อากาศบ้านเราช่วงนี้ถ้าเป็นอดีตก็ต้องถือว่ายังอยู่ในฤดูกาลของความหนาว ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะไม่เด่นชัดเท่ากับครั้งเก่าก่อนแต่ก็ถือว่ายังพอมีสัญญาณสัญลักษณ์หลายๆอย่างยังคงอยู่ซึ่งสามารถส่งผลกับสิ่งมีชีวิตทั้งพืช สัตว์และมนุษย์อยู่มากพอควรโดยเฉพาะที่ส่งผลกระทบกับพืชในลักษณะที่ทำให้พืชมีลักษณะการเจริญเติบโตที่ชะลอลง ช่อดอกกลีบใบไหม้ดำ บางครั้งก็ชะงักงันเหลืองซีดไม่กินปุ๋ย ส่งผลให้เกษตรกรต้องรีบป้องกันแก้ไขให้ปุ๋ยเพิ่มยาเพื่อหลีกหนีปัญหาที่จะนำพามาซึ่งผลผลิตลดน้อยถอยลงจากผลกระทบจากอาการดังกล่าว
ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะต่างๆ นั้นมีมากมายหลายแบบ แต่ถ้าเป็นฤดูหนาวก็จะชัดเจนในเรื่องของเชื้อราที่มากับหมอกและน้ำค้าง ซึ่งมักจะพบกับปัญหาช่อดอกยอดใบดำเพราะถูกการโจมตีของเชื้อรา สปอร์ของเชื้อราโรคพืชมากมายที่ปลิวละล่องอยู่ในอากาศเมื่อความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศมีมากขึ้นทำให้น้ำหนักของสปอร์หน่วงหนักตกลงมาสู่ตามบริเวณส่วนต่างๆของพืช และเมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสมมีแหล่งอาหารแหล่งน้ำจากพืชก็งอกเส้นใยเจริญเติบโตและเข้าทำลายย่อยสลายวัตถุที่เขาได้หล่นร่วงลงไปจนเป็นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนไปในรูปแบบต่างๆเมื่อเกษตรกรได้พบเห็นหลังจากที่ผลของการทำลายของเชื้อราโรคพืชได้กระทำแล้วทั้งในรูปแบบใบดำ ใบไหม้ ใบเหลือง ฯลฯ
การป้องกันแก้ไขแบบง่ายเมื่อพบว่ามีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศมากคือมีทั้งน้ำค้างและหมอกให้รีบทำการฉีดพ่นล้างใบทำลายสปอร์ในหลุดร่วงออกไปจากพื้นที่ผิวใบหรือช่อดอกด้วยการใช้น้ำเปล่าฉีดพ่น (ในกรณีที่ปลูกแบบมือสมีครเล่นหรือพื้นที่น้อย). ในส่วนที่ปลูกเป็นอาชีพพื้นที่มากกลัวไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงหรือความเสียหายที่จะเกิดขึ้นให้ใช้ ฟังก์กัสเคลียร์ (ผงจุลสี, แคลเซียม, ซิลิสิค, แมงกานีส ฯลฯ) 2 กรัมร่วมกับ แซนโธนไนท์ (สารสกัดจากเปลือกมังคุด) 2 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตรฉีดพ่นเพื่อล้างใบและทำลายสปอร์ไปด้วย สารสกัดจากผลจุลสี, แคลเซียม, ซิลิสิค (ซิลิก้า,ซิลิคอน) และสารฝาดแซนโธนนินจากเปลือกมังคุดจะช่วยยับยั้งและทำลายเชื้อราโรคพืชในระยะสปอร์ให้ลดลงได้อย่างมาก จากนั้นจึงค่อยใช้ไตรโคเดอร์ม่า (ชนิดละเอียด)หรือบีเอสพลายแก้วมาฉีดพ่นเพื่อทำการรักษาอีกครั้งหนึ่งเมื่อยังคงพบเห็นการรุกลามระบาดของเชื้อราต่อไป
ในกรณีที่พืชกระทบหนาวและเกิดอาการใบเหลืองให้ทำการสังเกตุให้ดีเสียก่อนที่จะรีบเติมปุ๋ยยูเรีย, แอมโมเนียมซัลเฟตหรือแคลเซียมไนเตรท เพราะบางทีพืชอาจจะไม่ได้เหลืองจากการขาดปุ๋ยไนโตรเจนก็ได้ แต่เกิดจากสภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็นและไม่สามารถที่จะสร้างกระบวนการเมตาบอลิซึมได้อย่างสมบูรณ์จึงทำให้เกิดอาการใบเหลืองยอดสั้น อั้นการเจริญเติบโตควรแก้ไขด้วยการทำให้พืชมีการปรับอุณภูมิภายในเซลล์ให้สมดุลย์ด้วยการฉีดพ่นไรซ์กรีนพลัส และไวตาไลเซอร์เสียก่อนหลังจากนั้นเมื่อพืชปรับสภาพให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมได้แล้วค่อยมาพิจารณาเรื่องปุ๋ยในภายหลังว่าใส่เพิ่มเติมลงไปอย่างสมบูรณ์เพียงพอหรือไม่
มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com