มาตรฐานที่ 9 ความเป็นครู

Kruchynoy
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

มาตรฐานที่ 9  ความเป็นครู

สาระความรู้

  1. ความสำคัญของวิชาชีพครู  บทบาท  หน้าที่  ภาระงานของครู

ความสำคัญของครู

  จากอดีตที่ผ่านมา  ครูมีความสำคัญต่อสังคมมากมาย  จนกระทั่งสังคมยกย่องให้ครูเป็นปูชนียบุคคล,  เป็นพ่อแม่คนที่สองของศิษย์  เพราะนอกจากครูจะคอยสั่งสอนอบรมวิชาความรู้ต่าง ๆ  แล้วครูจะต้องคอยดูแลเอาใจใส่ต่อสุขทุกข์ของศิษย์  ความเจริญก้าวหน้าของศิษย์และคอยปกป้องมิให้ศิษย์กระทำความชั่วต่าง ๆ อีกด้วย  งานของครู  เป็นงานสร้างสรรค์ที่บริสุทธิ์เพราะเป็นการวางรากฐานความรู้  ความดี  และความสามารถทุกๆด้านแก่ศิษย์  เพื่อช่วยให้สามารถดำรงตนเป็นคนดี  มีอาชีพเป็นหลักฐาน  และเป็นประโยชน์แก่สังคม  เพื่อความสำเร็จ  ความก้าวหน้าและความสุขความเจริญของผู้อื่นตลอดชีวิต  จะเห็นได้ว่า ครูไม่ใช่บุคคลธรรมดาแต่ครูเป็นบุคคลที่มีความสำคัญต่อสังคมและประเทศชาติอย่างยิ่งเพราะครูเป็นทั้งผู้สร้าง  และผู้กำหนดอนาคตของเยาวชน  สังคมและประเทศชาติ  ให้พัฒนาไปในทิศทางที่ต้องการและถูกต้องแต่ความคาดหวังที่หลายฝ่ายหวังไว้กับครู  จะสำเร็จได้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบ  ความตั้งใจจริง  ความเสียสละ  ความเอาใจใส่  ความอดทน  ในการที่จะอบรมสั่งสอนศิษย์ของครูนั่นเอง

บทบาทและหน้าที่ของครู

  ในสภาพปัจจุบัน  ครูนับว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติเพราะครูมีหน้าที่ต้องพัฒนาคน  พัฒนาความคิด  พัฒนาความรู้  และพัฒนาคุณธรรม  จริยธรรมให้แก่เยาวชนของชาติ  เพื่อที่พวกเขา  จะได้เป็นคนที่มีคุณภาพของสังคมต่อไป  ดังนั้นจึงได้กำหนดบทบาทหน้าที่ของครูไว้ดังนี้

  1.  ครูจะต้องเป็นนักวิจัย  เก็บข้อมูลให้ละเอียดว่าปัญหาสังคมในปัจจุบันมีอะไรที่ครูจะต้องร่วมมือแก้ไข

  2.  ครูต้องเป็นนักวิเคราะห์  เมื่อหาข้อมูลมาพร้อมก็นำปัญหาเหล่านั้นมาวิเคราะห์ต้นตอของปัญหาให้ละเอียด

  3.  ครูต้องเป็นนักวิจารณ์ทั้งปัญหาของตนเอง  ของนักเรียนและสังคมด้วยวิธีจิตวิทยาเพื่อความกระจ่างของปัญหา  ครูจะต้องเป็นคนกล้าที่จะแสดงว่า  ครูเข้าใจปัญหาและพร้อมที่จะแก้ปัญหา

4.  ครูจะต้องมีความสามารถนำคุณค่าของบทเรียนมาเป็นตัวเชื่อมโยงผสมผสานให้เกิด

การแก้ไขปัญหาในสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ

  สรุปได้ว่า  ครูจะต้องทำทุกวิถีทาง  เพื่อที่จะทำให้นักเรียนเกิดการพัฒนาทุกด้าน  มีความก้าวหน้า  ทั้งทางด้านความรู้  สติปัญญา  และคุณธรรม  ประพฤติตนเป็นคนดีของสังคม  แต่สิ่งที่หวังจะเป็นจริงได้  ครูจะต้องพัฒนาตนเอง  ให้เป็นผู้มีความรู้  ความสามารถด้านการสอน  เป็นผู้มีคุณธรรม  จริยธรรม  ประพฤติตนดี  เป็นที่น่าเคารพนับถือ  รวมทั้งเป็นแบบอย่างที่ดี แก่เยาวชนและสังคมเสียก่อน  จึงจะได้ชื่อว่าเป็นครูได้เหมาะสมกับบทบาทและหน้าที่

  ภาระงานของครู/อาจารย์ หมาย ถึง งานในหน้าที่ความรับผิดชอบ ที่มีปริมาณและคุณภาพอย่างน้อยเท่ากับเกณฑ์ขั้นต่ำที่สถาบันยอมรับ เพื่อแสดงความผูกพันในหน้าที่และความรับผิดชอบที่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งจะอำนวยให้ผู้สอนสามารถจัดสรรโอกาส เพื่อพัฒนาตนเอง และ พัฒนางานในหน้าที่ให้เกิดผลดี กรอบภาระงานของครู/อาจารย์ แบ่งออกเป็น ๗ ประเภท คือ

๑. งานการผลิตบัณฑิต / ผู้เรียน

๒. งานวิจัยและสร้างสรรค์วิชาการ

๓. งานบริการทางวิชาการ

๔. งานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม

๕. งานกิจการของผู้เรียน

๖. งานบริหารและบริการ

๗. งานเฉพาะกิจ (งานที่สถาบันมอบหมายให้ปฏิบัติ)

  2.การพัฒนาวิชาชีพของครู

ความหมาย

  เนื่องจากครูต้องใช้ประสบการณ์และความรู้ทางวิชาชีพของตนในการสร้างสรรค์และดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอน  เพื่อนำผู้เรียนบรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ตามหลักสูตรที่กำหนดอย่างมีประสิทธิผล  และเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงของบริบททางการศึกษาอย่างรวดเร็วเช่นนี้  ภาระงานของครูจึงมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น  ครูจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้สามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่บกพร่อง  ซึ่งประเด็นนี้เป็นที่ยอมรับของทั้งตัวครูเอง  หน่วยงาน  และผู้เกี่ยวข้องตลอดมมา  ปัญหามีเพียงว่าจะพัฒนาอะไรของครู  พัฒนาเมื่อใดและพัฒนา อย่างไร

  Lieberman & Miller (1992) นิยามความหมายของการพัฒนาวิชาชีพของครู(Professional development of teachers) ว่า หมายถึงการปรับปรุงความรู้ ทักษะ ความสามารถและสภาวะการณ์ที่สำคัญเพื่อให้ครูได้เรียนรู้การทำงาน ซึ่งมีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า การพัฒนาระหว่างการปฏิบัติงาน (in-service) และการพัฒนาบุคลากร (Staff development)

  Maxwell (1999) กล่าวว่า  การพัฒนาบุคลากร (Staff  development)  คือ กิจกรรมใดๆ ก็ตามซึ่งตั้งใจที่จะเตรียมบุคลากรให้ปรับปรุงการปฏิบัติงานของตนในปัจจุบันและอนาคต ส่วน Professional development  นั้นหมายถึง กิจกรรมทำนองเดียวกันแต่จะกว้างกว่า เพราะรวมถึงกิจกรรมการพัฒนาที่ครูเป็นผู้ริเริ่มเองอีกด้วย 

  Yaxley (1991) ให้ความหมายของ  Teacher  development  ว่าคือการทำให้ครูสามารถแก้ปัญหาในการปฏิบัติงาน  เพื่อให้เกิดการสอนที่มีประสิทธิผล (Effective teaching) ซึ่ง Castetter (1981) กล่าวถึงจุดหมายปลายทางของการพัฒนาบุคลากร (Staff  development) ว่าเพื่อให้เกิดความตระหนักในตน (Self – realization) ให้บุคคลสามารถรับผิดชอบสูงขึ้นและไปถึงจุดที่สถาบันคาดหวังจะให้เป็น  ทั้งในแง่ความก้าวหน้าทางวิชาชีพและความเติบโตของตนเอง

  ในงานวิจัยนี้จะใช้ความหมายของการพัฒนาวิชาชีพของครู (Professional  development)  ดังต่อไปนี้

  การพัฒนาวิชาชีพของครู (Teacher  professional development) หมายถึง  กิจกรรมใด ๆ ในระหว่างการปฏิบัติงานของครู ทั้งที่เป็นไปตามแผนหรือครูริเริ่มเอง  ในการปรับปรุงความรู้  ทักษะและเจตคติที่มีเป้าหมาย  เพื่อให้ครูมีพัฒนาการทางวิชาชีพ 

ระดับของการพัฒนา

  Beeby (อ้างถึงใน Maxwell  1999) กล่าวว่า การพัฒนาบุคลากร เป็นหนึ่งในกระบวนการหลาย ๆ อย่าง  ของโรงเรียนที่มุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางบวก  ด้วยการปรับปรุงความรู้  ทักษะและเจตคติครู ซึ่งความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะมีผลต่อระบบของการศึกษา  เพราะปัจจัยสำคัญของการพัฒนาการศึกษาคือ

    1)   ระดับของการศึกษา (General  education) ของครูในระบบการศึกษา

    2)   จำนวนและประเภทของการฝึกอบรมที่ครูได้รับระหว่างการปฏิบัติงาน 

  ปัจจัยทั้งสองประการช่วยให้จำแนกโรงเรียนออกเป็น 4 กลุ่ม  ตามระดับพัฒนาการดังต่อไปนี้ (Beeley, อ้างถึงใน Maxwell, 1999)

  1)   The  dame  school  stage  มีครูที่มีการศึกษาน้อยได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติมน้อย  ครูมักใช้วิธีการควบคุมนักเรียนปฏิบัติตามคำสั่งเหมือนเป็นเครื่องยนต์กลไก

  2)   The  stage  of  formalism  มีครูที่ได้รับการฝึกอบรมเพื่อทำหน้าที่ครูแต่มีการศึกษาน้อย  การเรียนจะเป็นแบบ  passive  นักเรียนสื่อความหมายกับครูได้ยาก  ความรู้ของนักเรียนแคบและถูกจำกัดโดยความรู้น้อยของครู  การใช้หลักสูตรเป็นไปอย่างเข้มงวด  ควบคุมไม่ให้ผิดเพี้ยน

  3)   Stage  of  transition  เป็นโรงเรียนที่ครูได้รับการฝึกอบรมมามากและครูมีการศึกษาสูงกว่าระยะที่ 2 ครูจะใช้ความรู้อื่น ๆ นอกเหนือจากตำรามาประกอบการสอน  แต่ยังเน้นอยู่กับ “ข้อเท็จจริง” และ “พื้นฐาน”

  4)   Stage  of  meaning มีครูมีการศึกษาสูงและได้รับการฝึกอบรมทักษะด้านต่าง ๆ ดี  การเรียนการสอนจึง  มีชีวิตชีวาและสอดคล้องกับความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน  ครูมุ่งพัฒนานักเรียน “ทั้งตัว”  ด้วยวิธีสอนแบบสืบเสาะและครูมีความรู้พร้อมที่จะนำนักเรียนแสวงหาความรู้อื่นเพิ่มเติมนอกเหนือจากหลักสูตร

  นอกเหนือจากการใช้ปัจจัยทั้งสองประการในการจำแนกประเภทของโรงเรียนแล้ว Beeley ยัง กล่าวถึงบทบาทของปัจจัยสองประเภทต่อการเปลี่ยนแปลงของครูด้วย กล่าวคือครูคนใดก็ตามจะมีการเปลี่ยนแปลงทางวิชาชีพหรือไม่ จะขึ้นอยู่กับ

    1)   ความสามารถในการปฏิบัติงาน (Ability) หมายความว่าครูคนนั้นได้รับการศึกษาและการฝึกอบรมเพิ่มเติมทางวิชาชีพมากน้อยเพียงใด มีความสามารถในการปฏิบัติงานเพียงใด

  2)  ระดับที่จะเปลี่ยนแปลงได้อีก (Capacity to change) หมาย ความว่าขณะนี้ครูคนนั้นปฏิบัติงานอยู่ในระดับใด หากผลการปฏิบัติงานยังห่างไกลเป้าหมาย ก็มีโอกาสที่จะพัฒนาทางวิชาชีพได้อีกมาก แต่หากเป็นครูที่มีระดับผลการปฏิบัติงานสูงมากอยู่แล้วก็จะมีการเปลี่ยนแปลง ได้อีกน้อย

  นอกจากระบบโรงเรียนจะมีการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงแล้ว Fred et .al (อ้างถึงใน  Maxwell  1999)  ก็กล่าวถึงลำดับขั้นพัฒนาการของครูในวิชาชีพครูว่ามี  4  ขั้นตอน  ดังต่อไปนี้

    1)   Beginning  student  teacher  ขั้นตอนแรกนี้ครูใหม่จะหมกมุ่นอยู่กับระเบียบห้องเรียน  กิจวัตรประจำวันและพิธีการต่าง ๆ

    2)   Concentration  upon oneself  as  a  teacher  ครูในขั้นนี้จะสนใจสิ่งที่เหนือกว่าระเบียบของห้องเรียนและให้ความสำคัญกับสมรรถภาพของการสอน (Teaching  competencies)

    3)   Concentration  upon  student  lerning  ครูจะเริ่มสบายอกสบายใจกับสมรรถภาพการสอนของตนและเริ่มเปลี่ยนมาให้ความสนใจและทำความเข้าใจกับการเรียนรู้ของนักเรียน  (Student  learning)

    4)   Autonomous  teacher  ครูบางคนอาจจะไม่สามารถพัฒนาตนเองจนถึงขั้นนี้ได้  ในขั้นนี้ครูจะทำตัวเป็นผู้เสาะแสวงหาหลักการพื้นฐานของการสอน ( Foundation  of  teaching)

  จากแนวคิดทั้งของ  Beeby  และ Fred  et.al  แสดงให้เห็นความเกี่ยวข้องกันระหว่างลำดับขั้นทั้งสองรูปแบบนี้  จะเห็นว่าแต่ละรูปแบบเริ่มที่ความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎระเบียบและค่อย  ๆ  ปรับเปลี่ยนจากการทำตัวเองให้เข้ากับมาตรฐานไปสู่ขั้นสูงที่พยายามทำความเข้าใจงานอย่างลึกซึ้ง 

แนวคิดในการพัฒนา

  สภาพการณ์ของการพัฒนาวิชาชีพครูนั้น Lieberman & Miller (1992) สรุปว่านับแต่ช่วงปี  1970  เป็นต้นมา  นักการศึกษาได้พบความเกี่ยวข้องระหว่างการพัฒนาครู  การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงาน  และการพัฒนาโรงเรียนจนเปรียบเทียบว่า การพัฒนาครูคือการสร้างวัฒนธรรมทางวิชาชีพ (Staff development  as professional culture building) แนวคิดและรูปแบบการพัฒนาวิชาชีพครูเริ่มเปลี่ยนโดยผลของงานวิจัยต่างๆ จากช่วงปี  1970-1980  สรุปได้ว่า

    1)  โรงเรียนคือสถานที่ซึ่งครูคือนักวิชาชีพ  ผู้ซึ่งมีบทบาทสูงในฐานะผู้นำทางวิชาชีพ  นักเรียนจะต้องได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถทันความเปลี่ยนแปลง

    2)   โรงเรียนคือผู้นำในการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา  ความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ทางการศึกษา  เริ่มเกิดขึ้นในโรงเรียน

  3)   การพัฒนาวิชาชีพ  เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องและเป็นส่วนหนึ่งของงานสอน  และการวิจัยในชั้นเรียนของครูเป็นแนวทางใหม่ในการพัฒนาวิชาชีพไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงการไปร่วมโครงการหรือการศึกษาจากชุดฝึก (Package)

  4)   สถานที่ที่ครูจะพัฒนาวิชาชีพครูได้ดีที่สุดคือโรงเรียน

  5)   การพัฒนาวิชาชีพที่มีประสิทธิผลคือ “การทำงานตามปกติ” (steady work)

  (Lieberman & Miller, 1992)

ผลกระทบของการพัฒนา

  การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาใด ๆ ก็ตาม จะกระทบต่อครูเป็นคนแรก  เพราะครูจะถูกขอให้เปลี่ยนความคิด ความเชื่อ ความเคยชินของตนว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม  จะ ต้องคิดและทำแบบใหม่ เพื่อให้ผลการคิดและทำแบบใหม่ของครูสอดคล้องตามเจตนารมณ์ของประเทศชาติและ สังคม ซึ่งทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมือง พัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรม เทคโนโลยี ฯลฯ ครูจะตกเป็นจำเลยของสังคมในฐานะที่ "ขาดความรู้ ขาดทักษะ ขาดสมรรถภาพและขาดคุณลักษณะที่ดี" ทุกครั้งไป (Sikes, 1993) ดังนั้นครูจึงมีสถานภาพที่เป็นทั้งเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลง (subject) และเป็นทั้งผู้นำการเปลี่ยนแปลง (change agent) ในคราวเดียวกัน ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการศึกษาต้องให้ความสำคัญต่อผลที่จะเกิดขึ้นเมื่อครูต้องพัฒนาตนเองด้วย

  การพัฒนาการศึกษาใด ๆ จะเกิดขึ้นใน 2 ลักษณะ ลักษณะแรกคือ การเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากการกำหนดมาจากภายนอก ลักษณะที่สองคือ การเปลี่ยนแปลงอันจะเกิดจากความตระหนักในการพัฒนาหรือแก้ปัญหาของครูด้วยตน เองภายในโรงเรียน การพัฒนาทั้ง 2 ลักษณะจะมีผลต่อครูและต่อการดำเนินงานของโรงเรียนแตกต่างกัน ในกรณีของลักษณะแรก  ความ เปลี่ยนแปลงอันเกิดจากการกำหนดจากภายนอก เช่น การให้ครูใช้นวัตกรรมใหม่นั้น ส่วนใหญ่ล้มเหลวหรือใช้เวลามากเกินความคาดหมาย เพราะส่วนใหญ่จะใช้วิธีการเชิงเหตุผลระดับสูงยิ่ง (Hyper-rational approach) ซึ่งไม่ให้ความสนใจคุณลักษณะพื้นฐานของครูว่าครูคือคน (people) และโรงเรียนคือสถาบันสังคม (social constitution) (Wise อ้างถึงใน Sikes, 1993)

  ใน การพัฒนาการศึกษานั้นจะต้องควบคู่กับการพัฒนาวิชาชีพของครูด้วยเสมอ เพราะเป็นการเปลี่ยนสภาพการทำงาน วิธีการทำงาน ความรู้ ทักษะ ความเชี่ยวชาญ ความเชื่อ ความเข้าใจและคุณภาพของการทำงานของครู  ซึ่งจะกระทบไปถึงชีวิตส่วนตัว ครอบครัว สังคม ฯลฯ ของครูด้วยเช่นกัน Fullan (อ้างถึงใน Sikes, 1993) กล่าวว่าความล้มเหลวของการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาเนื่องจากลืมคิดว่า "การเปลี่ยนแปลงครู คือ การเปลี่ยนแปลงชีวิตของคน" ดังนั้น Sikes จึงเสนอแนะว่า การพัฒนาครูต้องมองให้เข้าใจสิ่งต่อไปนี้

1)  ครูคือบุคคล (Teacher as person)

  ครู คือ คนที่มีอาชีพเป็นครู แต่ละคนจะมีประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกัน ประสบการณ์ชีวิตนี้เองที่มีอิทธิพลต่อความคิด ความเชื่อ และคุณลักษณะอื่น ๆ ของแต่ละคนซึ่งจะถูกนำเข้ามาผสมผสานกับการอบรมในสถาบันฝึกหัดครู ซึ่งจะมองเห็นว่าการจัดการศึกษาให้แก่ครูแต่ละยุคสมัยก็จะแตกต่างกันอีกด้วย ดังนั้นความเป็นครูจึงมี "ยุคสมัย" เข้ามาเกี่ยวข้อง Sikes (1993) กล่าวว่าผลการวิจัยสะท้อนว่าครูที่มีอายุใกล้เคียงกันจะมีประสบการณ์  การรับรู้  เจตคติ  ความพึงพอใจ ความขับข้องใจ  ความตระหนัก แรงจูงใจ ฯลฯ คล้ายคลึงกัน แม้ว่าจะมีความแตกต่างกันบ้างตามลักษณะของโรงเรียน  ที่ตั้งของโรงเรียน  วิชาที่สอน  ระบบบริหารโรงเรียนสิ่งเหล่านี้จะมีผลกระทบต่อความเปลี่ยนแปลงที่มาจากภายนอกทั้งทางบวกและทางลบ  ตัวอย่างเช่น  ครู จะตัดสินใจไม่ยอมรับนวัตกรรมโดยไม่มีเหตุผลหรือมีเหตุผลเพียงเพราะว่าเพื่อน คนอื่นไม่ยอมรับ หรือครูจะรู้สึกยอมแพ้ต่อนวัตกรรมและรู้สึกว่าตนเอง "ตกยุค" ถดถอยไปเลยก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น

2)   จุดหมายและเป้าหมายของครู (Teachers' aims and purposes)

  เป็น ความเข้าใจที่ชัดเจนมานานแล้วว่า จุดหมาย และเป้าหมายของคนมีอิทธิพลต่อการรับรู้และพฤติกรรมการปฏิบัติงานของคน ครูคนที่ตั้งเป้าหมายให้นักเรียนผ่านการสอบกับครูที่มองว่าตนเองคือท่อความ รู้ กับครูที่มองว่าตนเองคือผู้สอนให้นักเรียนอยู่ในสังคมและครูที่มองว่าการสอน เป็นอาชีพหนึ่ง จะมีพฤติกรรมการทำงานที่แตกต่างกันไปด้วย  ซึ่งแม้ว่าจะหาจุดลงตัวได้ยากแต่ "ครูจะทำงานตามแบบที่ตนเองคิด เป็นครูอย่างที่ตนเองต้องการเป็น" (Sikes, 1993) โดยไม่สนใจว่าค่านิยมของตนจะถูกหรือผิด

  เมื่อ ได้รับการพัฒนา หมายความว่า ครูจะไม่สามารถเป็นอย่างที่เคยเป็น ทำอย่างที่เคยทำได้ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเกิดทั้งด้านบวกหรือลบเช่นกัน เช่นครูอาจจะรู้สึกว่าทักษะที่มีอยู่ไม่เพียงพอที่จะไปถึงเป้าหมายเสียแล้ว หรืออาจจะรู้สึกว่าตนเองมีทักษะมากเกินพอก็อาจจะปรับเปลี่ยนเป้าหมายของตน

  3)   บริบทของงานและเงื่อนไข (Work context and condition)

  ครู ส่วนใหญ่คิดว่าบริบทของงานและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ตนเองกำลังเผชิญหน้าอยู่ ไม่ดีพอ เกือบทุกคนจะกล่าวเหมือนกันว่าถ้าสิ่งต่าง ๆ พร้อมมากกว่านี้จะทำงานได้ดีกว่านี้ ซึ่ง OECD (อ้างถึงใน Sikes, 1993) ก็ มีความเห็นคล้อยตามครูว่า แม้ว่าครูคือปัจจัยหลักของคุณภาพการศึกษา แต่สิ่งที่ครูทำนั้นก็มีข้อจำกัดโดย หลักสูตร การจัดองค์กรและบริบททางสังคมที่อยู่แวดล้อมครู ดังนั้นผู้เกี่ยวข้องต้องทำความเข้าใจการทำงานของครูโดยไม่ลืมว่ามันขึ้น อยู่กับความมั่นคงยั่งยืนของขวัญกำลังใจ แรงจูงใจและโอกาสที่จะได้ทำสิ่งที่ต้องการของครู

  ความ พึงพอใจของครูที่มีต่อบริบทของงานและเงื่อนไขดังกล่าวมีผลทั้งทางบวกและลบ กล่าวคือ อาจช่วยให้ครูทำงานได้มากขึ้น คุณภาพดีขึ้น หรืออาจทำให้เฉยเมยต่อการพัฒนาไปเลย

  4)  วัฒนธรรมการทำงาน (Work culture)

  ในสถานศึกษาแต่ละแห่ง  มีการพัฒนาวัฒนธรรมของครูอันเป็นผลมาจาก  ความเชื่อ  ค่านิยม คุณลักษณะของบุคลากร นักเรียนและชุมชน ซึ่งผสมผสานกับ กฎระเบียบและบรรทัดฐาน จนเกิดเป็นที่มาของคำว่า "ที่นี่เราทำอย่างนี้" ซึ่งแต่ละสถานศึกษาจะแตกต่างกันออกไป แต่ผู้เกี่ยวข้องจะละเลยไม่ได้

  บุคคล สำคัญที่มีบทบาทสูงในวัฒนธรรมของโรงเรียน คือผู้บริหารโรงเรียน ซึ่งจะสะท้อนความคิดความต้องการออกมาผ่านทางยุทธศาสตร์การบริหารที่ใช้  กลุ่มคนที่ผู้บริหารส่งเสริม วิธีการที่ผู้บริหารปฏิบัติต่อบุคคลหรือสิ่งต่าง ๆ หรือโครงการที่ผู้บริหารให้ความสนับสนุนเป็นต้น

  การ เปลี่ยนแปลงจากภายนอก อาจถึงขั้นทำลายความเชื่อหรือค่านิยมของครูในโรงเรียน ผลที่เกิดขึ้นอาจทำให้ครูรู้สึกสับสน แปลกแยก ขาดความมั่นใจ ทุกข์ใจและลดความรับผิดชอบลงจนกว่าจะรับได้ถึงความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว  ก็จะค่อย ๆ สร้างกิจวัตรประจำวันใหม่ ประมวลสิ่งที่จะเป็นความเชื่อ ความหวัง  และค่านิยมใหม่ โดยผ่านกระบวนการผสมผสานวัฒนธรรมเดิมกับวัฒนธรรมใหม่ (acculturation) ซึ่งจะต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง อันเป็นช่วงเวลาที่ล่อแหลมต่อโรงเรียนโดยรวม

  Sikes (1993) กล่าว ว่า วัฒนธรรมของโรงเรียนสามารถต่อต้านหรือบิดเบือน เป้าหมายของการพัฒนาได้ไม่มากก็น้อย และจะเกิดขึ้นเกือบทุกครั้งที่มีความพยายามจะนำสิ่งใหม่เข้าสู่โรงเรียน

  Sikes (1993) ได้กล่าวถึงการวิจัยในปี 1986 ซึ่งเป็นการศึกษาพฤติกรรมของครูเมื่อได้รับการพัฒนาให้ปฏิบัติงานใหม่  โดยครูที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง อายุระหว่าง 37-45 ปี ซึ่งเป็นครูที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศอังกฤษ อเมริกาเหนือและประเทศต่าง ๆ ส่วนใหญ่ ครุกลุ่มนี้ถูกเจาะจงศึกษาเพราะเป็นกลุ่มที่เข้ามาเป็นครูพร้อม ๆ กัน เป็นจำนวนมากในช่วงปี 1970 ซึ่งทั่วโลกเกิดภาวะขาดแคลนครูและเร่งขยายกำลังการผลิตครูจนเกิดข้อสังเกตเรื่องคุณภาพของครูขึ้น 

  จากการศึกษาก่อนหน้านี้ Sikes สรุปว่า แม้ความเปลี่ยนแปลงของครูแต่ละคนขึ้นอยู่กับความทะเยอทะยาน  โอกาสที่จะก้าวหน้า  เพศ เพื่อนร่วมงาน วิชาที่สอน ระดับที่สอน การรับรู้ความเปลี่ยนแปลงจากภายนอก ปรัชญาและวิธีคิดเฉพาะตัว แต่พบว่า ครูที่อยู่ในวัยไล่เรี่ยกัน จะมีประสบการณ์คล้ายคลึงกัน  โดยเฉพาะครูซึ่งมีอายุ 37-45 ปี  ซึ่งเริ่มทำงานมาได้ประมาณ 20-30 ปี

จะมีบทบาทและความรับผิดชอบในระดับผู้บริหาระดับกลางหลายคนมีความอาวุโสและมี อิทธิพลต่อครูใหม่ ๆ ต่อวัฒนธรรม บรรยากาศและลักษณะพื้นฐานของโรงเรียน  ดังนั้น ความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในวิชาชีพของครูจึงมักได้รับอิทธิพลจากคนกลุ่มนี้

  Sikes สรุปว่า เมื่อครูกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากการพัฒนา จะมีพฤติการณ์เป็น 7 ลักษณะดังนี้

  1)   ทำเหมือนที่เคยทำ ครูจะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เป็นแฟชั่นซึ่งมาแล้วก็ไป ครูส่วนหนึ่งจึงไม่ให้ความสนใจที่จะพัฒนางานแต่จะใช้ความสามารถเฉพาะตัว มุ่งสร้างฉากให้เห็นเหมือนว่ามีความเปลี่ยนแปลงดังที่ Dale (1988 อ้างถึงใน Sikes 1993) กล่าวว่าครูยิ่งมีประสบการณ์มากเท่าใดจะยิ่งมีความสามารถในการตบแต่ง  กลบเกลื่อน ข้อความและคำพูดให้ดูเหมือนว่าความเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นแล้วทั้งที่ตามความเป็นจริง  ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น

  2)  รวมกลุ่มเพื่อปกป้องกัน บ่อยครั้งที่โรงเรียนมักจะแตกเป็นเสี่ยงเมื่อมีความกดดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลง  ครูที่ไม่ต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงจะรวมกลุ่มกันเพื่ออาศัยกลุ่มเป็นเครื่องปกป้องตัวเอง  ขณะเดียวกันก็เกิดคนอีกกลุ่มหนึ่งที่มองเห็นประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลง  มารวมกลุ่มเพื่อรับการเปลี่ยนแปลง  ซึ่งมีผู้ตั้งชื่อเหตุการณ์นี้ว่า "ปรากฏการณ์วงล้อม" (enclave effect) ซึ่งมีลักษณะชัดเจนคือ การอ้างเหตุผลอย่างหนักแน่นและแสดงตนอย่างเปิดเผยว่าจะรับหรือไม่รับนวัตกรรมที่เข้ามา

  3)  ออกจากอาชีพ ครูหลายคนอาจจะออกไปประกอบอาชีพใหม่เมื่อรับการเปลี่ยนแปลงไม่ได้  หรืออาจจะย้ายสถานที่ทำงานใหม่ไปสู่ที่ซึ่งสบายใจและปลอดภัยกว่า

  4)  ก้าวไปเป็นผู้บริหาร  บางคนอาจจะมองเห็นช่องทางทำประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลงโดยอาศัยความใหม่ของงานที่ยังไม่มีคู่ต่อสู้ที่ชัดเจน  ครูกลุ่มนี้มักจะเป็นชายอายุไม่เกิน 45 ปี มีบทบาทเป็นผู้บริหารระดับล่าง  ทำ งานเกี่ยวกับวิชาที่ค่อนข้างมีสถานภาพต่ำ เช่น พละ หรืองานฝีมือ ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่มีเจตนาจะก้าวตามทางเดินของวิชาชีพครูอยู่แต่แรกแล้ว  เมื่อเห็นช่องทางที่จะยกระดับตนเองได้ก็จะรีบทำ  เพราะการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็ตาม มักจะทำให้คนหรืองานบางอย่างลดความสำคัญลง  ขณะเดียวกับที่บางคนหรือบางงานดูเหมือนจะอยู่ถูกที่ได้รับการส่งเสริมให้สูงขึ้น

  5)  ต่อต้านและบ่อนทำลายการเปลี่ยนแปลง  โดยปกติครูแต่ละคนจะเคยชินกับวิธีการที่ตนใช้อยู่และหลีกเลี่ยงวิธีการใหม่ ๆ  ตัวอย่างที่เห็นทั่วไปคือการกลัวเทคโนโลยี  Huberman (อ้างถึงใน Sikes 1993) กล่าวว่าครูอายุมากส่วนใหญ่  ไม่เพียงแต่จะต่อต้านการเปลี่ยนแปลง  แต่ยังไม่เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่ดีอีกด้วย  ครูบางคนอาจจะเจตนากระทำสิ่งผิด ๆ หรือปฏิเสธที่จะร่วมมือหรือบ่อนทำงายการเปลี่ยนแปลงโดยจงใจ

  6)  เปลี่ยนความสนใจ ครูที่ไม่สามารถรับการพัฒนาเมื่อถูกกดดันมากเข้า อาจจะแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงความสนใจจากงานที่นำไปสู่สิ่งอื่นเช่น  ครอบครัว  งานอดิเรก หรืออาชีพรอง  ซึ่งมักจะเกิดกับครูอายุประมาณ 40 ปีและพบว่าความรู้สึกไม่พึงพอใจต่อผลของการเปลี่ยนแปลงจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยานี้ให้เกิดเร็วขึ้น

  7)  ใช้เป็นโอกาส  ครู จำนวนหนึ่งจะถือเป็นโอกาสดีในการแก้ปัญหาหรือปรับเปลี่ยนบางสิ่งบางอย่างให้ เป็นประโยชน์ต่องานหลังจากที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมานาน  ครูกลุ่มนี้จะสนับสนุนและยินดีเปลี่ยนแปลงตนเอง

  3. คุณลักษณะของครูที่ดี

1. ความมีระเบียบวินัย ความประพฤติ ทั้งทางกายและวาจาและใจ  

2. ความซื่อสัตย์สุจริต การประพฤติที่ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน 

3. ความขยัน ประหยัด  และยึดมั่นในสัมมาอาชีพ ความประพฤติที่ไม่ทำให้เสียเวลาชีวิตและปฏิบัติกิจอันควรกระทำให้เกิดประโยชน์แก่ตนและสังคม 

4. ความสำนึกในหน้าที่และการงาน ความประพฤติที่ไม่เอาเปรียบสังคม 

5. ความเป็นผู้มีความคิดริเริ่ม วิจารณ์และตัดสินอย่างมีเหตุผล  ความประพฤติในลักษณะสร้างสรรค์และปรับปรุงมีเหตุมีผลในการทำหน้าที่การงาน 

6. ความกระตือรือร้นในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีความรักและเทิดทูน ชาติ ศาสนา

พระมหากษัตริย์ ความประพฤติที่สนับสนุนและให้ความร่วมมือไม่ไว้วานหรือขอความช่วยเหลือ

จากผู้อื่นโดยไม่จำเป็น

7. ความเป็นผู้มีพลานามัยที่สมบูรณ์  ทั้งทางร่างกายและจิตใจ  ความมั่นคงและจิตใจ ให้สมบูรณ์

มีอารมณ์แจ่มใสมีธรรมะอยู่ในจิตใจอย่างมั่นคง

8. ความสามารถในการพึ่งพาตนเอง และมีอุดมคติเป็นที่พึ่งความประพฤติที่แสดงออกถึงความแบ่งปัน เกื้อกูลผู้อื่น 

9. ความภาคภูมิและการรู้จักทำนุบำรุง ศิลปะ วัฒนธรรม   และทรัพยากรของชาติ ความประพฤติที่แสดงออกซึ่งศิลปะและวัฒนธรรมแบบไทย ๆ มีความรักและหวงแหนวัฒนธรรมของตนเองและทรัพยากรของชาติ 
 10. ความเสียสละ และเมตตาอารี กตัญญูกตเวที กล้าหาญ และความสามัคคี

  4. การสร้างทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพครู

เจตคติต่อวิชาชีพ

  เจตคติเป็นความรู้สึกหรือศรัทธาต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนอาจส่งผลให้เกิดการกระทำและการแสดงออกเป็นพฤติกรรมต่าง ๆ  ความ เข้าใจต่อเจตคติของบุคคลจึงอาจใช้เป็นข้อมูลในการทำนายพฤติกรรมที่บุคคลจะ แสดงออกและช่วยให้สามารถหาแนวทางป้องกันแก้ไขได้ด้วยเจตคติที่ดีต่อิชาชีพ  เป็นความรู้สึกเห็นด้วย  ชอบ  พอใจต่อการปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพของตนเอง

  เจตคติที่ดีต่อวิชาชีพครู  อาจครอบคลุมถึงความรู้สึกหรือมีศรัทธาต่องานการสอนและ  กิจกรรมที่ทำ  เช่นงานและโครงการที่ส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ  การประเมินเจตคติทำได้จากการผลการปฏิบัติจริง  ผลงานและหลักฐานหรือร่องรอยที่รวบรวมไว้  รวมทั้งการประเมินโดยใช้เครื่องมือหรือแบบประเมินวัดเจตคติ

แนวทางปฏิบัติ

  มีความเข้าใจ  มีความรู้สึกที่ดีและมีความภูมิใจในวิชาชีพครูว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติ  และมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่  และความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ

  5. การเสริมสร้างศักยภาพและสมรรถภาพความเป็นครู

แนวทางปฏิบัติ

  1. ปฏิบัติตนและพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ยึดมั่นอยู่ในคุณงามความดี  ความถูกต้อง  และความชอบธรรม

  2. พัฒนาตนให้เป็นผู้มีความรู้  ความสามารถ  และความชำนาญในการปฏิบัติงาน  มีความคิดที่ทันสมัย  และรู้จักปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ

  6. การเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้และการเป็นผู้นำทางวิชาการ

บุคคลแห่งการเรียนรู้

  บุคคลแห่งการเรียนรู้  หมายถึง  ผู้ที่มีคุณลักษณะนิสัยใฝ่รู้  ใฝ่เรียน  มีพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความกระตือรือร้น  สนใจเสาะแสวงหาความรู้อยู่เสมอ  มุ่งมั่นที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้และสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม  การเรียนรู้อาจทำได้หลายวิธี เช่น  อ่านหนังสือหรือวารสารที่มีประโยชน์  ดูรายการโทรทัศน์หรือฟังวิทยุที่มีสาระ  ค้นคว้าหาความรู้โดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์  ซักถามข้อมูลจากผู้รู้  รวมทั้งสามารถจับใจความสำคัญเพื่อแยกแยะและเลือกสาระข้อมูลที่ได้มาอย่างมีเหตุผล  ทักษะพื้นฐานสำคัญต่อการเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้  ได้แก่

  ( 1 )  ทักษะการฟัง  ทำให้รับรู้ข้อมูลข่าวสารซึ่งมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการคิด

  และการพูด

  ( 2 )  ทักษะการถาม  ทำให้เกิดกระบวนการคิด  การเรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ  เนื่องจากคำ

ถามที่ดีทำให้เรียนรู้ได้แต่ระดับความจำไปถึงระดับวิเคราะห์และ

ประเมินค่า

  ( 3 )  ทักษะการอ่าน  ทำให้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร  ซึ่งนอกจากจะเป็นทักษะการอ่านข้อ

ความ  จะรวมถึงการอ่านสถิติ  ข้อมูลเชิงคณิตศาสตร์ต่าง ๆ ด้วย

  ( 4 )  ทักษะการคิด  ทำให้บุคคลมองการณ์ไกล  สามารถควบคุมการกระทำของตน

  ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์  การคิดอย่างมีเหตุผลและมี

  วิจารณญาณมีผลต่อการเรียนรู้  การตัดสินใจ  และการแสดง

  พฤติกรรม

  ( 5 )  ทักษะการเขียน  เป็นความสามารถในการถ่ายทอดความรู้  ความคิด  ทัศนคติและ

ความรู้สึกออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้อื่นเข้าใจ  ซึ่งเป็นสิ่ง

สำคัญยิ่งต่อวงการศึกษา  เนื่องจากบันทึกเหตุการณ์  ข้อมูล 

ความจริง  ใช้เป็นหลักฐานที่มีประโยชน์ต่อไป

  ( 6 )  ทักษะการปฏิบัติ  เป็นการลงมือกระทำจริงอย่างมีระบบเพื่อค้นหาควา

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน kru



ความเห็น (1)