เปิดกรุภูมิปัญญา "การแพทย์แผนไทย" สู้ภัยร้อนสุดๆ ของประเทศ รสชาติของพืชผักสมุนไพร ช่วยปรับอุณหภูมิของร่างกาย โดยจะเน้นหนักให้ใช้พืช ผัก ผลไม้ อาหาร รสขม รสจืด และรสเย็น ในการถ่วงความร้อนของร่างกาย...
          นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยถึงวิธีการคลายร้อนในช่วงที่อุณหภูมิของประเทศไทยร้อนสูงสุดในรอบปี ในศาสตร์ของการแพทย์แผนไทยที่สืบทอดจากวัฒนธรรมพื้นบ้านตั้งแต่โบราณ คนไทยโบราณจะยึดหลักวิถีชีวิตแบบไทยคือ ร้อนมากก็จะรวมตัวกันใต้ต้นไม้ใหญ่เพื่อรับลมเย็น ร่มเงา และออกซิเจนจากต้นไม้ใหญ่ เปรียบเสมือนเครื่องปรับอากาศสมัยนี้ ไม้มงคลต่างๆ ทั้งไม้พุ่มยืนต้นทรงสูง เช่น จำปี ลำดวน มะตูม ทรงบาดาล เป็นต้น หรือแม้แต่พืชคุมดิน ก็ช่วยเก็บความชื้นได้ ไม้เลื้อยสามารถเป็นกันสาดคล้ายม่านป้องกันแดด เช่น สร้อยอินทนิน รางจืด เล็บมือนาง กระดังงา ซึ่งมีกลิ่นหอมสดชื่น เป็นต้น ต้นโมก ไผ่แคระ สวนไม้พุ่มกระถาง จะดูดซับความร้อน ช่วยลดแสงสะท้อนจากรั้วคอนกรีต ป้องกันการแผ่ความร้อนเข้าสู่บ้านได้ 

          นายแพทย์สุพรรณ กล่าวต่อว่า นอกจากต้นไม้ที่ช่วยลดโลกร้อนแล้ว หลักทฤษฎีการแพทย์แผนไทย จะใช้รสชาติของพืชผักสมุนไพร ช่วยปรับอุณหภูมิของร่างกาย โดยจะเน้นหนักให้ใช้พืช ผัก ผลไม้ อาหาร รสขม รสจืด และรสเย็น ในการถ่วงความร้อนของร่างกาย การรับประทานอาหารที่เหมาะสมจะลดอุบัติการณ์การเกิดโรคได้ ถือว่าเป็นวิธีการป้องกันที่ดีอีกวิธีการหนึ่ง 

          นายแพทย์สุพรรณ กล่าวด้วยว่า กลุ่มพืช ผักรสขม ที่แนะนำ เช่น มะระจีน มะระขี้นก สะเดา ขี้เหล็ก รสจืดและเย็น ได้แก่ ผักบุ้ง ฟัก แฟง แตงกวา บวบ บัวบก ตำลึง แตงโม แตงไทย รากบัว เป็นต้น น้ำชาชงเบญจเกสร สรรพคุณ ช่วยให้สดชื่น บำรุงหัวใจ เกสรทั้งห้า ประกอบด้วย เกสร ดอกพิกุล บุนนาค สารภี บัวหลวง มะลิ ซึ่งทุกบ้านสามารถหาวัตถุดิบมาปรุงได้เอง แต่ต้องระวังดอกมะลิต้องไม่มีการปนเปื้อนสารเคมี.

ขอบคุณที่มาจาก ไทยรัฐ


 ก็อย่างที่โบราณเค้าว่ากันว่า หวานเป็นลมขมเป็นยา สิ่งที่น่าคิดก็คือ ทำไมของที่มีประโยชน์ส่วนใหญ่มักจะมีรสชาติที่ไม่น่ารับประทาน ไม่อร่อยลิ้นเอาเสียเลย ก็อย่างเช่นเจ้ามะระนี่หล่ะค่ะ ที่มีรสชาติขมซะจนไม่อยากจะรับประทาน ภายใต้หน้าตาที่อัปลักษณ์ของมัน ถึงเวลาแล้วที่เราจะหันมาปฏิวัติการกินเสียใหม่นะคะ ชาวเอเชียรู้จักกันดีถึงสรรพคุณของมะระ แต่ชาวฝั่งตะวันตกกลับกลัวที่จะกินมัน ทั้งที่ยังไม่รู้ประโยชน์ที่แสนจะอัศจรรย์ของมันแม้แต่น้อย เรามาดูประโยชน์ของมะระกันเลยดีกว่านะคะ

 อย่างแรกเลย คือ ความขมของมะระนั้นสามารถช่วยให้เราเจริญอาหาร เพราะสารขมที่อยู่ในมะระนั้นจะช่วยกระตุ้นให้น้ำย่อย ออกมามากจึงทำให้รับประทานอาหารได้มากขึ้น ซึ่งเราอาจจะนำมะระไปลวก หรือเผาไฟจิ้ม แล้วนำมาจิ้มกับน้ำพริกก็ได้นะคะ

 ต่อมา..ก็คือ คุณสมบัติในการการบำบัดและรักษาโรคเบาหวานระยะเริ่มต้น ด้วยสารอาหารในมะระ ซึ่งทำหน้าที่เพิ่มเบต้าเซลล์ในตับอ่อน โดยการกระตุ้นให้เกิดการสร้างอินซูลิน (ฮอร์โมนควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด) อีกทั้งมะระยังมีเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรต สารอาหารจะผสมอยู่ในรูปของโปรตีน ซึ่งสามารถบรรเทาอาการเจ็บป่วยที่เกิดจากโรคตับและโรคเบาหวานได้ มะระยังสามารถแก้โรคตับอักเสบ ปวดหัวเข่า ม้ามอักเสบได้ค่ะ โดยรับประทานมะระดิบเป็นประจำจะช่วยได้ค่ะ

  นอกจากนี้มะระยังมีคุณค่าทางอาหารมากมาย เพราะอุดมไปด้วยฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินซี วิตามินบี1 - บี3, เบต้าแคโรทีน, ไฟเบอร์, ธาตุเหล็ก, โพแทสเซียม, เป็นต้น
  เมนูอาหารจากมะระ ได้แก่ ต้มจืดมะระยัดไส้, มะระต้มจับฉ่าย, ผัดะมะระหมูสับ, มะระผัดกุ้ง, มะระผัดน้ำมันหอย เป็นต้น หากจะลดความขมของมะระต้องลวกหรือต้มนาน ๆ โดยคลุกเคล้ากับเกลือก่อนที่จะนำไปปรุง หรือต้มน้ำแล้วเทน้ำทิ้ง 1 ครั้ง ก่อนนำมารับประทาน จะช่วยให้กินมะระได้อย่างสบายใจ

  แถมท้ายอีกนิดนะค่ะ ด้วยข้อควรระวัง เราทานมะระที่ดิบ ๆ กันได้ แต่ห้ามรับประทานมะระที่มีผลสุกนะค่ะ เพราะอาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียนได้ค่ะ เนื่องจากมีสารซาโปนินอยู่มาก ซึ่งสารนี้จะทำให้เป็นพิษต่อร่างกายค่ะ อีกอย่าง อย่าทานมะระมากจนเกินไปนะค่ะ เพราะจะทำให้ท้องเสีย เนื่องจากมีฤทธิ์เป็นยาระบาย

 โอ้โห!!! ไม่น่าเชื่อเลยนะค่ะ ว่ามะระที่มีรสชาติที่ขม ไม่น่ารับประทาน ที่ใครหลายคนไม่ชอบรับประทานกันนั้น จะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายจนเราคาดไม่ถึงขนาดนี้ ดังนั้นเราควรจะหันมารับประทานมะระกันบ้างนะค่ะ จะได้มีสุขภาพที่ดีกันนะค่ะ