม่???????"...






หมายเลขบันทึก: 518308เขียนเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2013 04:48 น. ()แก้ไขเมื่อ 21 ตุลาคม 2013 08:14 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

สงวนลิขสิทธิ์ © 2005-2021 บจก. ปิยะวัฒนา
และผู้เขียนเนื้อหาทุกท่าน
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี