ทุกคนน่ะต้องการความอบอุ่น ต้องการคนเห็นใจ แต่ไม่เป็นคนเสียสละ ไม่เป็นคนผู้ให้อะไรแก่ผู้อื่นเขา ใครเขาจะมารักเรา จะมาให้ความอบอุ่นเราได้ เปรียบเสมือนที่โล่งแจ้ง ถ้าเราไม่ปลูกต้นไม้ให้ปุ๋ย ความร่มรื่นของร่มไม้มันจะมีได้อย่างไร


เล่าเรื่อง สามเณรบัณฑิต

มนุษย์ประเสริฐได้ด้วยการฝึกตนเอง ถ้าเราไม่ฝึกตนเอง ไม่ตั้งใจฝึก ไม่ได้...! นี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญ เราเข้าใจถูกต้อง มีความเห็นที่ดีก็ยังต้องมาฝึกกายวาจาใจของเรา 


ปกติคนเราทุก ๆ คนที่ได้อาศัยร่างกายที่เป็นอัตภาพ แต่ละคนส่วนใหญ่มันก็ไม่ค่อยเหมือนกัน โดยอาศัยกรรมพันธุ์มาจากคุณพ่อคุณแม่ ถ้าเราได้คุณพ่อคุณแม่ที่ดี เพรียบพร้อมทั้งกายทั้งใจ เราก็ถือว่าเป็นคนโชคดี  

สถานการณ์ทางบ้านทางสังคมทุกวันนี้มันก็ยากมากที่จะทำให้มนุษย์เราสมบูรณ์แบบทั้งกายทั้งใจ บางคนนะเกิดมาอายุสิบกว่าขวบก็เป็นโรคกระเพาะแล้ว เป็นโรคประสาทแล้ว

พระพุทธเจ้าท่านถึงเมตตาให้เราฝึกใจ...

คนเรานี้นะ ถ้าเราปล่อยให้ความวิตกกังวลอยู่ในจิตใจของเรานาน ไม่ได้นะ...!   มันทำให้เราป่วย ทำให้เราเป็นโรคประสาท เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้ 

เราสังเกตดูคนทุก  ๆ  คนที่เขาไม่รู้จักวิธีปฏิบัติ  วิธีวางความคิด  ถึงจะเป็นคนเก่ง คนฉลาดในเบื้องต้น แต่ว่าภายหลังอนาคตจะเป็นคนที่มีปัญหา

ความคิดที่มันเกิดจากใจของเรา  จะเป็นความรัก  ความชอบ ความโกรธ หรือเป็นความหลง  พระพุทธเจ้าท่านสอนเราว่าอย่าให้มันค้างอยู่ในใจของเรา   ถ้ามันค้างอยู่ในใจของเราหลายชั่วโมง หลายวัน มันมีปัญหาแน่ มันจะเป็นกรรมเป็นเวรเป็นวัฏฏะสงสาร 

ให้ฝึกอุเบกขาต่ออารมณ์ อย่าไปยึดไปถือไว้นาน มันหนัก มันบาป มันเป็นความโง่  เป็นความหลงของเรา

คนเราที่มีความทุกข์ทุกวันนี้คือเรื่องของจิตใจที่เข้าไปยึด ไปแบก ไปยึดมั่นในอารมณ์  ที่เราอยากให้มันเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นไม่อยากให้เป็นอย่างนี้   เมื่อทุกอย่างมันไม่ได้เป็นไปตามใจของเรา เราก็วิตกกังวล ยึดมั่นถือมั่น


พระพุทธเจ้าท่านตรัสบอกเรา ให้เรารู้จักอุเบกขาต่ออารมณ์ อย่าไปเป็นคนยึดมั่นถือมั่น ถ้าไม่อย่างนั้นเราจะเป็นคนไม่ฉลาดใจอารมณ์...

จิตใจของตัวเอง... เราปล่อยให้ใจของเรายึดมั่นถือมั่นอยู่ในใจเยอะ สารที่อยู่ในร่างกายในสมองมันปรับสภาพไปในทางที่ไม่ดี  มันเลยกลายเป็นทั้งโรคทางกายและโรค   ทางจิตใจ ถ้าถึงขนาดนั้นแล้วเราจะไปแก้ทางจิตใจอย่างเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยยาเข้ามาช่วยแก้ด้วยแล้ว...

สรุปแล้วพระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราเก็บอารมณ์ไว้ในใจของเราไว้นาน ๆ ให้รู้จักดีชั่วถูกผิด แล้วก็ให้รู้จักที่จะปล่อยรู้จักวางอารมณ์ ปัญหาต่าง ๆ ภายนอกเราก็ต้องแก้ไป แต่สำคัญเราต้องแก้ที่จิตใจของตนเองมันจึงจะแก้ปัญหาได้

เรื่องแก้จิตใจของตนเองสำคัญกับทุก ๆ คนไม่ว่าผู้อยู่วัด ไม่ว่าผู้อยู่บ้าน เป็นเรื่องใหญ่เป็นเรื่องสำคัญของชีวิต

คนหนึ่ง ๆ อย่างนี้แหละ กว่าอินทรีย์บารมีจะแก่กล้า มันต้องใช้เวลาประพฤติปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอและติดต่อกันจนกว่ามันจะหมดภาระหมดปัญหา

คนเรานี้มันทำอะไรมันก็ประกอบไปด้วยความอยาก ถ้ามีความอยากเป็นทุกข์

ถ้าไม่มีความอยากเราจะทำไปทำไม...? 

พระพุทธเจ้าท่านบอกเราว่า “ให้เราทำไปเพื่อเสียสละ” ส่วนมากถ้ามันไม่อยากไม่ชอบมันก็ไม่ค่อยจะทำ พระพุทธเจ้าท่านบอกเราว่า ไม่อยากไม่ชอบก็ให้เราทำ เราจะได้เสียสละ “คนเราต้องเสียสละ ได้เสียสละแล้วมีความสุข”


เรายังปัญญาไม่ถึงพระพุทธเจ้า มันไปคิดว่าเราไม่อยาก เราไม่ต้องการเราจะไปทำทำไม? อย่างเรานั่งสมาธิ เราก็อยากให้มันสงบ มันจะสงบได้อย่างไรเมื่อมันมีแต่ความอยาก

สมาธิก็แปลว่าปราศจากความโลภ ความโกรธ ความหลง ความอยาก ความไม่อยาก ทำเพื่อเสียสละ ไม่อยากจะสงบ อย่างเดินจงกรมก็อยากให้สงบ อยากให้มีปัญญา คิดอย่างนี้มันแย่แล้ว ให้เราเดินเพื่อปล่อยเพื่อวาง เพื่อไม่เอาไม่มีไม่เป็น พระพุทธเจ้าท่านสอนเราอย่างนี้นะ...

ฝึกปล่อย ฝึกวาง ถ้าไม่อย่างนั้นจะไปเพิ่มอัตตาตัวตน เดี๋ยวจะไปเอาความยึดมั่นถือมั่นอัตตาตัวตนมาเป็นนิพพาน มันไม่ได้...!

อย่างเราทานอาหาร เราทานอาหารทำไม...? เราทานเพราะร่างกายนี้มันไม่ใช่ของเรา พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เราทานเพื่อเสียสละ ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา ถ้าเราไม่ทานมันก็ลำบาก เราทานก็อย่าไปติดในรสอาหาร ไม่ใช่อร่อยถึงทานไม่อร่อยไม่ทาน อย่างนี้ไม่ได้ เราไม่ทานเอารสไม่ติดรสมากเกิน ทานไปเพื่อให้ร่างกายได้ธาตุอาหารครบถ้วน

ทำไมเราถึงทาน...?   เพราะร่างกายไม่ใช่ของเรา  เราต้องเสียสละ  ถึงเวลาก็ต้องพาเขานอน เวลานอนไม่ต้องคิดอะไร เรื่องรวยเรื่องจน เรื่องการงานจะออกมาได้ดีหรือไม่ดี  ท่านไม่ให้เราคิด ถ้าเราคิดมันจะบาป ไม่อยากนอนก็ต้องนอน พักผ่อนจิตใจให้มันสงบ 


นั่งสมาธิก็ให้ใจมันสงบ...    ใจของเรามันกระจัดกระจายมาทั้งวัน   มาทำจิตใจรวมเป็นหนึ่ง พาเขานอนให้พอดี โยมให้เขานอน ๕-๖ ชั่วโมงเป็นต้น ถ้าเป็นพระก็นอนน้อยกว่าโยมหนึ่งชั่วโมง ถ้าเราปล่อยเราวางจริง ๆ เราก็จะได้นอนอิ่ม 

คนเรามันไม่มีตัวมีตนนะ... กินข้าวทานอาหารมันก็แก่ไปทุกวัน เรามาว่าเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ เราว่าเอาเอง ร่างกายมันไม่ว่าอะไรกับเรา 

เราต้องฝึกปล่อยฝึกวาง เขาว่าเขานินทา ถ้าเราไม่ไปยึดไปถือ ความทุกข์มันจะมาจากไหน..?

คนเรามันไปหลงสมมุติที่เขาแต่งตั้งให้เป็นหญิงเป็นชาย เป็นคนมีคนจนคนร่ำคนรวย แล้วก็พากันทุกข์ พากันเครียด เป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตไป

ทุกคนน่ะต้องการความอบอุ่น  ต้องการคนเห็นใจ แต่ไม่เป็นคนเสียสละ ไม่เป็นคนผู้ให้อะไรแก่ผู้อื่นเขา ใครเขาจะมารักเรา จะมาให้ความอบอุ่นเราได้ เปรียบเสมือนที่โล่งแจ้ง ถ้าเราไม่ปลูกต้นไม้ให้ปุ๋ย ความร่มรื่นของร่มไม้มันจะมีได้อย่างไร


พยายามเสียสละ พยายามปล่อย พยายามวาง อย่าไปมีโรคยึดมั่นถือมั่น ที่นี้อยู่ที่นี้หรืออยู่ที่อื่น ล้วนแต่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ไม่มีตัวตน 

คนเราเกิดมาก็ไม่ได้เอาอะไรมา เวลาตายไปเราก็ไม่ได้เอาอะไรไป  เราจะไปเอาความยึดมั่นถือมั่นไปให้มันทุกข์ยากลำบากกันไปทำไม? พระพุทธเจ้าท่านสอนเราอย่างนี้นะ...

พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ธรรม ท่านมีความสุขนะ เสวยวิมุตติสุขตลอด อยู่โคนไม้ก็สบาย ได้เสวยอาหารหรือไม่ได้เสวยอาหารท่านก็มีความสุข เพราะจิตใจของท่านรู้จักปล่อยวาง     มีเมตตา มีกรุณา มีปัญญา มีความบริสุทธิ์ ไม่รักใครไม่เกลียดใคร เราเดินตามรอยของพระพุทธเจ้า ก็ให้เราปฏิบัติเหมือนพระพุทธเจ้านี่แหละ “เน้นมาหาที่ตัวเจ้าของนะ...”

พระพุทธเจ้าท่านให้เราพิจารณาตัวเราว่า เราได้แก้ไขตัวเองแล้วหรือยัง ถ้ายังก็ให้เปลี่ยนแปลงตัวเองเดี๋ยวก็ดี...


พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย

มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๖